บทที่ 203: ความลับของลูกผู้ชาย
เมื่อโจวจงเฟิงพาเด็กแสบทั้งสองคนกลับมาถึงบ้าน เขาก็สัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศภายในบ้านดูทะแม่งชอบกล ไม่เหมือนปกติเอาเสียเลย
เดิมทีระหว่างทางเดินกลับมา เขาได้ตกลงดิบดีกับเจ้าตัวเล็กทั้งสองคนแล้วว่าจะให้ช่วยพูดจาหว่านล้อม เอาอกเอาใจเจียงซูหลันให้หายโกรธเสียหน่อย แต่ใครจะไปคิดว่าแผนการที่วางไว้จะพังไม่เป็นท่า
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในตัวบ้าน พอขาแตะพื้นปุ๊บ เจ้าเด็กสองคนก็กระโดดลงจากตัวเขาราวกับติดสปริง แล้ววิ่งปรู๊ดตรงดิ่งไปหาเจียงซูหลันทันควัน
“คุณอาครับ! คุณอาเขยรังแกคุณอาใช่ไหมครับ!”
เจียงซูหลันชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองเด็กๆ แล้วเหลือบสายตาขึ้นมองโจวจงเฟิงแวบหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับส่งเสียง “หึ” ในลำคออย่างเย็นชา ไม่ยอมพูดจาด้วยแม้แต่คำเดียว
หัวใจของโจวจงเฟิงกระตุกวูบ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาตงิดๆ
เด็กสองคนนี้หัวไวและฉลาดเป็นกรด มีหรือจะดูไม่ออกว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร พอเห็นท่าทีของคุณอาปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่าต้องเลือกข้างไหน
“คุณอาไม่ต้องกลัวนะครับ พวกผมจัดการแก้แค้นให้เรียบร้อยแล้ว!”
เหลยอวิ๋นเป่าทำท่าทางขึงขัง ก่อนจะป้องปากกระซิบด้วยเสียงที่จงใจให้ดังพอที่อีกคนจะได้ยิน
“คุณอาเขยคิดจะใช้ไอศกรีมแท่งตั้งหนึ่งร้อยแท่งมาซื้อตัวพวกผมแน่ะ” เจ้าหนูแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหนือชั้น
“ฝันไปเถอะครับ คิดว่าพวกผมจะยอมทรยศคุณอาเพื่อของกินแค่นั้นเหรอ ไม่มีทางซะหรอก!”
พูดจบ เจ้าตัวแสบก็เดินอาดๆ กลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโจวจงเฟิง เอามือไพล่หลัง เชิดหน้าขึ้นแล้วเริ่มเทศนาฉอดๆ
“เรื่องนี้คุณอาเขยทำไม่ถูกนะครับ เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ ทำไมถึงต้องแอบซุกเงินภรรยาด้วยล่ะครับเนี่ย?”
โจวจงเฟิงเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังจะบานปลายไปกันใหญ่
ภาพที่เขาเห็นคือเหลยอวิ๋นเป่าที่เมื่อกี้ยังทำหน้าเคร่งใส่เขา วินาทีต่อมาก็หันขวับกลับไปหาเจียงซูหลัน ปรับสีหน้าเป็นห่วงใยสุดซึ้ง พูดยุแยงตะแคงรั่วต่อทันที
“คุณอาครับ ไอศกรีมแท่งตั้งร้อยอัน คุณอาลองคำนวณดูสิครับว่าคุณอาเขยแอบซุกเงินไว้เยอะขนาดไหน ผู้ชายแบบนี้ไว้ใจไม่ได้นะครับ!”
“คุณอารีบไปยึดเงินคืนมาเร็วเข้าครับ!”
โจวจงเฟิง: “...?”
รองผู้บังคับการกรมโจวถึงกับยืนแข็งทื่อ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเด็กตัวแค่เม็ดถั่วจะเจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนี้
ขามาเพิ่งจะรับปากรับของกำนัลไปหยกๆ พอขากลับยังไม่ทันไรก็หักหลังขายเขาให้ภรรยาเสียแล้ว
“ซูหลัน...”
โจวจงเฟิงมองภรรยาด้วยสายตาเว้าวอน พยายามจะอธิบายให้เข้าใจ เขาไม่ได้ตั้งใจจะซุกเงินจริงๆ เสียหน่อย นั่นมันเงินติดตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง
เจียงซูหลันปรายตามองเขาด้วยความเรียบเฉย ก่อนจะดึงสายตากลับมา ไม่ได้สนใจจะคาดคั้นเรื่องเงินซุกที่หลานชายตัวดีเอามาฟ้องแต่อย่างใด เธอโอบไหล่เด็กทั้งสองคนเข้ามาใกล้ แล้วใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆ ที่มุมปากของพวกเขาซึ่งมีแผลตกสะเก็ดแห้งๆ อยู่
“ไปทำอะไรกันมา ทำไมถึงได้แผลกลับมาแบบนี้ล่ะหื้ม?”
พอเธอเอ่ยปากถามเรื่องนี้ โจวจงเฟิงที่ถูกเมินยิ่งรู้สึกร้อนรนกระวนกระวายใจกว่าเดิม เหมือนตัวเองกลายเป็นธาตุอากาศไปเสียแล้ว
ทางด้านเหลยอวิ๋นเป่าและเจียงผิงอัน พอถูกทักเรื่องแผล ทั้งคู่ก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใจจริงก็อยากจะโกหกว่าหกล้ม แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเจียงซูหลันเคยสอนไว้ว่าห้ามพูดปด เด็กชายทั้งสองจึงยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ โบกไม้โบกมือเหมือนไม่ยี่หระ
“โธ่ คุณอาครับ ลูกผู้ชายอกสามศอก แผลแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อยครับ นี่มันคือเหรียญตราของลูกผู้ชายต่างหาก”
“จริงไหมผิงอัน?”
เจียงผิงอันพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุนพี่ชาย “ใช่ครับ นี่คือเหรียญตรา”
เจียงซูหลันมองดูเด็กน้อยสองคนที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัยแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ ทั้งขำทั้งเอ็นดู ตัวเท่าลูกหมาแต่ริอ่านจะเป็นลูกผู้ชายกันเสียแล้ว
เหลยอวิ๋นเป่าผู้เชี่ยวชาญการอ่านสีหน้าคน รีบฉวยโอกาสนี้เข้ามาคลอเคลีย ประจบเอาใจ “คุณอาอย่าทำหน้าเศร้าสิครับ ยิ้มหน่อยนะ เดี๋ยวผมกับผิงอันจะคอยปกป้องคุณอาเอง จริงๆ นะครับ”
“ใช่ครับ”
เจียงผิงอันแม้จะพูดน้อย แต่แววตาหนักแน่นจริงจัง “คุณอาครับ ถ้ามีพวกเราอยู่ ใครหน้าไหนก็รังแกคุณอาไม่ได้ทั้งนั้น”
ประโยคนั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า แม้แต่คุณอาเขยก็ห้ามรังแก
เจียงซูหลันได้ยินแล้วก็รู้สึกแสบจมูก น้ำตาพาลจะไหลด้วยความตื้นตัน “ไม่มีใครรังแกอาหรอกจ้ะ”
เธอดึงเด็กน้อยทั้งสองเข้ามากอดแนบอก ซึมซับความอบอุ่นจากหัวใจดวงน้อยๆ ก่อนจะจูงมือพาพวกเขาเดินเข้าห้องนอนไป โดยไม่หันกลับมามองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านหลัง
ปัง!
เสียงประตูห้องนอนปิดลงดังสนั่นต่อหน้าต่อตาโจวจงเฟิงที่กำลังจะก้าวเท้าตามเข้าไป กลายเป็นว่าเขาถูกขังไว้นอกห้องโดยสมบูรณ์
โจวจงเฟิงยืนลูบจมูกตัวเองเก้อๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้ม
ดูท่าทางภรรยาจะโกรธจริงจังเสียแล้ว
เฮ้อ...
เวลาล่วงเลยจนกระทั่งตกดึก ความตึงเครียดก็ยังไม่จางหาย เจียงซูหลันยังคงเงียบกริบไม่ยอมคุยกับเขา จนโจวจงเฟิงทนอึดอัดต่อไปไม่ไหว
“ซูหลัน” เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
เจียงซูหลันเงยหน้าขึ้นจากงานฝีมือที่ทำอยู่ “หื้ม?”
“เรื่องที่ผมไปหาผู้บัญชาการกองพลเหลย... ผมไม่ได้มีเจตนาจะทำให้คุณลำบากใจ หรือคิดจะทำร้ายคุณเลยนะ”
เขาแค่อยากจะไปรายงานสถานการณ์ตามหน้าที่ และถือโอกาสพาเด็กๆ กลับมาเป็นตัวช่วยง้อเธอเท่านั้นเอง
เจียงซูหลันส่งเสียงรับในลำคอเพียงคำเดียว แล้วก้มหน้าก้มตาจัดการกับหน่อไม้แห้งในมือต่อไป ราวกับว่าคำอธิบายของเขาเป็นเพียงลมพัดผ่าน
ความเย็นชาห่างเหินแบบนี้ช่างทรมานใจคนมองเหลือเกิน ปกติเธอจะเป็นคนยิ้มง่าย ขี้เล่น และคอยหยอกล้อเขาเสมอ พอมาเจอกับความเงียบงันแบบนี้ โจวจงเฟิงก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน
“ซูหลัน... ครั้งหน้าผมจะไม่กดดันคุณแบบนี้อีกแล้ว”
ในเมื่อเธอยืนยันว่าเธอไม่มีทางเป็นภัยต่อองค์กร เขาก็ควรจะเชื่อใจเธอ ไม่ใช่คอยแต่จะต้อนให้เธอจนมุมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เจียงซูหลันวางมือจากงานตรงหน้า หน่อไม้ที่ตากไว้แห้งสนิทดีแล้ว เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “โจวจงเฟิง... จริงๆ แล้วตั้งแต่เริ่มแรก คุณไม่เคยเชื่อใจฉันเลยใช่ไหม?”
เธอไม่เคยมีความคิดที่จะทำร้ายเขาเลยแม้แต่น้อย
การที่เธอใช้ข้อมูลจากหน้าต่างข้อความนั้น เจตนาบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวคือต้องการช่วยเหลือเขา
สิ่งเดียวที่เธอทำผิดพลาดไป คือความรีบร้อนจนเกินเหตุ ไม่ได้ระมัดระวังหรือหาทางกลบเกลื่อนร่องรอยการรู้ล่วงหน้านั้น จนมันดูผิดปกติ
คำถามตรงๆ ของเธอทำเอาโจวจงเฟิงเงียบกริบไปถนัดตา เขาเถียงไม่ออก เพราะลึกๆ แล้วเขามีความสงสัยเคลือบแคลงในตัวเธอจริงๆ ตั้งแต่เหตุการณ์บนรถไฟที่เธอช่วยชีวิตเหลยอวิ๋นเป่าได้อย่างปาฏิหาริย์ เมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงก็เริ่มฝังรากแล้ว
และยิ่งมาเจอกับเหตุการณ์ทีมล่าหมาป่าบนภูเขา ข้อมูลที่เธอรู้ลึกรู้จริงเกินคนทั่วไป มันยิ่งเหมือนปุ๋ยเร่งให้ความสงสัยนั้นเติบโตจนเขาไม่อาจมองข้าม
สาเหตุที่เขาต้องดั้นด้นไปหาคำตอบ ก็เพราะความไม่สบายใจ ความรู้สึกไม่มั่นคงที่เจียงซูหลันมอบให้โดยที่เธอไม่รู้ตัว
มันคือความกลัวในผลลัพธ์ที่ยังไม่ปรากฏ
“ซูหลัน...”
โจวจงเฟิงขยับปากอยากจะอธิบาย แต่ก็พูดไม่ออก
“จริงๆ แล้ว ฉันเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลยก็ได้ ถ้าฉันเงียบปากไว้ ต่อให้คุณขึ้นเขาไปแล้วได้รับบาดเจ็บ หรือเป็นอะไรไป ก็ไม่มีใครมาสงสัยฉันได้ ใช่ไหมล่ะ?”
เจียงซูหลันจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา น้ำเสียงของเธอนิ่งสงบแต่บาดลึก “คุณรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมพูดทุกอย่างออกมา?”
เธอไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ยอมเปิดเผยข้อมูลที่ตัวเองรู้
“คุณรู้ไหมว่าฉันทำเพื่อใคร?”
ถึงเธอไม่เฉลย โจวจงเฟิงก็รู้คำตอบนั้นดีอยู่เต็มอก
เจียงซูหลันยอมเสี่ยงทำตัวน่าสงสัยเพียงเพราะไม่อยากเห็นเขาบาดเจ็บ เธอเป็นห่วงความปลอดภัยของเขามากกว่าความปลอดภัยของตัวเอง จึงยอมคายความลับออกมาจนหมดเปลือก
ก่อนหน้านี้เขาเอาแต่มัวระแวงปัจจัยภายนอก มัวแต่จับผิดความผิดปกติของเธอ จนลืมมองข้ามเจตนาที่แท้จริงข้อนี้ไป
เมื่อถูกสะกิดใจอย่างจัง โจวจงเฟิงก็ถึงกับสะอึก “ผม...”
เจียงซูหลันพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่เขาจะทันได้แก้ตัว “ฉันรู้ตัวดีว่าสิ่งที่ทำลงไปมันโจ่งแจ้งเกินไป มันดูไม่เหมือนคนปกติเขาทำกัน คุณจะระแวงฉันมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก”
“แต่โจวจงเฟิง ฉันไม่เคยคิดร้ายกับคุณ เรื่องนี้ฉันย้ำกับคุณไปตั้งหลายครั้งแล้ว แต่คุณเคยเชื่อฉันจริงๆ บ้างไหม?”
“ผมเชื่อคุณสิ”
ถ้าไม่เชื่อ ป่านนี้เขาคงไม่ไปพูดแก้ต่างกับผู้บัญชาการกองพลเหลยแบบนั้น เขาพยายามช่วยปิดบังความผิดปกติและความไม่สมเหตุสมผลทุกอย่างให้เธอ
เจียงซูหลันหลุบตาลงต่ำ “โจวจงเฟิง เรามาวัดกันที่การกระทำดีกว่า”
เพราะผ่านทางหน้าต่างข้อความ เธอได้รับรู้แล้วว่าโจวจงเฟิงได้ไปขอร้องให้ผู้บัญชาการกองพลเหลยช่วยปิดเรื่องของเธอไว้ แต่ความเชื่อใจที่แท้จริงนั้น มันต้องมากกว่าแค่การปกป้อง... มันต้องเริ่มจากใจ
[จบบท]