บทที่ 201: ความเชื่อใจและคำลวง
โจวจงเฟิงผงกศีรษะรับอย่างหนักแน่น แววตาฉายชัดถึงความมั่นคงแน่วแน่ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย “ผมมั่นใจครับ”
เป็นคำตอบที่เขาได้รับมาจากเจียงซูหลันจริงๆ เรื่องนี้เขาไม่ได้โกหกพกลมแต่อย่างใด เพียงแต่เหตุผลเบื้องหลังบางส่วนนั้น เขาเลือกที่จะบิดเบือนและเก็บงำเอาไว้เสียหน่อย เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเอง
ผู้บัญชาการกองพลเหลยจ้องมองใบหน้าลูกน้องคนสนิทอยู่ครู่ใหญ่ แววตาของชายผ่านศึกเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “จงเฟิง คนเราน่ะต้องรับผิดชอบต่อเครื่องแบบที่สวมใส่อยู่บนตัวนะ”
รองผู้บังคับการหนุ่มสบสายตาผู้บังคับบัญชาอย่างไม่หลบเลี่ยง “ผมตระหนักเรื่องนี้ดีมาตลอดครับ”
ในใจของเขามีคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว หากเจียงซูหลันมีปัญหาหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงจริง เขาก็พร้อมที่จะลาออกจากกองทัพ ถอดเครื่องแบบที่เขารักและหวงแหนนี้ทิ้งไปเสีย แล้วกลับไปใช้ชีวิตชาวบ้านธรรมดา ทำไร่ไถนาร่วมกับเธอ
ทว่า...
หากเธอไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาก็สาบานกับตัวเองว่าจะไม่มีวันเป็นคนแรกที่ลงมือทำร้ายเธอเด็ดขาด เขาจะปกป้องเธอด้วยชีวิต
“เอาล่ะ ในเมื่อเธอยืนยันขนาดนี้ ฉันก็เข้าใจแล้ว”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าอีกสามวินาที ก่อนจะโบกมือไล่ “ออกไปได้แล้ว”
โจวจงเฟิงรับคำ “งั้นผมขอตัวไปรับเจ้าเด็กแสบสองคนนั้นกลับบ้านก่อนนะครับ”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ผมอาจจะทำให้ซูหลันไม่พอใจนิดหน่อย พาเด็กๆ กลับไปคงช่วยให้เธออารมณ์ดีขึ้นได้บ้าง ให้หลานช่วยง้อก็น่าจะดี”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยส่งเสียงรับรู้ในลำคอเบาๆ
คล้อยหลังร่างสูงโปร่งของโจวจงเฟิงที่เดินออกจากห้องไป ชายชราผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนก็เอื้อมมือไปหมุนโทรศัพท์บนโต๊ะทำงาน สัญญาณดังตู้ดอยู่สามครั้งก่อนที่ปลายสายจะรับ
“ช่วยตรวจสอบประวัติของสหายเจียงซูหลันอย่างละเอียดให้ผมที แล้วก็...”
น้ำเสียงของท่านนายพลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการต่อด้วยความเด็ดขาด “ตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดปกติในช่วงนี้ของโจวจงเฟิงด้วย”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยวางหูโทรศัพท์ลง แล้วลุกขึ้นเดินไปยืนเอามือไพล่หลังที่ริมหน้าต่าง สายตาทอดมองลงไปยังเบื้องล่าง เห็นแผ่นหลังกว้างของโจวจงเฟิงที่กำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาจนกลายเป็นเสียงถอนหายใจยาวเหยียด
นี่คือรุ่นน้องที่เขาหมายมั่นปั้นมือและคาดหวังไว้มากที่สุด เขาไม่อยากเห็นเด็กคนนี้เดินหลงทาง เพราะเส้นทางอนาคตของโจวจงเฟิงนั้นชัดเจนและรุ่งโรจน์รออยู่แล้ว หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว มันหมายถึงความพินาศย่อยยับที่ไม่มีโอกาสให้แก้ตัว
***
บรรยากาศที่บ้านสกุลเจียง
หลังจากที่โจวจงเฟิงเดินออกจากบ้านไป เจียงซูหลันก็นั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่าน สุดท้ายหญิงสาวจึงตัดสินใจลุกขึ้นหาอะไรทำเพื่อให้ตัวเองยุ่งเข้าไว้ จะได้ไม่ต้องมีเวลาว่างไปคิดเรื่องกวนใจพวกนั้น
เธอเดินไปจัดการหน่อไม้ที่ลวกน้ำทิ้งไว้เมื่อวาน นำมาวางเรียงใส่กระจาดไม้ไผ่แล้วยกขึ้นไปตากบนกำแพงบ้าน ลองเอามือแตะสัมผัสดูเนื้อหน่อไม้ก็พบว่ามันยังมีความชื้นหลงเหลืออยู่พอสมควร
สภาพอากาศบนเกาะแห่งนี้ แม้จะร้อนอบอ้าวแต่ก็มีความชื้นสูง ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงฮุ่ยหนานเทียน อากาศยิ่งชื้นแฉะเหนียวเหนอะหนะไปหมด
หน่อไม้พวกนี้ตากจนเกือบจะแห้งสนิทแล้วแท้ๆ แต่พอวางทิ้งไว้ข้ามคืนเดียวก็กลับมาชื้นใหม่อีกรอบ คงต้องตากแดดจัดๆ อีกสักพักใหญ่
ขณะที่เจียงซูหลันกำลังสาละวนอยู่กับการตากหน่อไม้ เสียงทักทายที่คุ้นเคยก็ดังมาจากอีกฝั่งของกำแพง “น้องเจียง อยู่บ้านเหรอจ๊ะ? ดีเลย พี่ผัดหน่อไม้กรอบเสร็จพอดี เดี๋ยวแบ่งไปให้ชิมนะ”
เสียงของพี่สะใภ้เหมียวหงอวิ๋นเพื่อนบ้านคนสนิทนั่นเอง
สองบ้านนี้สนิทสนมกันจนเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าใครจะทำกับข้าวเมนูเด็ดอะไร ก็มักจะแบ่งปันกันเสมอ เจียงซูหลันจึงไม่คิดปฏิเสธน้ำใจ “พี่สะใภ้เหมียว ประตูไม่ได้ล็อกค่ะ เข้ามาได้เลย”
เมื่อเช้าตอนที่โจวจงเฟิงออกไป เธอเปิดประตูรั้วทิ้งไว้พอดี ไม่ได้ลงกลอนอะไร
หลังจากตะโกนตอบรับเพื่อนบ้าน หญิงสาวก็เดินกลับเข้าไปในครัว หยิบมะพร้าวมาสองลูก จัดการเฉาะเปลือกตามวิธีที่โจวจงเฟิงเคยสอนเมื่อวาน แล้วนำไปวางพักไว้ที่ริมหน้าต่าง เพื่อเตรียมไว้รับแขก
การคบหาสมาคมกับเพื่อนบ้านก็เป็นเช่นนี้ จะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำใจตอบแทนกันบ้าง
เพียงครู่เดียว เสียงฝีเท้าสวบสาบก็ดังเข้ามาใกล้ เหมียวหงอวิ๋นเดินเข้ามาในบ้าน ไม่ได้มีแค่ผัดหน่อไม้ในมือ แต่ยังหิ้วถุงใส่มะเขือเทศและแตงกวาสดๆ มาอีกถุงใหญ่
ภรรยาผู้บังคับการกรมน่าวางข้าวของลงบนโต๊ะ สายตาคมกริบสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของน้องสาวคนสนิทได้ทันที แม้เจียงซูหลันจะยิ้มต้อนรับ แต่ร่องรอยความกังวลระหว่างคิ้วนั้นชัดเจนจนปิดไม่มิด
เหมียวหงอวิ๋นไม่คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ เพราะเจียงซูหลันเป็นคนใจเย็นและอัธยาศัยดี เด็กๆ ก็ไม่อยู่บ้าน สาเหตุที่ทำให้หน้าตาหมองหม่นแบบนี้ได้ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง...
สมองของพี่สะใภ้คนเก่งประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลองหยั่งเชิงถาม “ทะเลาะกับพ่อเจ้าประคุณมาหรือไง?”
ปกติเจียงซูหลันมักจะมีรอยยิ้มสดใสประดับใบหน้า แต่วันนี้แม้ยิ้มอยู่ แววตากลับดูหม่นหมองชอบกล
เจียงซูหลันยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเองเบาๆ พลางถอนหายใจ “ดูออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
“ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีกจ้ะ” เหมียวหงอวิ๋นหัวเราะหึๆ “น้องเจียงเป็นคนสวย เวลาหน้าตาไม่สดใส คิ้วขมวดจนแทบจะผูกโบว์ได้แบบนี้ ใครมองก็รู้ทั้งนั้นแหละ เชื่อพี่เถอะ เป็นผู้หญิงอย่าไปคิดมากให้หน้าแก่เร็วเลย ยิ้มเข้าไว้ดีกว่า”
เจียงซูหลันรู้ดีว่าพี่สาวคนนี้หวังดี แต่ความกังวลในใจมันห้ามกันได้ง่ายๆ เสียเมื่อไหร่
“เป็นเรื่องอะไรไหนเล่าให้พี่ฟังซิ เผื่อพี่ช่วยแนะแนวทางให้ได้” เหมียวหงอวิ๋นขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ด้วยความกระตือรือร้น
“คู่แต่งงานใหม่ก็แบบนี้แหละ ลิ้นกับฟันย่อมมีกระทบกระทั่งกันบ้าง ตอนพี่แต่งงานกับตาเฒ่าน่าใหม่ๆ แทบจะคว้ามีดไล่ฟันกันด้วยซ้ำ ดูสิ ตอนนี้ก็ยังอยู่กันยืด รอดมาได้จนป่านนี้”
“มีอะไรระบายออกมาเถอะ เก็บไว้คนเดียวอกแตกตายพอดี พี่อาบน้ำร้อนมาก่อน ผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว”
เจียงซูหลันกับโจวจงเฟิงต่างก็แต่งงานเป็นครั้งแรก การปรับตัวเข้าหากันย่อมต้องมีอุปสรรคบ้างเป็นธรรมดา เรื่องบางเรื่องตอนคิดคนเดียวดูเหมือนปัญหาใหญ่เท่าภูเขา แต่พอได้ระบายออกมาอาจจะเหลือแค่เม็ดทรายก็ได้
บนเกาะแห่งนี้ เธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน เพื่อนฝูงก็มีไม่มาก ความอัดอั้นตันใจจึงมักจะถูกเก็บกดไว้ข้างใน
พอเห็นท่าทีจริงใจของเหมียวหงอวิ๋น เจียงซูหลันก็เม้มริมฝีปากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเรียบเรียงคำพูด เลือกเล่าเฉพาะส่วนที่พอจะเล่าได้ “พี่สะใภ้เหมียว ฉันขอสมมติถามอะไรหน่อยนะคะ”
“ถ้าพี่เจตนาดี อยากช่วยผู้บังคับการกรมน่า แต่บังเอิญว่าวิธีการที่พี่ใช้ช่วยเขามัน... ผิดแปลกไปจากปกติสักหน่อย จนทำให้เขาสงสัยในตัวพี่ แล้วคาดคั้นให้พี่สารภาพความจริง พี่จะทำยังไงคะ?”
เหมียวหงอวิ๋นเป็นคนหัวไวแค่ไหน ฟังปราดเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทันที
เธอแค่นหัวเราะเสียงดัง “ฉันอุตส่าห์หวังดีช่วยมัน แล้วชายแก่นั่นยังกล้ามาจับผิดงั้นเรอะ? สงสัยฉัน? ให้ฉันสารภาพ? ฝันไปเถอะ! ฉันช่วยมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าล่ะ ได้ดีแล้วยังจะมาทำเป็นพ่อพระผู้ผดุงความยุติธรรม มาสงสัยเมียตัวเองแบบนี้ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันเลิก! ไม่อยู่มันแล้ว!”
พูดจบ เหมียวหงอวิ๋นก็ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตามองคนตรงหน้า “นี่เธอหมายถึง... รองผู้บังคับการกรมโจวใช่ไหม?”
เจียงซูหลันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ายอมรับเบาๆ
“ยัยเด็กโง่เอ๊ย!”
เหมียวหงอวิ๋นใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเธอเบาๆ ดูเหมือนแรงแต่จริงๆ แล้วแทบไม่เจ็บเลย
“ดูรู้เลยว่าที่บ้านเลี้ยงมาแบบประคบประหงม ไม่เคยมีแฟนมาก่อนล่ะสิ ถึงได้ไม่ทันเกมผู้ชายแบบนี้ เธอมีของดีอยู่กับตัวแท้ๆ แต่ดันใช้ไม่เป็น เสียดายของจริงๆ!”
เหมียวหงอวิ๋นถอนหายใจด้วยความขัดใจราวกับเห็นเหล็กกล้าที่ตีไม่ได้รูป “จำไว้นะ ผู้ชายก็เหมือนสุนัข ยิ่งเราทำเมินใส่ เดี๋ยวเขาก็วิ่งกระดิกหางกลับมาหาเราเอง อย่าไปยอมเขามาก เดี๋ยวจะได้ใจจนเคยตัว”
เจียงซูหลันไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน ประสบการณ์ความรักเป็นศูนย์ เธอจึงแย้งเสียงอ่อย “แต่... เรื่องนี้ฉันโกหกเขาจริงๆ นี่คะ”
[จบบท]