บทที่ 175: ทารกจากจั๊กแร้
เหลยอวิ๋นเป่าที่เมื่อครู่ยังเสียงดังฟังชัดพลันห่อไหล่ตัวลีบลงทันที เมื่อถูกสายตาดุๆ นั่นมองมา เขายืนนิ่งไปอึดใจใหญ่กว่าจะกล้าเอ่ยปากถามเสียงอ่อย
“งั้น... งั้นไอศกรีมแท่งที่ผมกับเสี่ยวเถี่ยตั้นเตรียมไว้ให้คุณน้าคนสวย เธอยังจะกินได้ไหมครับ” แต่พูดไปก็เท่านั้น เพราะตอนนี้มันคงละลายจนไม่เหลือสภาพแล้ว ต่อให้แช่ในน้ำเย็นจากบ่อก็คงเอาไม่อยู่
โจวจงเฟิงเพียงแค่เหลือบมองเด็กชาย แต่เลือกที่จะไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขากระชับร่างของเจียงซูหลันบนหลังแล้วก้าวเข้าห้องไปก่อน ทิ้งท้ายไว้เพียงว่า
“รอให้เธอตื่นก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ทันทีที่ร่างสูงใหญ่หายเข้าไปในห้อง เหลยอวิ๋นเป่าก็ขยับจะตามเข้าไป แต่กลับถูกมือเล็กๆ ของเสี่ยวเถี่ยตั้นดึงรั้งข้อมือไว้แน่น “รอให้พวกเราโตก่อนดีกว่า”
“อะไรนะ” เหลยอวิ๋นเป่าหันมาถามอย่างไม่เข้าใจ
เสี่ยวเถี่ยตั้นถอนหายใจออกมาเบาๆ “ฉันบอกว่า รอให้พวกเราโตขึ้น เราก็จะได้ปกป้องคุณอาเล็กของฉันได้ยังไงล่ะ” ถึงตอนนั้น พวกเขาก็ไม่ต้องมาคอยชำเลืองมองสีหน้าของคุณอาเขยแบบนี้อีก
เพียงเท่านั้น เหลยอวิ๋นเป่าก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มที่
“ฉันจะไปให้คุณปู่สอนยิงปืน เมื่อก่อนฉันนึกว่ามันไม่สนุกเลย แต่ตอนนี้...” เด็กชายเว้นช่วงไป ดวงตาเป็นประกายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ “ตอนที่รู้ว่าคุณน้าคนสวยเกิดเรื่อง ฉันอยากจะตามออกไปช่วยด้วยจริงๆนะ”
คำพูดนั้นโดนใจเสี่ยวเถี่ยตั้นอย่างจัง “ถ้างั้น... นายช่วยขอให้คุณปู่ของนายสอนฉันยิงปืนด้วยได้ไหม” เขากระซิบถาม ดวงตาฉายแววมุ่งมั่น “ฉันก็อยากเก่งเหมือนกัน”
ความเก่งกาจที่ว่านั้น คือความแข็งแกร่งแบบเดียวกับที่คุณอาเขยแสดงให้เห็นในวันนี้ ภาพที่เขาแบกคุณอาเล็กกลับมาบ้านช่างดูไม่ต่างอะไรกับวีรบุรุษในหนังสือนิทาน
“แน่นอนอยู่แล้ว” เหลยอวิ๋นเป่าตบอกรับปาก “คุณปู่ของฉันก็คือคุณปู่ของนาย พ่อฉันก็คือพ่อนาย และคุณอาเล็กของนาย ก็คือคุณอาเล็กของฉัน”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เด็กชายก็เหมือนเพิ่งคิดอะไรขึ้นมาได้ “เอางี้เลย ต่อไปนี้ฉันจะเรียกเธอว่าคุณอาเล็กเหมือนนาย”
คุณอาเล็ก... คุณอาเล็ก... ชื่อนี้เพราะจัง
เหลยอวิ๋นเป่าตบก้นตัวเองปุๆ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ไปเถอะ เราไปดูคุณอาเล็กกัน”
ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวเท้า เสี่ยวเถี่ยตั้นก็ดึงเขาไว้อีกครั้ง เด็กชายขมวดคิ้วไม่พอใจ แต่ก็ยอมลดเสียงลงเมื่อถูกเพื่อนปราม
“นายลืมไปแล้วเหรอ เราต้องปล่อยให้คุณอาเล็กอยู่กับคุณอาเขยตามลำพังเยอะๆ สิ พวกเขาจะได้มีน้องสาวตัวเล็กๆ ที่ทั้งน่ารักทั้งหอมกรุ่นให้เราเร็วๆ ยังไงล่ะ”
เหตุผลนี้ทำให้เหลยอวิ๋นเป่าชะงักและกลับมายืนหงอยข้างๆ กัน เขาลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองเบาๆ อย่างนึกเสียดาย
“ถ้าฉันคลอดน้องเองได้ก็คงดี” เขาพึมพำ “ฉันจะคลอดวันนี้เลย พรุ่งนี้เราก็จะได้มีน้องสาวหอมๆ มาเล่นด้วยกันแล้ว”
“เดี๋ยวก่อนนะ” เสี่ยวเถี่ยตั้นขัดขึ้น “ถ้านายคลอดได้ นายก็ต้องเป็นพ่อของเด็กสิ”
“แต่... มันก็ไม่ถูกอยู่ดี ผู้ชายคลอดลูกได้ที่ไหนกัน”
คำถามนี้ยากเกินกว่าที่เด็กน้อยจะหาคำตอบได้ ทั้งคู่ต่างยืนสับสนในเหตุผลของตัวเอง ขณะที่โหวจื่อและซื่อเหยียนซึ่งเพิ่งแบกหน่อไม้ที่หามาได้กลับมาจากข้างหลัง พอเดินพ้นประตูรั้วเข้ามาในลานบ้าน ก็ได้ยินบทสนทนาสุดลึกซึ้งของเด็กทั้งสองพอดิบพอดี
ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอย่างจริงจังในประเด็นที่ว่า ‘ผู้ชายสามารถตั้งท้องคลอดลูกได้หรือไม่’
เดิมทีทั้งโหวจื่อและซื่อเหยียนต่างก็มีสีหน้าหนักอึ้งมาจากเรื่องของเจียงซูหลัน แต่พอได้มาเจอกับคำพูดไร้เดียงสาที่แสนจะจริงจังของเด็กๆ เข้าไป พวกเขาก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
หลังจากวางตะกร้าหน่อไม้ลงที่มุมหนึ่งของลานบ้านเรียบร้อย เด็กทั้งสองก็สังเกตเห็นการมาถึงของพวกเขา ทั้งคู่รีบวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาหาทันที “คุณอาโหวจื่อ คุณอาซื่อเหยียน พวกคุณคลอดลูกได้หรือเปล่าครับ คลอดน้องสาวที่น่ารักๆ หอมๆ ให้เราคนสิ”
คำถามนี้ทำเอาผู้ใหญ่สองคนถึงกับไปไม่เป็น ผู้ชายที่ไหนจะคลอดลูกได้เล่า โหวจื่อกับซื่อเหยียนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จะอธิบายความจริงให้เด็กวัยสามขวบกับสี่ขวบฟังก็ดูจะเป็นเรื่องยากเกินไป แต่ครั้นจะไม่ตอบอะไรเลยก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
แต่แล้วโหวจื่อก็คิดแผนการแกล้งเด็กอันแสนชาญฉลาดขึ้นมาได้ เขายิ้มกว้างจนตาหยี “ได้สิ แน่นอนอยู่แล้ว”
ว่าแล้วเขาก็ยกแขนตัวเองขึ้น เผยให้เห็นจั๊กแร้ แล้วก็เอื้อมมือไปจี้จั๊กแร้ของซื่อเหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ “เรียบร้อย แค่นี้เอง ปีหน้าพวกเธอก็มารอรับน้องสาวได้เลย”
เขากระซิบกระซาบปิดท้าย “คลอดออกมาจากจั๊กแร้นี่แหละ”
เท่านั้นแหละ เด็กทั้งสองที่กำลังตาแป๋วก็เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน ก่อนที่เหลยอวิ๋นเป่าจะปล่อยโฮออกมาเป็นคนแรก เขายกมือเล็กๆ ทั้งสองข้างขึ้นมาถูจั๊กแร้ของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ถูไปก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นไป
“แย่แล้ว แย่แล้ว ฉันไม่สะอาดอีกต่อไปแล้ว”
“ฮือ... ฉันเคยเผลอไปแตะจั๊กแร้ของเสี่ยวเถี่ยตั้นเข้าแล้ว แบบนี้ฉันก็ต้องคลอดลูกให้เขาใช่ไหม”
“แต่ฉันไม่อยากคลอดให้เสี่ยวเถี่ยตั้นนี่ ฮือออ... เขาขี้เหร่จะตาย...”
คำตัดพ้อนั้นทำให้โหวจื่อกับซื่อเหยียนที่แกล้งเด็กสำเร็จถึงกับกุมท้องหัวเราะงอหาย เด็กน้อยพวกนี้ช่างน่าแกล้งเสียจริง
แต่คนที่โดนพาดพิงอย่างเสี่ยวเถี่ยตั้นกลับไม่ตลกด้วย เขาขมวดคิ้วจิ๋วๆ นั่นเข้าหากันอย่างหัวเสีย
“ใครเขาอยากให้นายมาคลอดลูกให้กัน ฉันก็ไม่ชอบนายเหมือนกันนั่นแหละ นายมันเด็กผู้ชายตัวเหม็น ฉันยังกลัวเลยว่าลูกที่นายคลอดออกมาจะตัวเหม็นเหมือนนาย ฉันไม่เอาหรอก เชอะ”
เมื่อโดนปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย เด็กทั้งสองก็เริ่มตั้งป้อมเถียงกันอย่างจริงจัง จนโหวจื่อกับซื่อเหยียนต้องเข้ามาห้ามทัพ ทั้งคู่ตัดสินใจอุ้มเด็กจอมเถียงขึ้นมาคนละข้าง แล้วโยนพวกเขาขึ้นไปในอากาศเบาๆ
วิธีนี้ได้ผลชะงัด เสียงทะเลาะกันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ ความสนใจของเด็กๆ ถูกเบี่ยงเบนไปอย่างง่ายดาย
ขณะเดียวกันภายในห้อง โจวจงเฟิงค่อยๆ วางร่างของเจียงซูหลันลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล เขาลองยกมือขึ้นอังหน้าผากของเธอดูก็พบว่าตัวรุมๆ ผิดปกติ เพื่อความแน่ใจ เขาจึงก้มลงใช้หน้าผากของตนเองแนบลงไปบนหน้าผากของเธอ คราวนี้เขาก็แน่ใจได้ทันที
เจียงซูหลันตัวร้อน เป็นไข้จริงๆ
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “ซูหลัน” เขาก้มลงไปกระซิบเรียกเธอเบาๆ ข้างหู
เจียงซูหลันที่กำลังง่วงงุนอย่างหนักค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก พิษไข้ทำให้แก้มของเธอแดงระเรื่อผิดธรรมชาติ ดวงตาคู่สวยบัดนี้ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำใส
“มีอะไรเหรอคะ” แม้แต่น้ำเสียงของเธอก็ยังแหบแห้ง
“ไม่มีอะไร นอนต่อเถอะ” คำพูดที่เตรียมไว้ถูกกลืนกลับลงคอไปจนหมด โจวจงเฟิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้านวมนุ่นผืนหนาที่หนักราวสี่ห้าจินออกมา แล้วบรรจงคลุมลงบนร่างของภรรยาอย่างเบามือ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ลานบ้านด้านนอกยังคงมีเสียงหัวเราะของโหวจื่อ ซื่อเหยียน และเด็กทั้งสองดังอยู่ โจวจงเฟิงมองภาพนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะยกนิ้วขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณ “ชู่ว์”
เสียงหัวเราะพลันหยุดกึก โหวจื่อกับซื่อเหยียนรีบวางเด็กทั้งสองลงบนพื้น แล้วรีบยืนตัวตรงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง “รองผู้บังคับการกรมครับ”
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับ “พี่สะใภ้ของพวกนายเป็นไข้ เดี๋ยวดูหน่อยว่าใครว่าง ช่วยไปที่สถานีอนามัยเบิกยาอันหน่ายจิ้นมาสักสองสามเม็ดที” ยานี้ถือเป็นยาลดไข้สามัญประจำบ้านที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในยุคนี้แล้ว
สิ้นคำสั่งนั้น ไม่เพียงแต่โหวจื่อกับซื่อเหยียนเท่านั้นที่นิ่งไป แม้แต่เด็กสองคนที่กำลังคึกคักก็พลันเงียบเสียงลงทันควัน
“คุณอาเล็กของผมเป็นไข้เหรอครับ” เสี่ยวเถี่ยตั้นเอ่ยถามเสียงแผ่วด้วยความกังวล
ส่วนเหลยอวิ๋นเป่าก็ได้แต่มองตาแป๋ว แสดงความห่วงใยอย่างเต็มที่
[จบบท]