บทที่ 130: ชีวิตใหม่บนเกาะ
ผู้พันเฉินมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก การฝึกซ้อมดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดลงในเวลาเจ็ดนาฬิกาพอดี
แสงตะวันยามเช้าบนเกาะแห่งนี้ได้ทอแสงแรงกล้าขึ้นสูงเหนือท้องฟ้า ส่องประกายสีทองระยิบระยับเมื่อตกกระทบลงบนพื้นผิวทะเล ก่อเกิดเป็นภาพทิวทัศน์ที่งดงามเกินกว่าจะหาคำใดมาเปรียบเปรย
หลังจากที่โจวจงเฟิงฝึกซ้อมเสร็จสิ้น เขาก็ไม่ได้มุ่งหน้ากลับบ้านพักในทันที แต่กลับเลือกที่จะเดินตรงไปยังโรงอาหารของกองทัพก่อน การกระทำดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้แก่สหายทหารบางคน จนมีคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้น
“รองผู้บังคับการกรมโจว คุณแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมยังมากินข้าวที่โรงอาหารอีกล่ะครับ”
โดยปกติแล้ว บรรดาทหารที่แต่งงานมีครอบครัวมักจะไม่มาใช้บริการโรงอาหารในช่วงเช้าเช่นนี้ เพราะส่วนใหญ่ภรรยาของพวกเขาจะเตรียมอาหารเช้าไว้รอที่บ้านพักอยู่แล้ว
โจวจงเฟิงยังคงมีท่าทีสงบ เขาตอบกลับไป
“พี่สะใภ้ของพวกนายกำลังพักผ่อนน่ะ”
เมื่อพูดจบ เขาก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้างอีก ชายหนุ่มเดินเข้าไปต่อแถวแล้วหยิบตั๋วปันส่วนธัญพืชสี่เหลี่ยงออกมาแลกซื้อหมั่นโถวแป้งขาวลูกใหญ่จำนวนสี่ลูก หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ใช้แก้วน้ำเคลือบตักโจ๊กข้าวโพดร้อนกรุ่นอีกหนึ่งแก้วจนเต็ม ก่อนจะถือถุงตาข่ายที่ใส่หมั่นโถวไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ประคองแก้วน้ำเคลือบอย่างระมัดระวังมุ่งหน้ากลับบ้านพัก
เหล่าทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างมองหน้ากันไปมา บ้างก็เริ่มกระซิบกระซาบ
“รองผู้บังคับการกรมโจวนี่น่าสงสารจังเลยนะ”
“น่าสงสารบ้าบออะไร ฉันว่ารองผู้บังคับการกรมโจวเขากำลังเอาใจภรรยาต่างหากล่ะ”
กว่าโจวจงเฟิงจะเดินกลับมาถึงบ้านพัก เวลาก็ล่วงเลยไปถึงเจ็ดนาฬิกาสี่สิบนาทีแล้ว ทันทีที่เขาผลักบานประตูไม้ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ก็สาดส่องผ่านช่องประตูเข้ามาภายในห้องโถงกลาง เผยให้เห็นทุกซอกทุกมุมอย่างชัดเจน ชายหนุ่มจึงผ่อนจังหวะการเคลื่อนไหวของตนเองลงโดยไม่รู้ตัว
“คุณกลับมาแล้วเหรอคะ”
เสียงของเจียงซูหลันดังมาจากในส่วนของห้องครัว ซึ่งเธอกำลังจัดการล้างหน้าบ้วนปากอยู่ตรงนั้น หญิงสาวชะโงกศีรษะออกมามองเขา โจวจงเฟิงในตอนนี้ยังคงอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูสะอาดตาและรีดจนเรียบกริบ มือข้างหนึ่งหิ้วถุงตาข่ายบรรจุหมั่นโถวแป้งขาวลูกโต ขณะที่มืออีกข้างก็ถือแก้วน้ำเคลือบอย่างมั่นคง
โจวจงเฟิงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกกล้าที่จะก้าวเท้าให้ยาวขึ้นกว่าเดิม
“อืม ทำไมวันนี้ตื่นเช้าจังเลยล่ะ”
เขาจำได้ดีว่าสมัยที่เธอยังอยู่ที่บ้านเจียง เจียงซูหลันมีนิสัยชอบนอนตื่นสาย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเช้ามืดเขาถึงไม่ได้ส่งเสียงเรียกเธอ
เจียงซูหลันบ้วนน้ำทิ้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาด้วยใบหน้าที่ดูไม่สู้ดีนัก
“เมื่อเช้านี้เสียงนกหวีดมันดังนานเกินไปน่ะสิคะ”
หลังจากที่โจวจงเฟิงก้าวเท้าออกจากบ้านไปไม่นาน พอถึงเวลาตีห้า เสียงนกหวีดก็ดังขึ้นมารอบหนึ่ง ตามด้วยอีกครั้งในเวลาหกโมงเช้า จนกระทั่งมันดังขึ้นเป็นรอบที่สามในตอนเจ็ดนาฬิกา เธอก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับต่อไปได้อีก หญิงสาวจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงเสียเลย
โจวจงเฟิงเดินนำอาหารเช้าไปวางลงบนโต๊ะแปดเซียน เขาคลายกระดุมเสื้อบริเวณคอออกเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบางๆ
“เรื่องนี้คุณคงต้องใช้เวลาปรับตัวหน่อยนะ พอชินแล้ว ต่อให้เสียงนกหวีดดังแค่ไหน คุณก็จะนอนหลับต่อได้สบายๆ เลย”
เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง แล้วจึงหยิบหมั่นโถวทั้งหมดออกมาวางเรียงบนโต๊ะ
“ผมซื้ออาหารเช้ามาจากโรงอาหารแล้ว วันนี้เราจะได้ไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก”
เพราะในช่วงกลางวัน เขามีตารางที่ต้องออกไปฝึกซ้อม ส่วนเจียงซูหลันก็ต้องเตรียมวัตถุดิบสำหรับงานเลี้ยงมื้อเย็น ทั้งสองคนต่างก็มีภารกิจที่ต้องทำ ดังนั้นการประหยัดเวลาในช่วงเช้าได้จึงนับเป็นเรื่องที่ดี
เจียงซูหลันรับฟัง เธอใช้ผ้าขนหนูที่ทางกองทัพแจกให้ซับใบหน้าจนแห้ง แล้วจึงเดินออกมาจากห้องครัว เมื่อมาถึงห้องโถงกลาง เธอก็ได้เห็นหมั่นโถวแป้งขาวลูกยักษ์วางเรียงรายอยู่ ซึ่งแต่ละลูกมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับกำปั้นของผู้ใหญ่สองข้างรวมกัน
เธอถึงกับชะงักไป
“หมั่นโถวนี่…”
หญิงสาวลองยกมือขึ้นมาเทียบขนาดดู มันใหญ่กว่าใบหน้าของเธอเสียอีก
โจวจงเฟิงจึงอธิบายให้ภรรยาของเขาเข้าใจ
“ทหารในกองทัพกินกันจุมากน่ะ หมั่นโถวที่นี่เลยต้องทำลูกใหญ่ๆ ไว้ก่อน”
อย่างคนแบบเขา กินแค่สองลูกก็อิ่มแล้ว
เจียงซูหลันพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหันไปจัดการเทโจ๊กข้าวโพดที่อยู่ในแก้วน้ำเคลือบ แบ่งใส่ชามกระเบื้องเคลือบจำนวนสี่ใบ โดยรินใส่เพียงแค่ครึ่งชามตื้นๆ
ในระหว่างที่เจียงซูหลันกำลังยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมอาหารเช้า โจวจงเฟิงก็เดินปลีกตัวเข้าไปในห้องนอน เพื่อจัดการปลุกเด็กชายทั้งสองคนที่กำลังนอนหลับลึกไม่รู้เรื่องรู้ราวราวกับลูกหมูตัวน้อยๆ
แต่โจวจงเฟิงไม่ใช่คนที่จะตามใจเด็ก เขาก้าวเข้าไปหาแล้วใช้นิ้วบีบจมูกของเด็กทั้งสองคนเบาๆ ไม่นานนัก ร่างเล็กๆ ทั้งสองก็ขยับตัวตื่นขึ้นมาด้วยความอึดอัด
“ไปกินข้าวได้แล้ว”
เขาสั่งการด้วยเสียงเรียบเพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปยังห้องโถงกลาง
เด็กชายทั้งสองคนกำลังคิดที่จะพลิกตัวนอนต่อ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของผู้พันหนุ่มดังแว่วเข้ามา
“ถ้าใครมาช้า ก็ไม่ต้องกิน”
หากเป็นเมื่อก่อน พวกเขาอาจจะไม่เชื่อคำขู่ แต่หลังจากที่ได้สัมผัสกับบทลงโทษด้วยการวิ่งสิบรอบเมื่อคืนวาน พวกเขาก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การร้องไห้คร่ำครวญหรือโวยวายใดๆ ก็ตาม ไม่มีผลอะไรกับโจวจงเฟิงเลย พวกเขาจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่า คนที่ใจร้ายแบบโจวจงเฟิง สามารถทำแบบที่เขาพูดได้อย่างแน่นอน
เด็กชายทั้งสองคนหันมามองหน้ากัน ก่อนจะกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ห้อง เมื่อตระหนักได้ว่าเตียงที่กำลังนอนอยู่นี้ คือเตียงเดียวกับที่คุณน้าคนสวยและคุณอาเล็กนอนเมื่อคืนนี้ หัวใจดวงน้อยๆ ก็พองฟูขึ้นมาด้วยความดีใจ ความรู้สึกไม่เป็นมิตรที่มีต่อโจวจงเฟิงก่อนหน้านี้ก็จางหายไปเล็กน้อย
แต่พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า นี่คือการวางแผนของโจวจงเฟิงที่แอบอุ้มพวกเขามานอนที่เตียงนี้ตั้งแต่เมื่อเช้ามืด ซึ่งมันเต็มไปด้วยการวางแผนของผู้ใหญ่
อาหารเช้าวันนี้มีเพียงหมั่นโถวแป้งขาวกับซอสเต้าเจี้ยวเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เหลยอวิ๋นเป่า ผู้มีนิสัยเลือกกินอยู่แล้ว รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ในทางกลับกัน เสี่ยวเถี่ยตั้นกลับรู้สึกว่ามันยอดเยี่ยมมาก อย่างน้อยนี่ก็คือหมั่นโถวที่ทำจากแป้งขาวบริสุทธิ์ สมัยที่เขาอยู่ที่บ้านเกิด อาหารที่ได้กินมีแต่ขนมปังธัญพืชรวมเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเหลยอวิ๋นเป่าเอาแต่ใช้ตะเกียบจิ้มหมั่นโถวไปมา ไม่ยอมส่งมันเข้าปากเพื่อเคี้ยวกลืนลงท้องเสียที โจวจงเฟิงจึงใช้ตะเกียบเคาะลงที่ขอบชามของเด็กชาย
“ถ้าเธอไม่อยากกิน เดี๋ยวฉันจะส่งเธอกลับไปที่บ้านสกุลเหลย”
เขาจะได้ไม่ต้องลำบากภรรยาของเขา ให้ต้องมาคอยดูแลจอมป่วนตัวน้อยคนนี้อีก
คำพูดนั้นได้ผลชะงัด เหลยอวิ๋นเป่าหยุดการกระทำที่เป็นการเลือกกินลงทันที เด็กชายรีบคว้าหมั่นโถวแป้งขาวลูกโตขึ้นมากัดเข้าปากอย่างแรง ขณะที่เคี้ยว เขาก็ยังไม่วายหันไปถลึงตาใส่โจวจงเฟิง
“อย่ามาฝันไปหน่อยเลย! อาไม่มีทางไล่ผมกลับไปได้หรอก อาคิดจะรังแกคุณน้าคนสวยของผมใช่ไหมล่ะ”
“ผมจะบอกอะไรให้นะ ถ้ามีผมอยู่ตรงนี้ อาไม่มีทางทำได้แน่!”
ถ้าหากคิดจะรังแกคุณน้าคนสวยของเขา ก็ต้องข้ามศพเขาไปก่อน
พอไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ดีอยู่หรอก แต่พอเด็กชายย้ำเตือนขึ้นมา มันก็ทำให้โจวจงเฟิงนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนวาน ใบหน้าของเขาพลันมืดครึ้มลง
เจียงซูหลันจึงรีบพูดแทรกขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“โจวจงเฟิงคะ ที่บ้านเราไม่มีผักเลย แบบนี้มันจะไม่ไหวนะคะ คุณพอจะมีเวลาว่างช่วยพรวนดินว่างๆ ตรงลานบ้านให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ เดี๋ยวฉันจะไปขอเมล็ดผักจากพี่สุ่ยเซียงมาปลูก”
นี่ต่างหากคือเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการ เพราะพวกเขาไม่สามารถออกไปซื้อผักกินทุกมื้อ หรือจะรอให้คนอื่นเอามาให้ตลอด มันก็ดูไม่ดี
ภารกิจที่ภรรยามอบหมาย โจวจงเฟิงย่อมต้องทำให้สำเร็จ เขาพยักหน้าตอบรับ
“ได้สิ พรุ่งนี้เช้าผมจะจัดการพรวนดินให้”
เมื่อเห็นว่าเขาตอบตกลง เจียงซูหลันก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อันที่จริงเธอก็กังวลอยู่เหมือนกันว่าเขาอาจจะไม่ให้ความร่วมมือ ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถทำเองได้ แต่การพรวนดินก็เป็นงานที่หนักและเธอเองก็ทำได้ช้ามาก เพราะสมัยที่ยังอยู่ที่บ้านพ่อแม่ เธอก็แทบไม่เคยต้องทำงานนี้เลย
หลังจากที่ทุกคนจัดการอาหารเช้าจนเสร็จสิ้น โจวจงเฟิงก็กลับไปที่กองทัพ ส่วนเจียงซูหลันก็เริ่มเตรียมตัวยุ่ง เธอตั้งใจว่าจะไปที่ตลาดผักก่อน
เธอจำเป็นต้องซื้อผักและวัตถุดิบอื่นๆ เพิ่มเติมสำหรับงานเลี้ยงมื้อเย็น ด้วยกังวลว่าหากมีแขกมามากเกินไป โต๊ะตัวเดียวอาจจะนั่งไม่พอ ยิ่งไปกว่านั้น สหายชายที่อยู่ในกองทัพต่างก็กินเก่งกันทั้งนั้น หากเธอเตรียมอาหารไว้ในปริมาณที่น้อยเกินไปจนทุกคนกินไม่อิ่ม มันก็คงจะดูไม่ดี
ลึกลงไปในจิตใจแล้ว เจียงซูหลันก็ยังคงเป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่วันยังค่ำ นิสัยการทำอาหารในปริมาณมากๆ จึงเป็นสิ่งที่ติดตัวเธอมา
การจะทิ้งเด็กชายทั้งสองคนไว้ที่บ้านพักตามลำพังก็ดูจะไม่ปลอดภัยนัก เธอจึงเตรียมตัวที่จะพาพวกเขาออกไปด้วยกัน แต่ในจังหวะนั้นเอง คุณย่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันซึ่งกำลังเดินเล่นยามเช้าอยู่พอดี เมื่อเธอเห็นเจียงซูหลันกำลังเตรียมตัวหอบลูกสองคนไปด้วยท่าทางที่ไม่สะดวกนัก เธอจึงเอ่ยปากให้ความช่วยเหลือ
“เสี่ยวเจียง ถ้าเธอไม่รังเกียจนะ เอาเด็กๆ มาฝากไว้ที่บ้านฉันก่อนก็ได้”
[จบบท]