บทที่ 196: พลิกผัน
ความเงียบสงัดที่โรยตัวอยู่รอบบริเวณ ทำให้สถานการณ์ดูคล้ายกับว่าทุกอย่างปลอดภัยไร้กังวลแล้ว
ซื่อเหยียนยังคงไม่เข้าใจ พวกเขาพลิกแผ่นดินค้นหากันอย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาดนี้ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของหมาป่าเจ้าเล่ห์ตัวนั้นได้อย่างไร
ทว่าเรื่องไม่คาดฝันก็มักเกิดขึ้นในยามที่คนเราประมาทที่สุด เพียงแค่ผู้บังคับการกรมจ้าวและเขาหย่อนกายนั่งลงกับพื้นดิน จุดบุหรี่ขึ้นสูบเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดได้ไม่ทันพ้นสองอึก กลิ่นคาวเลือดก็โชยปะทะใบหน้าพร้อมกับการจู่โจมที่เกิดขึ้น
หมาป่าโผล่มาแล้ว
มันเป็นไปได้อย่างไร ทำไมถึงได้ประจวบเหมาะราวกับจับวางเช่นนี้?
“ฉีกกางเกงผมที” ผู้บังคับการกรมจ้าวสั่งการ แม้สถานการณ์จะคับขัน โจวจงเฟิงก็ยังคงเยือกเย็น เขารีบฉีกขากางเกงของผู้บังคับบัญชาตามคำสั่ง คว้าเอาสมุนไพรหญ้าขนนไก่ที่เตรียมไว้โปะลงบนแผลสด ก่อนจะใช้แถบผ้าที่เพิ่งฉีกออกมาพันทับอย่างแน่นหนาเพื่อห้ามเลือด
ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่างของผู้บังคับการกรมจ้าว แต่เขากลับไม่ปริปากร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ชายชาติทหารกัดฟันกรอดจนกรามสั่น ข่มความเจ็บปวดนั้นไว้แล้วสบถออกมาด้วยความเดือดดาล “บัดซบเอ๊ย อย่าให้พ่อจับตัวได้นะโว้ย จะถลกหนังหัวพวกมันออกมาให้หมด”
สายตาของโจวจงเฟิงจับจ้องไปยังก้นบุหรี่ที่ยังดับไม่สนิทบนพื้น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย มือยังคงพันแผลต่อไปไม่หยุด แต่สุ้มเสียงที่เปล่งออกมานั้นกลับเคร่งขรึมและกดต่ำ
“ก่อนที่เราจะเข้ามา ผมจำได้ว่าผมสั่งห้ามสูบ ผมถึงกับต้องยึดบุหรี่ของผู้บังคับการกรมจ้าวไว้กับตัวผมเอง แล้วบุหรี่มวนนี้มันโผล่มาจากไหน?”
ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างที่เจียงซูหลันได้พูดไว้ฉายชัดขึ้นมาในหัวของเขา
มันไม่คลาดเคลื่อนไปจากคำเตือนของเธอแม้แต่นิดเดียว ก่อนที่เขาจะออกมาปฏิบัติภารกิจ เจียงซูหลันกำชับเขาหนักแน่นว่าห้ามสูบบุหรี่ในระหว่างการตามล่าเด็ดขาด เพราะมันจะนำเรื่องยุ่งยากมาให้ และเพียงแค่เขาละสายตาจากผู้ใต้บังคับบัญชาแค่แวบเดียว หายนะก็บังเกิดตรงหน้าจริงๆ
แน่นอนว่าในกองทัพไม่ได้มีกฎเหล็กห้ามสูบบุหรี่ ซ้ำร้าย ในช่วงเทศกาลสำคัญ โรงงานยาสูบยังจัดส่งโควตามาให้ถึงฐานทัพ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้เหล่าทหารเรือที่ปฏิบัติภารกิจหนัก
แต่การมาพลาดท่าในจังหวะเป็นจังหวะตายเช่นนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการสะดุดล้มหน้าประตูบ้านตัวเองให้คนอื่นเขาหัวเราะเยาะ
ซื่อเหยียนห่อไหล่ ก้มหน้ายอมรับผิดเสียงอ่อย “มัน... มันเป็นของผมเองครับ เป็นของปลอบขวัญที่โรงงานยาสูบส่งมาให้ตั้งแต่ช่วงตรุษจีน ผมเก็บไว้ไม่กล้าสูบ”
ที่ทำลงไปเพราะก่อนหน้านี้ร่างกายมันอ่อนล้าเกินทน เขาจึงอดใจไม่ไหว หยิบมันออกมาจากซองเพื่อแบ่งให้ผู้บังคับการกรมจ้าวสูบด้วยกันคนละมวน
ใครจะไปคาดคิดว่าผลลัพธ์ของบุหรี่เพียงมวนเดียว มันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้
โจวจงเฟิงพันแผลจนเสร็จสิ้น เขาขยับนิ้วขึ้นนวดขมับของตัวเองเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “กลับไปฐานทัพ เขียนรายงานทบทวนความผิดมาส่งฉันด้วย แล้วก็ไปวิ่งรอบสนาม 20 รอบเป็นการลงโทษ”
ซื่อเหยียนหน้าเจื่อนลง เขากำลังจะพยักหน้ารับคำสั่ง แต่ผู้บังคับการกรมจ้าวกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “เดี๋ยวสิ รองผู้บังคับการกรมโจว เรื่องนี้ผมเป็นคนรับผิดชอบหลัก มันไม่เกี่ยวกับซื่อเหยียนเลย”
หากเขาไม่เป็นคนบ่นเปรยๆ ขึ้นมาเสียเองว่าอยากได้สักมวนเพื่อเรียกสติ มีหรือที่ซื่อเหยียนจะกล้าเอาของล้ำค่าที่เก็บดองไว้ออกมา
“ผู้บังคับการกรมจ้าว คุณเองก็ไม่รอดพ้นความผิดนี้เหมือนกัน เพียงแต่ตำแหน่งของคุณสูงกว่าผม ผมไม่มีอำนาจไปลงโทษคุณได้ แต่ผมจะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดตามความเป็นจริง ให้ผู้บังคับการซ่งและผู้บัญชาการกองพลเหลยรับทราบ”
คราวนี้สีหน้าของผู้บังคับการกรมจ้าวก็ไม่ต่างอะไรกับซื่อเหยียน
คำร่ำลือที่ว่าโจวจงเฟิงคือ ‘ยมทูตหน้าเย็น’ นั้นไม่ได้ได้มาเพราะโชคช่วย เขาไม่เคยเห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน แม้แต่ผู้บังคับบัญชาอย่างเขา โจวจงเฟิงก็ยังกล้าประกาศกร้าวต่อหน้าว่าจะรายงานความผิดนี้ให้เบื้องบนรับทราบเพื่อพิจารณาโทษ
เป็นคนที่ไร้น้ำใจและไม่ประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น
โจวจงเฟิงไม่สนใจปฏิกิริยาของทั้งสองอีก เขาหันไปหาเถาหนามบริเวณใกล้เคียง นำมันมาวางล้อมเป็นแนวกั้นชั่วคราวรอบตัวผู้บาดเจ็บทั้งสองคน เพื่อสร้างปราการป้องกันอย่างน้อยที่สุดหากหมาป่าคิดจะย้อนรอยกลับมาอีก พวกเขาก็จะได้ไหวตัวทัน
การกระทำนั้นทำให้ผู้บังคับการกรมจ้าวและซื่อเหยียนถึงกับนิ่งไป
“ซื่อเหยียน นายอยู่ที่นี่ คอยดูแลผู้บังคับการกรมจ้าวให้ดี”
ซื่อเหยียนมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจหนึ่งอยากตามไปล้างแค้น แต่อีกใจก็ห่วงผู้บังคับบัญชาที่นอนเจ็บอยู่ตรงหน้า สุดท้ายจึงได้แต่รับคำเสียงอ่อย “ครับรองผู้บังคับการกรม ท่านไปเถอะ ผมจะดูแลผู้การจ้าวอย่างดีที่สุด”
โจวจงเฟิงเพียงแค่ขมวดคิ้วมองเขานิ่งๆ ก่อนจะแหวกแนวรั้วหนามนั้นออกไป เขาหันไปพยักหน้าให้โหวจื่อและผู้บังคับการกรมน่า “พวกคุณสองคน ตามผมมา”
ที่น่ากลัวไม่ใช่การที่หมาป่าซ่อนตัว แต่คือการที่มันยอมโผล่ออกมาต่างหาก ในเมื่อมันเปิดเผยตัวเองแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้
การที่มันกัดเข้าที่ขาของผู้บังคับการกรมจ้าว ย่อมหมายความว่าในปากของมันต้องเต็มไปด้วยเลือด และเลือดที่หยดลงบนพื้นดินนั้น ก็คือเครื่องนำทางชั้นดีที่สุด
เป็นไปตามที่โจวจงเฟิงคาดไว้ไม่ผิด ตลอดแนวหญ้าปรากฏรอยเลือดสีแดงสดเป็นทางยาว และยิ่งพวกเขาเร่งฝีเท้าตามไป รอยเลือดก็ยิ่งทวีปริมาณมากขึ้นจนน่าผิดสังเกต
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วมุ่น “หมาป่าเองก็บาดเจ็บ”
รอยเลือดปื้นใหญ่ขนาดนี้ ไม่ใช่รอยเลือดที่มาจากการกัดเหยื่อ แต่เป็นรอยเลือดที่บ่งชี้ว่าตัวมันเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
คำพูดนั้นทำให้ผู้บังคับการกรมน่าและโหวจื่อมีประกายตาตื่นเต้นขึ้นมา “ต้องรีบซ้ำเติมตอนที่มันยังอ่อนแอ เอาให้มันตายไปเลย”
“ไอ้ชาติหมาสองตัวนี้ ทำคนของเราเจ็บไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่”
เจ้าเล่ห์นักใช่มั้ย คราวนี้แหละ จะต้องเด็ดหัวพวกมันกลับไปให้จงได้
“ชู่ว์” โจวจงเฟิงยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้ทั้งสองเงียบ เขากระชับปืนในมือแน่น ค่อยๆ ย่างสามขุมไปข้างหน้าอย่างระแวดระวัง
ทันใดนั้น สายลมป่าก็พัดกรรโชกแรง สั่นสะเทือนป่าไผ่จนใบไม้ร่วงกราวราวกับห่าฝน บดบังทัศนวิสัยตรงหน้าในชั่วพริบตา
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง หมาป่าสองตัวก็พุ่งทะยานออกมาจากดงไผ่
เป้าหมายของพวกมันชัดเจน นั่นคืออาวุธปืนในมือของมนุษย์ทั้งสาม
การปะทะกันหลายครั้งทำให้พวกมันเรียนรู้ว่าไอ้แท่งเหล็กดำๆ ในมือมนุษย์นั้นคือภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด
พวกมันประสานงานกันอย่างน่าทึ่ง ทั้งเขี้ยวเล็บ ทั้งการตวัดหาง ทั้งการถีบตัวกลางอากาศ หมาป่าทั้งสองจู่โจมพร้อมกันอย่างรู้จังหวะ
เพียงชั่วพริบตา ปืนในมือของผู้บังคับการกรมน่าและโหวจื่อก็กระเด็นหลุดจากมือ
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ราวกับสายฟ้าฟาด
บัดนี้ เหลือเพียงโจวจงเฟิงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีอาวุธอยู่ในมือ
แต่โจวจงเฟิงก็คือโจวจงเฟิง ในวินาทีที่ใบไม้ร่วงลงมาบดบังการมองเห็น สัญชาตญาณของเขาก็สั่งการให้ใช้โสตประสาทแทนดวงตา
เสียงแหวกอากาศที่ดังขึ้นเพียงแผ่วเบา กลับดังก้องอยู่ในหูของเขา
ในจังหวะที่หมาป่าตัวแรกพุ่งเข้าใส่ เขาได้ทำการสลับปืนจากมือขวาไปยังมือซ้ายเรียบร้อยแล้ว เขี้ยวของมันจึงตะปบได้เพียงอากาศธาตุ
“ปัง!”
เสียงปืนคำรามก้อง หมาป่าตัวนั้นถูกยิงเข้าที่ขาหลังเต็มๆ ร่างของมันร่วงกระแทกพื้นเสียงดังอัก
หมาป่าอีกตัวที่เห็นคู่หูของมันโดนยิง ก็เปลี่ยนเป้าหมายจากผู้บังคับการกรมน่าและโหวจื่อในทันที
มันรวบรวมพละกำลังทั้งหมด พุ่งตรงเข้าใส่โจวจงเฟิงด้วยความคั่งแค้น โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งตัว
“ปัง!” โจวจงเฟิงยิงสวนออกไปอีกนัด กระสุนเจาะเข้าที่ขาหน้าของมัน มันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
แต่มันกลับไม่ยอมลดละความเร็ว ยังคงดื้อดึงที่จะพุ่งเข้าใส่เขา
ในระยะประชิดเช่นนี้ ปืนกลายเป็นอาวุธที่ไร้ประโยชน์
วินาทีที่ร่างของหมาป่ากระโจนเข้ามา โจวจงเฟิงก็ทิ้งตัวม้วนลงกับพื้นดิน หลบหลีกการจู่โจมสังหารนั้นได้อย่างเฉียดฉิว
[จบบท]