บทที่ 12: เรื่องน่าอาย
เธอเพียงแค่ต้องการแสดงท่าทีเย้ยหยันต่อหน้าโจวเยว่หัวอย่างไม่คิดจะปิดบัง นี่คือการปลดปล่อยความคับแค้นใจทั้งหมดที่เธอต้องทนถูกกดขี่มาตลอดชีวิต ทั้งความอัดอั้นและความโกรธที่สะสมมานาน
เธอกระชับมือของโจวจงเฟิงให้แน่นยิ่งขึ้นก่อนจะชูมันขึ้นสูง ภาพของหนุ่มสาวที่ยืนเคียงข้างจับมือกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ กลับกลายเป็นการตอกย้ำและเสียดสีคำพูดก่อนหน้านี้ของโจวเยว่หัวได้อย่างเจ็บแสบที่สุด
โจวเยว่หัวมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น เขากระชากแขนเจียงหมิ่นอวิ๋นเตรียมหมุนตัวจากไป แต่ยังไม่วายทิ้งคำพูดข่มขู่ไว้ “เจียงซูหลัน เธอควรสวดภาวนาให้สหายชายที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอคนนี้ สามารถปกป้องเธอได้ตลอดรอดฝั่ง!”
ไม่ใช่ว่าเขาพูดจาโอ้อวด แต่ด้วยสถานการณ์ยุ่งยากของบ้านเจิ้งในตอนนี้ นอกจากเขา โจวเยว่หัว ก็ไม่เหลือใครที่จะคุ้มครองเจียงซูหลันได้อีก
คำขู่นั้นทำให้สีหน้าของเจียงซูหลันแย่ลงเล็กน้อย เธอยอมรับว่าตัวเองทำอะไรวู่วามไป แต่เธอก็ไม่คิดเสียใจ
เพราะเมื่อเทียบกับการต้องแต่งงานกับเจิ้งเซี่ยงตง สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือการแต่งงานกับโจวเยว่หัว ที่จะต้องถูกขูดรีดจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก ต้องใช้เลือดเนื้อของเธอและครอบครัวเจียงทั้งหมดไปหล่อเลี้ยงพ่อลูกทั้งสามคน เพื่อสร้างอนาคตอันรุ่งโรจน์ให้กับพวกเขา
เจียงหมิ่นอวิ๋นที่ถูกดึงตัวออกไปหันกลับมามองเจียงซูหลัน แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความเวทนาที่แทบจะทะลักออกมา
เธอกำลังคิดว่าไม่ใช่เธอที่ใจร้าย แต่เป็นเจียงซูหลันต่างหากที่โง่เขลา ผลักไสว่าที่มหาเศรษฐีในอนาคตทิ้งไป แล้วกลับไปเลือกทหารจนๆ คนหนึ่ง
สายตาของเธอหยุดนิ่งบนใบหน้าของโจวจงเฟิงชั่วขณะ แม้จะรู้สึกประทับใจในรูปลักษณ์ของเขา แต่ความรู้สึกนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยการตระหนักรู้ในความเป็นจริง
ต่อให้โจวจงเฟิงจะหน้าตาดีแค่ไหน มันจะสำคัญอะไร? สุดท้ายเขาก็เป็นแค่ทหารจนๆ ที่ไร้อำนาจ ไร้เส้นสาย และไร้ซึ่งเงินทอง เมื่อถึงเวลาที่ต้องแต่งงานและใช้ชีวิตคู่กันจริงๆ เจียงซูหลันจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน
เมื่อทั้งสองคนเดินจากไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงเจียงซูหลันและโจวจงเฟิง บรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงบลง
เมื่อไม่ต้องเสแสร้งแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อหน้าคนอื่น เจียงซูหลันก็รีบปล่อยมือที่จับเขาไว้ออกทันทีพร้อมกับถอยห่างรักษาระยะ “ขอโทษนะคะ เมื่อสักครู่ฉันจำเป็นต้องใช้คุณเป็นเครื่องมือ”
โจวจงเฟิงขยับปลายนิ้วที่เพิ่งว่างเปล่าจากการถูกกุม เขาไม่ได้ตอบคำขอโทษนั้นตรงๆ แต่กลับเลือกที่จะถามคำถามอื่นแทน “การที่คุณไปสร้างความไม่พอใจให้รองผู้อำนวยการโรงงานใหญ่แบบนั้น คุณไม่เสียใจเหรอครับ?”
แค่พิจารณาจากการที่เจียงหมิ่นอวิ๋นพยายามประจบสอพลอโจวเยว่หัว ก็พอจะประเมินได้ว่าโจวเยว่หัวต้องมีตำแหน่งไม่ธรรมดา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอฉวยโอกาสแย่งคู่ดูตัวของสหายเจียงซูหลันไปอย่างหน้าไม่อาย เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเขามีส่วนทำให้เธอต้องเดือดร้อนไปด้วย
เจียงซูหลันส่ายหน้า เธอหาทางหลบหนีจากโจวเยว่หัวยังแทบไม่ทัน แล้วเธอจะไปเสียใจเรื่องอะไร?
เธอเม้มริมฝีปากก่อนจะถามกลับไปด้วยเสียงที่เบาลง “แล้วคุณล่ะคะ? การที่คุณพลาดคู่ดูตัวที่เป็นนักศึกษาอย่างเจียงหมิ่นอวิ๋นไป คุณรู้สึกเสียใจบ้างไหม?”
อันที่จริง เธอก็ไม่ค่อยเข้าใจการกระทำของเจียงหมิ่นอวิ๋นเท่าไรนัก ว่าเหตุใดถึงเลือกที่จะไปแย่งโจวเยว่หัวซึ่งเป็นพ่อม่ายแต่งงานรอบสอง แต่กลับทิ้งโจวจงเฟิงที่ทั้งหนุ่มแน่นและดูดีที่อยู่ตรงหน้านี้ไป
โจวจงเฟิงส่ายหน้าเช่นกัน เขาไม่ได้มีความรู้สึกพิศวาสอะไรในตัวเจียงหมิ่นอวิ๋นเลย ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาต้องมาดูตัวในครั้งนี้ก็ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจริงของเขา
สายตาของเขาหยุดมองใบหน้าขาวนวลของเจียงซูหลันอีกครั้ง พลางนึกถึงคำพูดขู่ของโจวเยว่หัวก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเธอกำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่าง? เธอต้องการความช่วยเหลือจากเขาหรือไม่?
“คุณ...”
โจวจงเฟิงยังพูดไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ ก็มีผู้หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อโค้ททหารหนาเตอะที่พันผ้าพันคอลายสก็อตไว้ พุ่งตรงเข้ามาในห้อง
ผู้ที่มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเจี่ยงซิ่วเจิน พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอเอง เธอตรงเข้ามาคว้าแขนเจียงซูหลันไว้ข้างหนึ่ง แสดงท่าทีผิดหวังอย่างชัดเจน “ยัยเด็กโง่เอ๊ย! ไปด่าโจวเยว่หัวจนเตลิดไปแบบนั้น แล้วทีนี้เธอจะไปจัดการกับทางบ้านเจิ้งยังไง? หรือเธอคิดจะให้พวกนั้นมาฉุดเธอไปเป็นเจ้าสาวจริงๆ ใช่ไหม?”
สถานการณ์ตอนนี้นับว่ากระอักกระอ่วน เจียงซูหลันกับโจวจงเฟิง คนหนึ่งยืนอยู่บริเวณปากประตู ส่วนอีกคนยืนอยู่ด้านในห้อง
หัวหน้าเจี่ยงกำลังโกรธจัด อีกทั้งยังยืนประจันหน้ากับเจียงซูหลันพอดี จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นโจวจงเฟิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเยื้องเข้าไปในตัวห้อง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการซักฟอกอย่างดุเดือดจากพี่สะใภ้ใหญ่ เจียงซูหลันก็เกิดอาการมึนงงไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าโจวจงเฟิงซึ่งเป็นคนนอกยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เธอไม่อยากให้เขาต้องมาเห็นเรื่องน่าอายในครอบครัว
เจียงซูหลันจึงต้องพยายามปรับน้ำเสียงให้เบาลงขณะจับมือเจี่ยงซิ่วเจินไว้แน่น แล้วกระซิบ “พี่สะใภ้ใหญ่คะ เรากลับไปคุยกันที่สำนักงานดีกว่าค่ะ”
นั่นเข้าทางเจี่ยงซิ่วเจินพอดี เพราะเธอเองก็ไม่ต้องการให้บรรดาเจ้าหน้าที่คอมมูนคนอื่นๆ ที่คอยเงี่ยหูฟังอยู่รอบๆ ได้ยินเรื่องน่าอับอายนี้เช่นกัน เธอจึงรีบดึงแขนเจียงซูหลันออกจากสำนักงาน 204 ทันที
ขณะที่กึ่งเดินกึ่งลากกันไปนั้น เธอก็ยังคงบ่นไม่หยุด “ซูหลัน วันนี้ถ้าเธอไม่มีคำอธิบายที่มันสมเหตุสมผลมาให้ฉันนะ ฉันจะจับเธอมาตีแก้มก้นให้ลายเลยคอยดู!”
เจียงซูหลันอายุอานามก็ 22 ปีแล้ว แต่พี่สะใภ้ใหญ่ก็ยังขู่ว่าจะตีแก้มก้นเธอเหมือนเด็กๆ นี่เป็นเรื่องน่าอายในวัยเยาว์ของเธอ เพราะทุกครั้งที่กำลังจะถูกลงโทษ เธอมักจะโก่งก้นขึ้นมารอรับ
เพียงแต่... เธอดันเผลอหันกลับไปมองโจวจงเฟิงที่ยังยืนอยู่ที่เดิมตรงปากประตู แล้วก็ต้องพบว่าเขากำลังพยายามกลั้นหัวเราะอย่างเต็มที่ แถมสายตาเจ้ากรรมยังเลื่อนต่ำลงไปมองยังจุดที่พี่สะใภ้เธอพูดถึง
ใบหน้าของเจียงซูหลันเห่อร้อนขึ้นมาจนแดงก่ำ เธอรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
ทันทีที่มาถึงสำนักงาน หัวหน้าเจี่ยงก็รีบปิดประตูใส่ทันที เพื่อเป็นการปิดกั้นสายตาอยากรู้อยากเห็นของเหล่าเจ้าหน้าที่คอมมูนที่ชอบซุบซิบไปในตัว
ความร้อนบนใบหน้าของเจียงซูหลันเพิ่งจะทุเลาลงไปได้ไม่นาน ก็ต้องเผชิญกับคำถามชุดใหญ่จากพี่สะใภ้ใหญ่ “ซูหลัน ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ถึงโจวเยว่หัวจะเป็นพ่อม่ายผ่านการแต่งงานมาแล้ว แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ เขาถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่เราพอจะหาได้แล้วนะ นี่เธอดันไปด่าเขาจนหนีกลับไป แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปล่ะทีนี้?”
น้ำเสียงของเจี่ยงซิ่วเจินเต็มไปด้วยความกังวลอย่างแท้จริง
เจียงซูหลันเตรียมใจมาระดับหนึ่งแล้วว่าต้องถูกคนในครอบครัวตำหนิเรื่องนี้ แต่เธอยืนยันว่าเธอไม่เสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง
เจียงซูหลันค่อยๆ ดึงแขนเสื้อของหัวหน้าเจี่ยงเบาๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “พี่สะใภ้ใหญ่คะ โจวเยว่หัวไม่ใช่คนดีจริงๆ นะคะ”
เขาเลวร้ายยิ่งกว่าเจิ้งเซี่ยงตงเสียอีก!
หัวหน้าเจี่ยงขมวดคิ้วในตอนแรก แต่พอเจอลูกอ้อนของน้องสาวสามีเข้าไปก็ใจอ่อนลง “แล้วเธอไปได้ยินเรื่องนี้มาจากไหนกัน? เขาไม่ดีตรงไหนเหรอ?”
เจียงซูหลันเงียบไปทันที เธอจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร?
จะให้เธอบอกว่าตัวเองถูกผูกมัดกับระบบหน้าต่างข้อความงั้นหรือ?
หรือจะให้บอกว่าเธอรู้เรื่องราวในอนาคตว่าถ้าแต่งงานกับโจวเยว่หัว ไม่ใช่แค่ตัวเธอเองที่จะต้องพังพินาศ แต่ยังรวมถึงครอบครัวเจียงที่รักและเอ็นดูเธอ ก็จะต้องถูกลากเข้าไปพัวพันจนมีจุดจบที่ไม่ดีกันทั้งบ้าน โดยเฉพาะตัวเธอที่จะต้องหนาวตายและอดตายอย่างน่าเวทนาอยู่ข้างถนน?
เรื่องแบบนี้เธอไม่สามารถพูดออกไปได้เด็ดขาด
เมื่อเห็นว่าซูหลันเอาแต่เงียบ หัวหน้าเจี่ยงจึงต้องยกมือขึ้นนวดขมับที่กำลังปวดตุบๆ ของตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนไปถามประเด็นอื่น “แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ทำไมจู่ๆ เธอถึงเข้าห้องดูตัวผิดได้? แล้วปัญญาชนเจียงไปลงเอยอยู่กับโจวเยว่หัวได้ยังไง?”
เจียงซูหลันใช้เวลาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง “พี่สะใภ้ใหญ่คะ คือหนูถูกคนจงใจสาดน้ำชาใส่จนต้องเสียเวลาไปจัดการตัวเอง พอกลับมา ป้ายหมายเลขหน้าห้องก็ถูกสลับ หนูเลยเข้าห้องผิดและดูตัวผิดคนค่ะ”
การที่เธอไม่ชอบโจวเยว่หัวนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การที่เธอถูกคนอื่นวางแผนแบบนี้มันเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้
[จบบท]