บทที่ 113: มื้ออาหารขอบคุณ
เจียงซูหลันยังไม่ทันจะได้เห็นบ้านใหม่ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่เธอกลับได้มาเห็นบ้านพักของบ้านสกุลเหลยก่อนซะแล้ว หญิงสาวกวาดตามองสำรวจรอบๆ เพียงครู่เดียว ก็พอจะประเมินภาพรวมของที่นี่ได้ การได้เห็นที่พักอาศัยที่ดูดีมีระดับแบบนี้ ก็ทำให้เธออดคาดหวังกับบ้านใหม่ของตัวเองที่จะได้เข้าไปอยู่มากขึ้นอีกหน่อยไม่ได้
พอได้ก้าวตามเข้าไปข้างใน บรรยากาศที่ดูสมฐานะครอบครัวทหารระดับสูงก็ยิ่งชัดเจนขึ้น บริเวณห้องโถงกลางของบ้านสกุลเหลย มีโต๊ะแปดเซียนตัวใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะนั้นเต็มไปด้วยอาหารร้อนๆ ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว อาหารทุกอย่างถูกตักใส่จานเคลือบใบเขื่องจนพูนล้นจาน เห็นได้ชัดถึงความตั้งใจของคนทำ
เจียงซูหลันไล่สายตามองอาหารเหล่านั้น เธอดูออกแค่เมนูเดียวคือหมูตุ๋นผักกาดขาวใส่วุ้นเส้นที่อยู่ในชามซุปใบใหญ่ ส่วนเมนูอื่นๆ ที่เหลือนั้น เธอมองไม่ออกเลยว่าคืออะไร
ผู้บัญชาการกองพลเหลยกับป้าอู๋สบตากันเล็กน้อย ก่อนที่ป้าอู๋จะเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหา หญิงวัยกลางคนผู้นี้อายุราวห้าสิบกว่าปีแล้ว ผมสีดอกเลาถูกม้วนเก็บไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย ใบหน้าของเธอดูใจดีและอบอุ่น แต่ในตอนนี้น้ำเสียงของเธอกลับสั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ
“สหายเจียงคะ เรื่องของอวิ๋นเป่าในครั้งนี้ ฉันต้องขอบคุณคุณจริงๆ ค่ะ”
ความผิดพลาดครั้งนั้นยังคงฝังใจเธอไม่หาย ตอนที่เธอพาเด็กน้อยไปซื้อของที่แผงผักแล้วเขาหายตัวไป วินาทีนั้นทำให้โลกของเธอแทบถล่ม ตลอดหลายวันที่ผ่านมา สหายอู๋จมอยู่กับความรู้สึกผิดจนแทบเป็นบ้า เธอถึงกับคิดว่าถ้าหาตัวเด็กชายไม่เจอ หรือเขาเป็นอะไรไป เธอก็คงไม่มีหน้าอยู่ต่อไปและต้องกระโดดทะเลตายเพื่อชดใช้ความผิด
โชคยังดีเหลือเกินที่ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น เด็กน้อยกลับมาอย่างปลอดภัย ด้วยเหตุนี้เอง ป้าอู๋จึงตั้งใจทำอาหารมื้อนี้สุดฝีมือ เธองัดเอาเมนูเด็ดของตัวเองออกมาทำทั้งหมด แถมยังยอมควักเงินเดือนของตัวเองมาใช้ด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขอบคุณเจียงซูหลันและโจวจงเฟิงจากใจจริง
เจียงซูหลันกับโจวจงเฟิงมองหน้ากัน ทั้งคู่รู้สึกเกรงใจกับท่าทีของอีกฝ่าย
“คุณป้าเกรงใจเกินไปแล้วค่ะ” เจียงซูหลันรีบเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม เอาเข้าจริง เรื่องการช่วยเด็กในครั้งนี้เธอไม่เคยคิดหวังผลตอบแทนหรือคำขอบคุณอะไรเลย แต่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์มันพลิกผันไปมาอีท่าไหน สุดท้ายเธอกลับกลายเป็นคนที่ทุกคนอยากจะขอบคุณไปเสียได้
“เอาล่ะๆ ฉันไม่พูดพร่ำแล้วจ้ะ” ป้าอู๋เหมือนจะรู้ตัวว่าแสดงอารมณ์มากเกินไป รีบปรับสีหน้าแล้วถูมือไปมาอย่างกระตือรือร้น “งั้นฉันขอแนะนำอาหารพวกนี้ให้รู้จักนะ นี่คือไก่เหวินชาง ส่วนนี่ปลาทอดน้ำมันหอม โน่นก็ผัดหมี่เหอฝิ่นแห้ง ยังมีหอยลายผัดพริกหยวกอีกอย่าง แล้วก็สุดท้ายเป็นของหวาน ชิงปู่เหลียงจ้ะ”
เมนูที่ไล่มาซะยาวเหยียดทำเอาเจียงซูหลันถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย “นี่มันเยอะเกินไปแล้วนะคะ”
ป้าอู๋รีบส่ายหน้าทันที “ไม่เยอะเลยจ้ะสหายเจียง ถ้าไม่มีคุณน่ะ ชาตินี้ฉันคงไม่มีโอกาสได้มายืนทำอาหารพวกนี้อีกแล้ว”
พูดจบ มือที่หยาบกร้านของเธอก็เอื้อมมาจับมือเล็กๆ ของเจียงซูหลันไว้แน่น น้ำเสียงของเธอกลับมาสั่นเครืออีกครั้ง ความรู้สึกผิดมันยังคงอัดแน่นอยู่ในใจ
องค์กรอุตส่าห์ไว้ใจส่งเธอมาดูแลท่านผู้บัญชาการ แต่เธอกลับทำงานพลาดไม่เป็นท่า ปล่อยให้หลานชายคนเดียวของบ้านสกุลเหลยหายตัวไป ถ้าเรื่องมันเลวร้ายถึงที่สุดจริงๆ เธอคงมีทางเลือกเดียวคือการตายเพื่อไถ่โทษเท่านั้น
“เอาล่ะ สหายอู๋ พอได้แล้ว เดี๋ยวเสี่ยวเจียงก็ตกใจหมดหรอก นั่งลงกันได้แล้ว” ผู้บัญชาการกองพลเหลยต้องเป็นฝ่ายเอ่ยขัดจังหวะบรรยากาศที่เริ่มจะเศร้าขึ้นมา เขาเองก็โล่งใจไม่แพ้กัน เรื่องที่หลานชายหายตัวไปน่ะ เขายังไม่กล้าบอกพ่อแม่ของเด็กเลยด้วยซ้ำ โชคดีแค่ไหนที่ตามตัวกลับมาได้
คำพูดของผู้บัญชาการกองพลทำให้เจียงซูหลันลอบผ่อนลมหายใจ เธอยอมรับว่ายังไม่ชินจริงๆ กับการที่ถูกคนอื่นปฏิบัติราวกับเป็นผู้มีพระคุณ
มื้ออาหารจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่น ทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างก็มีความสุข โดยเฉพาะเจียงซูหลันที่ดูจะอิ่มเอมกับรสชาติอาหารเป็นพิเศษ ฝีมือการทำอาหารของป้าอู๋นั้นต้องยอมรับว่ายอดเยี่ยมจริงๆ
ไก่เหวินชางก็หนังกรอบเนื้อนุ่ม ปลาทอดก็กรอบนอกนุ่มใน ส่วนผัดหมี่เหอฝิ่นแห้งก็ให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ เส้นหมี่เหนียวนุ่มเด้งสู้ฟัน แต่ที่เด็ดที่สุดคงจะเป็นของหวานอย่างชิงปู่เหลียง ที่มีทั้งน้ำกะทิ เส้นแป้ง ถั่วต่างๆ และเนื้อมะม่วงสุก ท่ามกลางอากาศร้อนๆ แบบนี้ แค่เห็นหน้าตาก็สดชื่นแล้ว
เจียงซูหลันรู้สึกเหมือนได้เปิดโลก วันนี้เธอได้รู้แล้วว่าอาหารปักษ์ใต้มันเป็นยังไง ไม่ใช่แค่เธอหรอก แม้แต่เสี่ยวเถี่ยตั้น เด็กน้อยจากทางเหนือก็ยังก้มหน้าก้มตาซดชิงปู่เหลียงไม่หยุด
พอกินกันอิ่มหนำสำราญ ผู้บัญชาการกองพลเหลยก็เดินมาส่งพวกเขาถึงหน้าบ้านด้วยตัวเอง “สหายน้อยเจียง ถ้ามีเวลาว่างก็แวะมาเที่ยวเล่นที่บ้านสกุลเหลยได้ตลอดเลยนะ”
ป้าอู๋ก็รีบเดินตามมาสมทบ จับมือของเจียงซูหลันไว้แน่น “ใช่จ้ะเสี่ยวเจียง คราวหน้าถ้าฉันไปซื้อของที่แผงผัก ฉันจะไปเรียกเธอไปด้วยกัน”
เจียงซูหลันยิ้มรับคำชวนนั้นอย่างยินดี “ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนคุณป้าแล้วล่ะค่ะ” เธอรู้ดีว่าการมีป้าอู๋คอยช่วยเหลือ จะทำให้ชีวิตของเธอในที่แห่งใหม่นี้ง่ายขึ้นอีกเยอะ ก็แหม นี่คือแม่บ้านของผู้บัญชาการกองพลเชียวนะ
ในขณะที่สาวๆ คุยกัน อีกมุมหนึ่ง ผู้บัญชาการกองพลเหลยก็กำลังคุยอยู่กับโจวจงเฟิง “จงเฟิง ครั้งนี้เธอทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก การบุกทลายเครือข่ายพวกค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ได้ทั้งหมดในคราวเดียว เรื่องนี้ฉันจะเสนอขึ้นไปเบื้องบน อย่างน้อยเธอต้องได้รับบำเหน็จความชอบขั้นที่ 3”
นี่คือการชื่นชมในความสามารถล้วนๆ แม้แต่โจวจงเฟิงที่ปกติเป็นคนหน้านิ่ง ก็ยังต้องยืนตรงทำความเคารพ
“ขอบคุณครับ ท่านผู้บัญชาการกองพล” เขาเว้นจังหวะไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “แต่ว่า ความจริงแล้วกำลังหลักในการจับกุมครั้งนี้...” สายตาของเขาเหลือบไปมองเจียงซูหลันแวบหนึ่ง “คือภรรยาของผมครับ ไม่ใช่ผม”
ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงซูหลันเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ ก็คงไม่มีทางที่เขาจะทลายเครือข่ายนี้ได้
“เรื่องนั้นเธอไม่ต้องห่วง สำหรับสหายเจียงซูหลัน ทางองค์กรก็จะมีการมอบคำชมเชยให้เช่นกัน” ผู้บัญชาการกองพลเหลยพยักหน้า “เพียงแต่เธอก็รู้ว่า สถานะของเขาคือครอบครัวที่ติดตามมา การมอบรางวัลอาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนของเธอ”
เรื่องนี้โจวจงเฟิงเข้าใจดี “ถ้าอย่างนั้นก็คงต้องรบกวนท่านแล้วครับ”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยหัวเราะ “ยังจะเรียกท่านผู้บัญชาการกองพลอยู่อีก ฉันยังต้องเรียกคุณปู่ของเธอว่าผู้นำอาวุโสเลย เรียกฉันว่าลุงเหลยก็พอแล้ว”
โจวจงเฟิงจึงเรียกตามนั้นทันที “ครับ ลุงเหลย”
ฝั่งผู้ใหญ่คุยกันจบเรื่อง แต่ดูเหมือนฝั่งเด็กจะมีปัญหา เหลยอวิ๋นเป่าเริ่มงอแงขึ้นมาดื้อๆ
“คุณย่าอู๋ ผมจะไปกับพี่สาวคนสวย ผมไม่อยู่บ้าน”
เด็กน้อยเริ่มแผดเสียงร้องไห้ แต่เป็นการร้องไห้ปลอมๆ เขาแอบยกมือปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง แถมยังคอยชำเลืองมองสีหน้าคุณย่าอู๋ตลอด พอเห็นว่าคุณย่าอู๋ยังนิ่งเฉย คราวนี้ก็ชักจะร้อนรนขึ้นมาจริงๆ เลยตะโกนออกมาสุดเสียง
“คุณย่าอู๋ พี่สาวคนสวยน่ะเป็นภรรยาของผมนะ ถ้าผมไม่ไปกับภรรยาของผม แล้วจะให้ผมอยู่บ้านเป็นโสดไปจนแก่เหรอ”
สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบ ใครจะไปคิดว่าเด็กตัวแค่นี้จะรู้จักคำว่า ‘เป็นโสดไปจนแก่’ ด้วย
ป้าอู๋กับผู้บัญชาการกองพลเหลยถึงกับระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง
มีแต่โจวจงเฟิงที่ยืนหน้าตึงอยู่คนเดียว
ส่วนเจียงซูหลันก็ทั้งอายทั้งขำปนๆ กันไป
ป้าอู๋กับผู้บัญชาการกองพลเหลยมองหน้ากันอย่างลังเล เพราะรู้ว่าบ่ายนี้ทั้งคู่ต้องไปจัดบ้านใหม่ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ห้าม เจียงซูหลันก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“ให้เขาไปเล่นกับผิงอันที่บ้านของเราก็ได้ค่ะ จะได้มีเพื่อนเล่น” เธอเองก็กำลังห่วงเสี่ยวเถี่ยตั้นอยู่เหมือนกัน การย้ายมาอยู่ที่ใหม่ๆ ถ้าไม่มีเพื่อนเล่นเลย เธอกลัวว่าเขาจะเก็บกดจนป่วยเอาได้
[จบบท]