บทที่ 170: ผู้พิทักษ์
โจวจงเฟิงใช้แขนสองข้างยันพื้นดันตัวเองลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นมือไปประคองร่างที่อ่อนแรงของเจียงซูหลันให้ลุกขึ้นตามมาด้วยกัน เขาขยับตัวเพียงเล็กน้อยเพื่อบังเธอไว้ในมุมที่ปลอดภัยที่สุดโดยอัตโนมัติ จัดตำแหน่งให้เธอหลบอยู่ด้านหลังเขาอย่างมิดชิด
นี่เป็นตำแหน่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ว่าหมาป่าตัวอื่นจะบุกเข้ามาจากทิศทางใด เขาก็จะเป็นคนแรกที่รับมือกับการโจมตีนั้นและปกป้องเธอไว้ได้ก่อนเสมอ
ขณะที่เขาใช้ร่างกายสูงใหญ่กำบังเจียงซูหลัน ดวงตาคมกริบก็กวาดมองสถานการณ์รอบข้างอย่างระแวดระวังที่สุด “ผมไม่วางใจ”
คำพูดสั้นๆ นั้น...
กลับทำให้หัวใจของเจียงซูหลันที่เพิ่งสงบลงไปสั่นไหว ราวกับมีใครโยนก้อนหินก้อนเล็กๆ ลงไปกลางผืนน้ำนิ่ง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างไม่หยุด
เธอพยายามขยับตัว แต่เรี่ยวแรงที่เคยมีกลับหายไปหมดสิ้น ขาทั้งสองข้างสั่นระริกจากความหวาดกลัวเมื่อครู่จนแทบยืนไม่อยู่ สุดท้ายเธอจึงเอนร่างทั้งร่างพิงซบไปบนแผ่นหลังกว้างอันแข็งแกร่งของโจวจงเฟิงเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว
เมื่อรู้สึกปลอดภัยแล้ว เธอถึงมีสติมากพอที่จะเหลือบมองผลงานของเขา...
ราชาหมาป่าขนสีเทาตัวมหึมาที่เกือบจะฉีกร่างเธอเป็นชิ้นๆ เมื่อไม่กี่วินาทีก่อน บัดนี้ร่างของมันแน่นิ่ง ขนสีเทาสวยถูกย้อมจนชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดสีแดงฉานที่ทะลักออกมาจากบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหว่างคิ้ว เลือดไหลอาบลงมาจนถึงมุมปาก ก่อนจะหยดลงสู่ขนนุ่มบริเวณลำคอ และค่อยๆ รวมตัวกันหยดติ๋งๆ ลงสู่พื้นดินเบื้องล่างจนเกิดเป็นแอ่งเลือดตื้นๆ สีแดงเข้ม
“อย่ามอง!”
มือใหญ่ของโจวจงเฟิงยกขึ้นมาปิดตาเธอไว้ทันที สัมผัสนั้นอาจจะดูแข็งกระด้างไปบ้าง แต่ในความแข็งกระด้างนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความห่วงใย “ระวังตัวด้วย หมาป่าเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง มันคงไม่ได้มาแค่ตัวเดียว”
สิ่งที่เขากำลังกังวลที่สุดในตอนนี้คือการที่เพิ่งจัดการจ่าฝูงไปหนึ่งตัว แต่ยังมีฝูงของมันซ่อนตัวรอจังหวะอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เสียงร้องโหยหวนสุดท้ายก่อนที่มันจะขาดใจตายนั้น ชัดเจนว่าเป็นการส่งสัญญาณเรียกพวกพ้อง เพียงแค่ได้ยินคำเตือนนั้น หัวใจของเจียงซูหลันก็พลันบีบรัดตัวแน่นขึ้นมาอีกครั้ง
ในจังหวะนั้นเอง สติของคนอื่นๆ ที่แตกกระเจิงไปก็เริ่มกลับเข้าร่าง หวังสุ่ยเซียงคือคนแรกที่ตั้งสติได้ เธอถลาเข้ามาคว้าแขนของเจียงซูหลันไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ “ซูหลันเอ๊ย ใจหายใจคว่ำหมด ฉันนึกว่าจะตายไปแล้วจริงๆ”
เหมียวหงอวิ๋นก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน ขาของเธออ่อนพับจนแทบทรุด ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ “โชคดีจริงๆ ที่รองผู้บังคับการกรมโจวมาทันเวลาพอดี”
พวกเธอทั้งคู่จำได้ดีว่าวินาทีที่เจียงซูหลันล้มลง พวกเธอพยายามหันกลับไปคว้าตัวเพื่อนแล้ว แต่มันก็ยังช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น หากโจวจงเฟิงปรากฏตัวช้ากว่านี้สักวินาทีเดียว พวกเธอก็ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าจะเกิดโศกนาฏกรรมอะไรขึ้น
การได้สัมผัสไออุ่นและร่างกายที่จับต้องได้ของเพื่อนสนิท ทำให้สติที่หลุดลอยไปของเจียงซูหลันค่อยๆ กลับคืนมา เธอปลอบเพื่อนด้วยเสียงที่ยังสั่นเครือ
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ พวกเราปลอดภัยแล้ว”
แค่เกือบไปเท่านั้น เกือบจะไม่ได้มีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้กับพวกเธออีกแล้ว
ทันใดนั้น หวังสุ่ยเซียงก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นร่างของสวีเหม่ยเจียวและเซียวอ้ายจิ้งที่วิ่งหนีไปจนเกือบสุดทาง เธอกระทืบเท้าอย่างเจ็บใจก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้น “เพ้ย! พวกใจอำมหิต!”
ถ้าไม่ใช่เพราะสองคนนั้นวิ่งหน้าตื่นลนลานจนล่อหมาป่ามาทางนี้ และถ้าไม่ใช่เพราะจังหวะชุลมุนที่สวีเหม่ยเจียวยื่นมือมากระชากแขนเจียงซูหลันอย่างแรง มีหรือที่เจียงซูหลันจะเสียหลักล้มลงแบบนั้น จนเกือบต้องกลายเป็นอาหารของหมาป่า!
สวีเหม่ยเจียวซึ่งยืนตัวลีบอยู่ไกลออกไปได้ยินเสียงนั้นเต็มสองหู ใบหน้าของเธอเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างสีเขียวกับสีขาวซีด
ในห้วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น การที่ต่างคนต่างวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอดถือเป็นสัญชาตญาณพื้นฐาน แต่เมื่อพายุร้ายผ่านพ้นไปแล้ว การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นกลับถูกหยิบยกขึ้นมาขยายความจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต
สวีเหม่ยเจียวตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า ภาพลักษณ์และชื่อเสียงดีงามที่เธอเพียรพยายามสั่งสมมานานนับปี บัดนี้ได้พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีแล้ว
อาจเพราะความรู้สึกผิดมันถาโถมเข้าใส่ ตอนที่เธอมองไปยังเจียงซูหลัน จึงทำได้เพียงก้มหน้าหลบสายตาอย่างไม่อาจสู้หน้าได้
เจียงซูหลันหันไปมองเธอนิ่งๆ สายตาที่เคยอ่อนโยนและสงบนิ่งเป็นนิจ บัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เธอจ้องมองสวีเหม่ยเจียวอยู่นานถึง 3 วินาทีเต็ม ซึ่งมันนานพอที่จะทำให้คนที่ถูกมองรู้สึกร้อนรนอึดอัดไปทั้งร่าง จากนั้นเจียงซูหลันก็เป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีไปเอง
สวีเหม่ยเจียวกลับรู้สึกว่าการนิ่งเงียบไม่ต่อว่าอะไรเลยของเจียงซูหลันนั้น มันบีบคั้นหัวใจและทำให้เธอรู้สึกย่ำแย่ยิ่งกว่าการถูกตะโกนด่าทอเสียอีก เธอทนยืนอยู่ตรงนั้นต่อไปไม่ไหว จึงหันไปกระซิบกับเซียวอ้ายจิ้ง “พวกเรารีบลงจากเขากันดีกว่า!”
เธอไม่อยากอยู่ร่วมกับเจียงซูหลัน ไม่อยากหายใจร่วมกับผู้หญิงคนนี้ และไม่อยากทนอยู่ในบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวบนภูเขานี้อีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว
เซียวอ้ายจิ้งเองก็ขวัญหนีดีฝ่อจนขาแข้งอ่อนแรงไปหมด เธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะเกาะกิ่งไม้ข้างทางเพื่อพยุงตัวเดินลงไปนั่นเอง เสียงตวาดกร้าวและเย็นชาของโจวจงเฟิงก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“ถ้าพวกคุณอยากตาย ก็เชิญลงไปได้เลย”
ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่กลุ่มคนแตกกระจายและแยกย้ายกันหนี ถือเป็นการเปิดโอกาสทองให้ฝูงหมาป่าที่ซุ่มอยู่เข้าโจมตีได้ง่ายที่สุด
แม้เขาจะไม่รู้ว่าพวกมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน แต่เขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เสียงร้องโหยหวนครั้งสุดท้ายของจ่าฝูงที่ตายไปนั้น ต้องเป็นการเรียกสมัครพรรคพวกมาอย่างแน่นอน และป่านนี้พวกมันคงมากันไม่น้อยแล้ว นี่คือสถานการณ์ที่อันตรายถึงขีดสุดสำหรับทุกคนที่อยู่ตรงนี้
เสียงตวาดที่ทรงอำนาจนั้น ทำให้ทั้งสวีเหม่ยเจียว เซียวอ้ายจิ้ง และติงอวี้เฟิ่งที่ยืนอยู่ด้วยกันถึงกับตัวแข็งทื่อไป ทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะตัดสินใจได้ในเสี้ยววินาที พวกเธอรีบเปลี่ยนทิศทาง วิ่งกลับมาทางโจวจงเฟิงทันที เพราะในตอนนี้ เขาคือผู้ชายคนเดียว และเป็นคนเดียวที่มีอาวุธอยู่ในมือ
ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเธอจะได้เข้ามาใกล้ หวังสุ่ยเซียงที่ยืนอยู่ข้างเจียงซูหลันก็ถ่มน้ำลายลงพื้นอีกครั้ง “เพ้ย! หน้าไม่อายจริงๆ รองผู้บังคับการกรมโจวคะ ฉันขอบอกอะไรคุณหน่อยเถอะ คุณอย่าไปหลงเชื่อคำพูดของคนพวกนี้นะคะ แต่เดิมพวกเราก็อยู่กันดีๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเธอวิ่งล่อหมาป่ามาทางนี้ พวกเราก็คงไม่เจอเรื่องแบบนี้หรอก โดยเฉพาะสวีเหม่ยเจียว—”
หวังสุ่ยเซียงชี้หน้าด่าอีกฝ่าย “มองอะไร! ฉันพูดถึงเธอนั่นแหละ อย่าคิดว่าตอนชุลมุนแล้วจะไม่มีใครเห็นนะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยื่นมือไปกระชากแขนซูหลันไว้ ซูหลันจะเสียหลักล้มลงไปได้ยังไง”
“เธอมันใจดำอำมหิตจริงๆ นี่เธอคิดจะให้ซูหลันเป็นเหยื่อล่อหมาป่า เพื่อที่ตัวเธอจะได้มีโอกาสหนีเอาชีวิตรอดใช่ไหมล่ะ?”
คำกล่าวหาที่รุนแรงนั้นทำให้สีหน้าของสวีเหม่ยเจียวซีดจนไร้สีเลือด
“ฉันเปล่านะ! ฉันไม่ได้ทำ! ฉันยอมรับว่าพวกเราอาจจะล่อหมาป่ามาทางนี้ แต่มันเป็นเรื่องบังเอิญนี่นา จริงไหม?” เธอพยายามแก้ตัวเสียงสั่น “ส่วนเรื่องที่ฉันดึงแขนเจียงซูหลันน่ะ ฉันตั้งใจจะช่วยเธอต่างหากเล่า!”
ถ้าไม่ใช่เพราะจิตใจอยากจะช่วยเจียงซูหลัน แล้วใครมันจะบ้าไปยื่นมือดึงคนอื่นในสถานการณ์เฉียดตายแบบนั้น แค่เอาตัวเองให้รอดยังยากเลย
“เหอะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าในใจเธอคิดอะไรอยู่?”
หวังสุ่ยเซียงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
สวีเหม่ยเจียวกำลังจะอ้าปากเถียงต่อ แต่กลับต้องชะงักเมื่อเจียงซูหลันและโจวจงเฟิงหันมามองเธอพร้อมกัน
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าคมคายที่ยังคงเปรอะเปื้อนเลือดจางๆ นั้น ยิ่งขับให้เขาดูเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม “พอได้แล้ว ช่วยเงียบกันสักครู่”
แม้จะเป็นน้ำเสียงที่พูดเรียบๆ ไม่ได้ดังหรือตวาดอะไร แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล คราวนี้ สวีเหม่ยเจียวจึงไม่กล้าปริปากพูดอะไรอีก
เพราะ... เธอยอมรับกับตัวเองมาตลอดว่า ตั้งแต่สมัยที่โจวจงเฟิงยังเป็นเพียงทหารเกณฑ์ตัวเล็กๆ ในบรรดาทหารหนุ่มๆ มากมายที่แวะเวียนมาที่บ้านพักผู้บังคับการกรม มีเพียงโจวจงเฟิงคนนี้คนเดียวเท่านั้นที่เธอไม่เคยกล้าแสดงท่าทีหรือวางอำนาจใส่ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
เรื่องของบารมีหรือรัศมีของคนเรามันช่างเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดจริงๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าโจวจงเฟิง แม้แต่ตัวเธอที่เป็นถึงภรรยาผู้บังคับการกรมและเติบโตมาจากในเมือง ก็ยังต้องสำรวมกิริยาลงหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเจียงซูหลันอีกครั้ง... ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้นะ! ผู้ชายที่เพียบพร้อมและยอดเยี่ยมหลุดสเปกขนาดนี้ ดันกลายมาเป็นของที่เจียงซูหลันเก็บตกไปได้เสียอย่างนั้น
[จบบท]