บทที่ 146: ปฏิบัติการกู้ภัยหมวกแม่ทัพ
เจียงซูหลันหิ้วถังใบเล็กของตัวเองเดินลัดเลาะไปตามโขดหินชื้นๆ เพื่อไปสมทบกับหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นที่อยู่ไม่ไกล เธอนึกภูมิใจเบาๆ ว่าตัวเองก็มือไวพอตัว แซะหมวกแม่ทัพมาได้ตั้งครึ่งถังในเวลาไม่นาน แต่พอมองไปที่ตะกร้าของทั้งสองเท่านั้นแหละ ความภูมิใจเมื่อครู่ก็หดหายไปเลย เพราะมันเต็มปรี่จนแทบจะล้นออกมา กองหอยที่สูงพูนขึ้นมานั้นทำให้เห็นได้ชัดว่าพวกเธอทำงานกันหนักหนาสาหัสขนาดไหน
สำหรับหวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นในตอนนี้ ทุกวินาทีคือการต่อสู้ แม้กระทั่งการหายใจยังรู้สึกเหมือนเป็นการเสียเวลาที่น่าจะเอาไปแซะหมวกแม่ทัพได้อีกหลายตัว ถ้าไม่ติดว่าการหยุดหายใจมันจะทำให้ตายได้จริงๆ พวกเธอคงยอมกลั้นหายใจไปนานแล้ว จะได้ไม่ขัดจังหวะการทำมาหากิน
หวังสุ่ยเซียงเห็นเจียงซูหลันเดินเข้ามาใกล้พอดี ก็รีบใช้มือโกยหมวกแม่ทัพส่วนที่ล้นออกมาจากตะกร้าตัวเองโยนใส่ถังของเจียงซูหลันอย่างรวดเร็ว สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเด็กสองคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ตรงแนวหินไกลๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
“ซูหลันจ๊ะ ฉันมีเรื่องอยากรบกวนหน่อย เธอลองเรียกเด็กๆ มานี่ทีสิ พอจะให้พวกแกกลับไปที่บ้านพัก ไปบอกเจ้าต้าเล่อกับยัยเอ้อร์เล่อ ให้เอาตะกร้าใบใหญ่ๆ มาให้เราเพิ่มอีกสักสองใบได้ไหมจ๊ะ”
ของดีมีค่าขนาดนี้กองอยู่ตรงหน้า ถ้าขนกลับไปได้ไม่หมดคงนอนไม่หลับไปหลายคืน เหมียวหงอวิ๋นที่กำลังก้มหน้าก้มตาแซะหอยอยู่ก็ได้ยิน เธอรีบเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาเป็นประกายวาววับ เห็นด้วยกับแผนการนี้อย่างเต็มที่ เจียงซูหลันไม่ลังเลเลยสักนิด เธอหันไปกวักมือเรียกเด็กทั้งสองคนทันที
นี่แหละนะ ประโยชน์ของการมีลูก มีหลาน ก็คือการได้ใช้งานในยามคับขันแบบนี้นี่เอง
“คุณอาเล็ก ป้าคนสวย เรียกพวกผมเหรอครับ”
เด็กน้อยสองคนวิ่งหน้าตั้งมาแต่ไกล เหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่มไปหมด ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำเหมือนลูกแอปเปิล โดยเฉพาะเหลยอวิ๋นเป่า ที่เล่นถอดเสื้อแขนสั้นของตัวเองออกมา แล้วมัดชายเสื้อให้เป็นถุงสำหรับใส่หอยตาแมวซะอย่างนั้น ของที่เก็บมาได้คงจะเยอะจนไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน เลยเกิดเป็นไอเดียสุดบรรเจิดนี้ขึ้นมา เจียงซูหลันต้องรีบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อให้ทั้งสองคนก่อนที่เหงื่อจะเข้าตา
“ใช่จ้ะ คุณอาเล็กมีภารกิจสำคัญอยากจะให้พวกเธอช่วยทำหน่อย”
พอได้ยินคำว่า "ภารกิจ" เด็กทั้งสองก็ยืดอกขึ้นพร้อมกันโดยอัตโนมัติ ทำท่าทางราวกับทหารที่รอรับคำสั่ง
“คุณอาเล็กกับป้าคนสวยสั่งมาได้เลยครับ”
แค่เห็นท่าทางก็รู้แล้วว่าต่อให้สั่งไปลุยไฟก็คงไม่ปฏิเสธ เจียงซูหลันจึงอธิบายสถานการณ์ทันที
“พวกเธอก็เห็นใช่ไหมว่าคุณอาเล็กกับคุณป้าเก็บของทะเลได้เยอะแยะไปหมดเลย แต่ว่าตะกร้าของเรามันใส่ไม่พอแล้ว ตอนนี้เราต้องการตะกร้าใบใหญ่ยักษ์เพิ่มอีกสองใบ พวกเธอช่วยกลับไปที่บ้านพัก ไปตามพี่ต้าเล่อกับพี่เอ้อร์เล่อให้หน่อยได้ไหม บอกพวกเขาว่าให้เอาตะกร้ามาให้พวกเราที”
“ที่สำคัญคือ พวกเธอต้องเป็นคนนำทางนะ จำทางกลับบ้านได้ใช่ไหม คิดว่าจะทำภารกิจนี้สำเร็จหรือเปล่า”
เหลยอวิ๋นเป่ารีบยืดตัวตรง ทำท่าวันทยหัตถ์ เสียงดังฟังชัด
“รายงานหัวหน้า รับรองทำภารกิจสำเร็จลุล่วงแน่นอนครับผม”
ส่วนเสี่ยวเถี่ยตั้นก็รีบรายงานความสามารถของตัวเองบ้าง
“คุณอาเล็ก ลืมไปแล้วเหรอครับว่าคุณอาเล็กน่ะความจำไม่ดีเรื่องเส้นทาง แต่ผมน่ะจำแม่นนะ”
เขาคืออัจฉริยะด้านการจำเส้นทางของบ้านเจียง แค่เดินผ่านครั้งเดียวก็ไม่มีวันลืมเด็ดขาด ถนนหนทางจากบ้านมาถึงชายหาดเมื่อเช้านี้ ยังอยู่ในหัวของเขาเคลียร์แจ๋ว
“เยี่ยมไปเลย งั้นคุณอาเล็กขอมอบหมายภารกิจนี้ให้พวกเธอเลยนะ วันนี้เราจะได้กินหมวกแม่ทัพอร่อยๆ กันจนพุงกางหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเธอแล้ว” เธอกล่าวชม ก่อนจะกำชับด้วยความเป็นห่วง “แต่มีข้อแม้นะ ห้ามวิ่งเข้าไปใกล้ทะเลมากเกินไปเด็ดขาด โดยเฉพาะตอนที่คลื่นลูกใหญ่ๆ มันซัดเข้ามา มันอันตรายมากรู้ไหม”
“พวกเธอต้องกลับไปอย่างปลอดภัย และกลับมาที่นี่อย่างปลอดภัยพร้อมกับความช่วยเหลือ เข้าใจไหมจ๊ะ ทำได้หรือเปล่า”
คำพูดปลุกใจเหล่านี้ได้ผลชะงัด เด็กทั้งสองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฮีโร่กำลังจะไปปฏิบัติภารกิจกู้โลก
“ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ”
“คุณอาเล็ก ป้าคนสวย รอพวกเรากลับมาช่วยนะครับ พวกเราจะรีบไปรีบมา”
เด็กๆ ก็ฉลาดพอตัว พวกเขารู้ว่าอะไรควรไม่ควร ก่อนหน้านี้เหลยอวิ๋นเป่าที่ออกจะห้าวหาญเกินวัยทำท่าจะวิ่งลงไปเล่นน้ำทะเล ก็ได้เสี่ยวเถี่ยตั้นนี่แหละที่ดึงคอเสื้อไว้ทัน ถ้าเปรียบเหลยอวิ๋นเป่าเป็นสายบู๊ใช้กำลัง เสี่ยวเถี่ยตั้นก็คือสายบุ๋นที่หัวคิดไว แม้จะตัวเล็กแต่ในหัวก็มีการประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเด็กทั้งสองวิ่งปรู๊ดหายลับไปตามแนวโขดหินแล้ว เจียงซูหลันก็หันกลับมา เธอก็ต้องประหลาดใจที่เห็นหวังสุ่ยเซียงกับเหมียวหงอวิ๋นกำลังยืนจ้องเธอตาไม่กะพริบด้วยสายตาแปลกๆ
เจียงซูหลันเผลอยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างงงๆ
“มองอะไรกันเหรอคะ หน้าฉันมีอะไรติดอยู่หรือไง”
เธอลืมไปสนิทว่ามือตัวเองเพิ่งไปขูดหินขูดทรายมา พอเอามือไปปาดหน้าเท่านั้นแหละ จากหน้าสวยๆ ก็กลายเป็นหน้าแมวเปื้อนรอยดำรอยดินไปทันที หวังสุ่ยเซียงเห็นดังนั้นก็หัวเราะพรืดออกมา
“ซูหลันเอ๊ย เธอนี่มันสุดยอดเรื่องปั้นเด็กจริงๆ เลยนะ”
แค่พูดไม่กี่คำก็สามารถใช้เด็กๆ ให้ไปทำธุระที่ค่อนข้างไกลได้โดยที่พวกเขาไม่บ่นสักคำ แถมยังเต็มอกเต็มใจทำอย่างกับเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติ คิดไปนู่นว่าพวกเธอช่างอ่อนแอและต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
เหมียวหงอวิ๋นก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างมาก
“จริงด้วยซูหลัน เธอเหมาะที่จะไปเป็นครูสอนหนังสือที่โรงเรียนมากเลยนะ ดูสิ ขนาดเจ้าลิงทะโมนอย่างเหลยอวิ๋นเป่ายังยอมสยบให้เธอแต่โดยดี”
เจียงซูหลันได้แต่ยิ้มรับ เธอไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะเธอรู้ดีว่าการหางานบนเกาะแห่งนี้มันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน อย่าว่าแต่ตำแหน่งครูที่เป็นที่เคารพนับถือเลย แค่ตำแหน่งพนักงานขายห้าอัตราในสหกรณ์การค้าและการตลาดที่เพิ่งเปิดรับไป ก็มีคนแย่งกันแทบเป็นแทบตายแล้ว
สำหรับตำแหน่งงานดีๆ ที่ได้นั่งสบายในห้องทำงานอย่างครู ยิ่งไม่ต้องพูดถึง การแข่งขันมันสูงลิ่ว ไม่อย่างนั้น ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติครบถ้วนอย่างเหมียวหงอวิ๋นคงไม่ว่างงานมาจนถึงป่านนี้หรอก
พอพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเหมียวหงอวิ๋นก็หมองลงไปวูบหนึ่ง แต่เธอก็ปรับอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
“เอาน่า ช่างมันเถอะ อย่าไปคิดเรื่องเครียดๆ เลย ตอนนี้เรามารีบจัดการกับหมวกแม่ทัพกองโตตรงหน้านี้กันดีกว่า ขนกลับไปให้ได้เยอะที่สุด”
ของดีแบบนี้ กินสดไม่หมดก็เอาไปตากแห้งเก็บไว้กินได้นานๆ คำพูดนี้จุดประกายไฟในตัวหวังสุ่ยเซียงให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง แม้แต่เจียงซูหลันที่เมื่อกี้คิดอยากจะนั่งพักให้หายเหนื่อย ก็ยังต้องลุกขึ้นมาสมทบกับกองทัพแม่บ้านอีกแรง หมวกแม่ทัพที่แซะได้ในรอบหลังนี้มันเยอะจนไม่มีที่จะเก็บแล้ว พวกเธอจึงต้องเอามันไปเทกองรวมกันไว้บนลานหินเรียบๆ ที่อยู่สูงขึ้นมาหน่อย โดยไม่สนใจแล้วว่าจะเป็นของใครปนกับของใคร ทุกคนช่วยกันโกยมาไว้ที่เดียวกัน
กองแล้วกองเล่า จากกองเล็กๆ ก็เริ่มกลายเป็นกองภูเขาขนาดย่อม และในขณะเดียวกันนั้นเอง ธรรมชาติก็เริ่มส่งสัญญาณเตือน คลื่นลมเริ่มแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่เคยอยู่ไกลๆ ก็เริ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเป็นแค่คลื่นลูกเล็กๆ ที่ซัดสาดมาโดนข้อเท้าเป็นครั้งคราว ตอนนี้มันเริ่มซัดเข้ามาถี่ขึ้นและแรงขึ้น จนระดับน้ำค่อยๆ สูงขึ้นจากข้อเท้ามาจนถึงครึ่งแข้ง หวังสุ่ยเซียงซึ่งเป็นคนพื้นที่และมีประสบการณ์มากที่สุด ชะงักมือแล้วหันไปมองความเร็วของคลื่นที่ซัดเข้ามา ก่อนจะหันกลับมามองระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอตบขาตัวเองฉาดใหญ่
“ตายแล้ว แย่แล้วล่ะพวกเรา ต้องรีบเผ่นกันแล้ว จะเก็บต่อไม่ได้แล้วนะ”
หากยังดื้อดึงอยู่ต่อมีหวังได้โดนคลื่นทะเลลากลงไปแน่ๆ ยิ่งน้ำขึ้นเร็วแบบนี้ ยิ่งอันตราย เหมียวหงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้า รีบคว้าตะกร้าของตัวเองเตรียมพร้อมจะไปทันที มีเพียงเจียงซูหลันที่เติบโตมากับภูเขา ไม่คุ้นเคยกับทะเล เธอหันไปมองกองหมวกแม่ทัพที่ยังเหลืออยู่อีกมหาศาล พวกเธอเก็บไปได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของทั้งหมดด้วยซ้ำ
“โอ๊ย แต่ว่ามันยังเหลืออีกตั้งเยอะแยะเลยนะคะ”
เธอยังจำได้แม่นว่าหน้าต่างข้อความเคยบอกไว้ ของพวกนี้มันทั้งมีประโยชน์และราคาแพงลิบลิ่ว ถ้าขนกลับไปได้สักครึ่งหนึ่งของที่เห็นตรงหน้านี้ พวกเธอก็สบายไปทั้งปีแล้ว หวังสุ่ยเซียงเองก็เสียดายจนใจแทบขาด แต่เธอก็ยังแยกแยะได้ชัดเจน
“ชีวิตเราสำคัญกว่านะจ๊ะซูหลัน ถ้ามัวแต่งกอยู่ตรงนี้จนน้ำมันท่วมทางกลับ สุดท้ายเราจะติดเกาะกันอยู่ที่นี่ ต่อให้ตะโกนคอแตกก็ไม่มีใครได้ยินหรอก”
ไอ้บริเวณฝั่งตะวันออกที่พวกเธอเลือกมานี่ มันดันเป็นจุดที่เปลี่ยวและไกลผู้คนที่สุดซะด้วย
[จบบท]