บทที่ 2: สาวโสดอายุมาก
...ก็คงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปดูตัวอีกหรอก
“แล้วใครไปบีบคั้นอะไรเธอนักหนา”
เสียงที่ดังขึ้นนั้นทำให้บรรยากาศที่เคยจอแจเงียบลง เหล่าคนที่กำลังคุยเล่นซุบซิบกันอยู่ต่างพากันหยุดกึกราวกับถูกบีบคอจนไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก
นี่คือความลับสุดยอดของครอบครัวเจียง หากใครกล้าแพร่งพรายออกไป ก็เตรียมตัวรอรับการรุมต่อว่าจากคนบ้านเจียงได้เลย
เจียงซูหลันซึ่งกำลังถูกครอบครัวรุมล้อมปลอบใจว่าอย่าเพิ่งท้อแท้ ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งจึงเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนยอมกลับบ้านไปก่อนได้สำเร็จ
ส่วนตัวเธอเองตั้งใจจะแวะไปที่ทำการกองพลน้อย เพื่อรายงานสถานการณ์การดูตัวครั้งล่าสุดให้หัวหน้าสหพันธ์สตรีรับทราบ
สำหรับกิจกรรมดูตัวที่จัดขึ้นร่วมกันถึงสี่คอมมูนในครั้งนี้ เธอคือคนแรกสุดที่ถูกส่งชื่อเข้าร่วม ทั้งยังเปรียบเสมือนตัวแทนและเป็นสหายหญิงคนแรกของคอมมูนที่เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมยังคอมมูนอื่นแล้วกลับมา
ทว่า ในขณะที่เจียงซูหลันเพิ่งก้าวเท้าเข้าไปใกล้บริเวณสำนักงานซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังชั้นหนึ่งของที่ทำการกองพลน้อย เธอก็ได้ยินเสียงการสนทนาที่ดังแว่วออกมา
“พวกเธอเห็นกันหรือเปล่าล่ะ ดูท่าการดูตัวครั้งนี้ของเจียงซูหลันคงจะไม่สำเร็จอีกตามเคย”
“นี่มันก็ปาเข้าไปสิบกว่าครั้งแล้วไม่ใช่หรือ คนของบ้านเจิ้งคนนั้นเงื่อนไขก็ดีเลิศขนาดนั้น ทำไมเธอถึงยังไม่ยอมตกลงอีก”
“ใครมันจะไปหยั่งรู้ได้ บางทีอาจจะถูกคนบ้านเจียงตามใจจนเคยตัว เลยเหลิงจนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไปแล้วกระมัง”
คนที่เอ่ยประโยคนี้ออกมาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา
เห็นได้ชัดว่าแม้จะเป็นคนบ้านนอกเหมือนกัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเจียงซูหลันกลับสุขสบายยิ่งกว่าคนเมืองเสียอีก
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องการดูตัว ที่เธอมักจะได้รับสิทธิ์ให้เลือกก่อนเสมอ ส่วนคนที่เหลือถึงจะมีโอกาสได้เลือกต่อ
ขนาดคนจากบ้านเจิ้งที่เธอไม่ต้องการ ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็ยังไม่มีปัญญาพอที่จะไปเกาะเกี่ยวได้
เจียงซูหลันไม่อาจทนฟังต่อไปได้อีก เธอสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจผลักประตูบานนั้นให้เปิดออกเต็มแรงจนเกิดเสียงดังปัง
เสียงกระแทกที่ดังแสบแก้วหูนั้นทำให้เหล่าสหายหญิงภายในสำนักงานต้องพากันหยุดชะงัก แล้วหันขวับกลับมามองเป็นตาเดียว
พวกเธอจึงได้เห็นเจียงซูหลันยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตู
ร่างของเธอยืนย้อนแสงอาทิตย์ยามเย็น แสงตะวันสีทองยามอัสดงในฤดูหนาวกำลังอาบไล้เรือนร่าง ยิ่งขับเน้นให้รูปร่างของเธอดูดบอบบางอรชร เธอดูโดดเด่นสะดุดตาอย่างมากในชุดเสื้อโค้ทผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มและผ้าพันคอสีขาวบริสุทธิ์ ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของเธอดูดงดงามหมดจด
เพราะกำลังโกรธ ดวงตาคู่โตที่ดูฉ่ำน้ำจึงมีประกายไฟลุกวาว
เหล่าสหายหญิงต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ก่อนที่ความรู้สึกนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความท้าทาย
“มองอะไร พวกฉันพูดอะไรผิดหรือไง”
“ไปดูตัวมาตั้งไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สุดท้ายก็ไม่มีใครเอา เธอก็ยังเป็นได้แค่สาวโสดอายุมากอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ”
“นั่นสิ หน้าตาสวย มีความรู้แล้วจะทำไม ในเมื่อเธอก็ยังแต่งงานไม่ออกอยู่ดี”
จริงอยู่ที่เจียงซูหลันนั้นหน้าตาสวย ต่อให้ปีนี้เธอจะอายุ 22 ปี จนกลายเป็นสาวโสดทึนทึกที่โด่งดังไปทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านแล้วก็ตาม
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าเธอจะปรากฏตัวที่ไหน เธอก็ยังคงเป็นจุดสนใจของผู้คนอยู่เสมอ
สถานที่ใดก็ตามที่มีเธอไปปรากฎตัว การดูตัวในครั้งนั้นๆ ก็มักจะลงเอยด้วยการล่มอยู่หลายครั้งหลายครา
เมื่อนานวันเข้า ทุกคนจึงเริ่มที่จะไม่พอใจเจียงซูหลัน
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีและคำกล่าวหาจากทุกคน เจียงซูหลันกลับสงบสติอารมณ์ลง เธอชี้ไปยังใบหน้าของตัวเอง “นี่พวกเธออิจฉาฉันอยู่เหรอ”
“อิจฉาเหรอ อิจฉาที่เธอรู้จักแต่ยั่วยวนคนอื่นน่ะสิ” สหายหญิงที่ราวกับถูกจี้ใจดำ โพล่งออกมาอย่างไม่ทันคิด “ไม่รู้จักอายบ้างหรือไง”
ยังกล้าเอาหน้าตาสวยๆ นั่นมาภูมิใจอีก
“นี่มันเรื่องอะไรกัน โวยวายอะไรกันอยู่”
เสียงนั้นดังมาจากห้องทำงานอีกห้อง ก่อนที่ร่างของผู้หญิงวัยกลางคนในชุดเสื้อโค้ททหารและพันผ้าพันคอลายสก็อตจะเดินออกมา
สหายหญิงที่เมื่อครู่ยังเป็นฝ่ายส่งเสียงดังที่สุด รีบหุบปากฉับ
บรรดาสหายหญิงคนอื่นๆ ที่ก่อนหน้านี้เคยร่วมวงตำหนิเจียงซูหลัน ต่างรีบก้าวเท้าออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อขวางร่างของเจียงซูหลันไว้ พลางเอ่ยขึ้นอย่างประจบประแจง “อ้าว หัวหน้าเจี่ยงนี่เอง คุณมาได้ยังไงคะ”
ผู้ที่มาเยือนไม่ใช่ใครอื่น แต่คือหัวหน้าสหพันธ์สตรีประจำคอมมูนแห่งนี้ เจี่ยงซิ่วเจิน
เธอมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลการดูตัวของเหล่าสหายวัยแต่งงานทั้งหมดในคอมมูนหงซิง รวมถึงอีก 18 กองพลน้อยที่อยู่ภายใต้สังกัด
และแน่นอนว่ากิจกรรมดูตัวของคอมมูนซื่อเหลียนในครั้งนี้ เธอก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดงานคนสำคัญด้วย
หัวหน้าเจี่ยงกวาดสายตามองพวกเธอทีละคน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่หนักไม่เบาจนเกินไป “พวกเธอก็ยังเป็นสหายหญิงอายุน้อยกันอยู่แท้ๆ อย่าหัดทำตัวเป็นพวกปากตลาด คอยนินทาว่าร้ายคนอื่นลับหลังแบบนี้”
เพียงเท่านั้น เหล่าสหายหญิงที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสก่อนหน้านี้ก็พากันหน้าแดงก่ำ ในใจพลันรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
หัวหน้าเจี่ยงไม่แม้แต่จะชายตามองปฏิกิริยาของพวกเธออีก แต่กลับหันไปมองเจียงซูหลัน แล้วจึงพูดอย่างเป็นทางการ “สหายเจียงซูหลัน เธอตามฉันมาหน่อย”
บรรยากาศโดยรอบเงียบลงอีกครั้ง สหายหญิงที่เมื่อครู่ยังเสียงดังที่สุดอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้น “หัวหน้าเจี่ยงคะ คุณเรียกผิดคนหรือเปล่า”
เจียงซูหลันเพิ่งจะกลับมาจากการดูตัวที่คอมมูนซื่อเหลียนไม่ใช่หรือ
การที่มาเรียกหาเธอในตอนนี้ หรือว่า... จะเป็นการให้สิทธิพิเศษกับเธออีกแล้ว
หัวหน้าเจี่ยงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะพูดตำหนิอย่างเฉียบขาด “ฉันจะเรียกใคร ฉันจำเป็นต้องรายงานให้พวกเธอทราบด้วยหรือยังไง”
หากพวกเธอเหล่านี้หน้าตาสวยกว่านี้สักหน่อย มีการศึกษามากกว่านี้ หรือมีเงื่อนไขทางครอบครัวที่ดีกว่านี้ เธอจำเป็นต้องเรียกเจียงซูหลันเป็นคนแรกทุกครั้งไปอย่างนั้นหรือ
สหายหญิงที่กล้าตั้งคำถามในตอนแรก ถึงกับไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก
พวกเธอทำได้เพียงแค่มองหัวหน้าเจี่ยงที่เมื่อครู่ยังคงเข้มงวดกับพวกตน หันไปมองเจียงซูหลันด้วยท่าทีที่เป็นมิตรอย่างสิ้นเชิง
“ซูหลัน เธอตามฉันมารายงานสถานการณ์การดูตัวที่คอมมูนซื่อเหลียนให้ฟังหน่อยสิ”
ด้วยสถานะและตำแหน่ง หัวหน้าเจี่ยงจึงไม่ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างกลุ่มเด็กสาว เธอจึงหันหลังเดินจากไป
แต่เพียงเท่านี้ ก็เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณเตือนไปยังเหล่าสหายหญิงกลุ่มนั้นได้อย่างชัดเจนแล้ว
ทุกคนได้แต่ยืนมองเจียงซูหลันเดินตามหลังหัวหน้าเจี่ยงออกไป
ทว่า ใครเลยจะคาดคิดว่า เจียงซูหลันที่ปกติมักจะดูอ่อนโยนและเรียบร้อยอยู่เสมอ จะหันกลับมาหาพวกเธอ พลางแย้มยิ้มอย่างสดใส “ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะ พอดีว่าฉันดันได้เลือกก่อนอีกแล้วน่ะสิ ส่วนพวกเธอ... ก็คงต้องค่อยๆ รอไปก่อนแล้วกันนะ”
โดยปกติเธอก็เป็นคนที่สวยสะดุดตาอยู่แล้ว พอมายิ้มแบบนี้ ยิ่งดูเจิดจ้าจนไม่อาจละสายตา นับเป็นภาพที่งดงามอย่างแท้จริง
แม้ว่าคำพูดนั้นจะเป็นการกล่าวขอโทษ แต่กลับแฝงไปด้วยความโอ้อวดอย่างไม่ปิดบัง ทำให้สีหน้าของทุกคนที่ได้ฟังต่างดูย่ำแย่ลง
นี่คือการเยาะเย้ยกันอย่างชัดเจนที่สุด
“นี่เธอจะอวดดีไปถึงไหนกัน” สหายหญิงอายุน้อยคนหนึ่งถึงกับเกือบจะร้องไห้ออกมาด้วยความโกรธ “เธอทำเกินไปมากจริงๆ”
“ทำเป็นเก่งไปได้ ปัญญาชนเจียงที่จบมาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แถมยังเป็นคนเมืองหลวงแท้ๆ เขายังไม่เห็นจะหยิ่งยโสได้เท่าเธอเลย”
เจียงหมิ่นอวิ๋นที่ถูกพาดพิงถึงกำลังอยู่ในอาการสับสนมึนงง ในหัวของเธอกำลังมีความทรงจำที่สับสนวุ่นวายผุดขึ้นมาเต็มไปหมด และก่อนที่เธอจะทันได้ตั้งสติ
เธอก็ได้ยินเสียงของปัญญาชนที่พักอยู่ห้องเดียวกันพูดขึ้นมาว่า “แล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็ใครใช้ให้เธอหน้าตาสวย แถมยังโชคดีมีญาติเป็นถึงหัวหน้าสหพันธ์สตรีด้วย”
เพียงเท่านั้น ทุกคนก็พากันเงียบกริบ
[จบบท]