บทที่ 206: เคล็ดลับง้อเมีย
ผู้บังคับการกรมน่า อาศัยความเป็นรุ่นพี่ที่ผ่านน้ำร้อนมาก่อนเปิดคลาสสอนวิชาเอาตัวรอดให้แก่โจวจงเฟิงด้วยท่าทีขึงขังจริงจัง
“รองผู้บังคับการกรมโจว คุณฟังผมนะ คุณกลับไปถึงบ้านแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับผิดกับเมียซะ ส่วนว่าทำผิดเรื่องอะไร ผิดตรงไหน ไม่ต้องไปอธิบายให้มากความ หน้าที่ของคุณมีแค่ก้มหน้ายอมรับผิดก็พอ”
ผู้บังคับการกรมน่าเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ยกนิ้วขึ้นมานับข้อปฏิบัติอย่างฉะฉาน “แน่นอนว่าแค่ปากบอกว่าผิดมันไม่พอ ร่างกายต้องขยับทำคะแนนด้วย
ข้อแรก ไปดูโอ่งน้ำในบ้านว่าเต็มหรือยัง ถ้าพร่องก็รีบตักให้เต็ม
ข้อสอง ต่อให้คุณทำกับข้าวไม่เป็น แต่อย่างน้อยกินเสร็จแล้วต้องรู้จักเก็บล้างจานชาม
ข้อสาม อันนี้สำคัญมาก ต้องหัดสังเกตสีหน้าแววตา ถ้าเห็นเมียอารมณ์บูด หรือดูเหนื่อยๆ เพลียๆ ให้รีบพุ่งเข้าไปบีบนวดไหล่เอาใจทันที”
พูดจบเขาก็ทำท่าเหมือนนึกเคล็ดลับไม้ตายขึ้นมาได้ จึงกระซิบกระซาบเพิ่มเติม “อีกอย่าง ถ้าคุณแอบซุกเงินส่วนตัวเอาไว้ นี่เป็นจังหวะดีที่จะเอาออกมามอบให้เมียเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หรือไม่ก็ไปที่สหกรณ์การค้าและการตลาด ซื้อของที่เมียคุณอยากได้แต่ตัดใจซื้อไม่ลงสักทีมาเป็นของกำนัลซะ”
จากประสบการณ์อันโชกโชนของเขา รับรองได้เลยว่าถ้าทำครบตามสเต็ปนี้ ชีวิตในบ้านจะปลอดภัยไร้กังวล สามารถเอาตัวรอดจากสมรภูมิอารมณ์ของภรรยาได้แน่นอน หลังจากนั้นค่อยหาจังหวะเหมาะๆ ปรับความเข้าใจกันทีเดียว
เขาว่ากันว่าผัวเมียทะเลาะกันก็เหมือนลิ้นกับฟัน ทะเลาะกันที่หัวเตียง ไปดีกันที่ปลายเตียงไม่ใช่หรือไง
โจวจงเฟิงพยักหน้าหงึกหงัก จดจำทุกคำสอนอย่างตั้งใจราวกับนักเรียนหัวกะทิ “ผู้บังคับการกรมน่า คุณนี่เป็นผู้ชายที่ประเสริฐจริงๆ ครับ”
ในกองทัพมักจะมีเสียงนินทาล้อเลียนว่าผู้บังคับการกรมน่าเป็นพวกกลัวเมียขึ้นสมอง ภรรยาของเขามีลูกให้ไม่ได้ก็ไม่กล้าหือ ไม่กล้าปริปากบ่นสักคำ
แต่ในสายตาของโจวจงเฟิง เขากลับมองเห็นต่างออกไป
คู่ของผู้บังคับการกรมน่ากับพี่สะใภ้เหมียวเป็นคู่รักตัวอย่างที่หาได้ยากยิ่งบนเกาะแห่งนี้ ไม่เหมือนผู้ชายบ้านอื่นที่พอกลับถึงบ้านก็นั่งกระดิกตีนทำตัวเป็นคุณชายรอข้าวมาเสิร์ฟ แต่ผู้บังคับการกรมน่ากลับบ้านไปคือลงมือทำงานทุกอย่างจริงๆ
ดูจากวิธีง้อเมียที่เพิ่งถ่ายทอดมาเมื่อกี้นี้สิ ทั่วทั้งเกาะนี้คงมีแต่ผู้บังคับการกรมน่าคนเดียวเท่านั้นแหละที่ยอมทำให้ภรรยาได้ขนาดนี้
ผู้บังคับการกรมน่าถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้ง “ช่วยไม่ได้นี่นะ เมียเรา เราเป็นคนเลือกมาเอง ก็ต้องรักต้องถนอมด้วยตัวเองสิ”
เขาตบไหล่โจวจงเฟิงหนักๆ สองสามที “พวกเราเป็นลูกผู้ชาย ลำบากกายนิดๆ หน่อยๆ ไม่ตายหรอกน่า”
โจวจงเฟิงส่งเสียงตอบรับในลำคอ พยายามบันทึกทุกกลเม็ดเด็ดพรายลงในสมอง
เขาเพิ่งตระหนักได้ในวันนี้เองว่า เส้นทางชีวิตคู่นั้นช่างยาวไกลและหนักหนาสาหัส การง้อภรรยาถือเป็นทักษะทางเทคนิคขั้นสูงที่ต้องอาศัยความชำนาญระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว
สภาพอากาศบนเกาะแห่งนี้แปรปรวนยิ่งกว่าอารมณ์หญิงสาว นึกจะตกก็ตก บทจะมีพายุเข้าก็มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง เมื่อครู่ท้องฟ้ายังสว่างอยู่ดีๆ เผลอแป๊บเดียวเมฆดำทะมึนก็ลอยต่ำ เสียงฟ้าร้องคำรามครืนๆ ดังสนั่นหวั่นไหว เพียงชั่วพริบตาเดียวเม็ดฝนขนาดเท่าเมล็ดถั่วก็เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
เจียงซูหลันวิ่งกระหืดกระหอบฝ่าสายฝนกลับมาถึงบ้าน เส้นผมเปียกลู่แนบใบหน้า พอก้าวเท้าเข้าประตูรั้ว สิ่งแรกที่เธอพุ่งเป้าไปคือราวตากผ้ากลางลานบ้าน ตั้งใจจะรีบเก็บผ้าก่อนที่จะเปียกโชกไปทั้งราว
แต่ภาพที่เห็นทำเอาเธอชะงักกึก ราวตากผ้าว่างเปล่า เสื้อผ้าทุกชิ้นหายวับไปหมดแล้ว
เธออดประหลาดใจไม่ได้ ใครกันนะที่ใจดีมาช่วยเก็บผ้าให้ หรือจะเป็นพี่สะใภ้เหมียวที่อยู่บ้านข้างๆ?
ยังไม่ทันจะหายสงสัย เสียงเล็กๆ ของเด็กสองคนก็ดังเจี๊ยวจ๊าวมาจากในบ้าน
เสี่ยวเถี่ยตั้นกับเหลยอวิ๋นเป่าพอได้ยินเสียงคนกลับมาก็รีบวิ่งถลันออกมาต้อนรับ สองแสบพุ่งเข้ามาเกาะแขนเธอคนละข้างอย่างออดอ้อน "อาครับ รีบเข้าบ้านเร็วเข้า เสื้อผ้าพวกผมเก็บเข้ามาให้หมดแล้วนะ!"
เจียงซูหลันมองหลานชายตัวน้อยสองคนด้วยความทึ่ง เด็กสองคนนี้ตัวกะเปี๊ยกเดียว สูงยังไม่พ้นเอวเธอด้วยซ้ำ
พอลองนึกภาพตามตอนที่ฝนกำลังจะตก คงจะทุลักทุเลน่าดู คนหนึ่งต้องไปลากเก้าอี้มา อีกคนคงยอมเป็นฐานให้เพื่อนเหยียบ ปีนป่ายกันขึ้นไปดึงเสื้อผ้าลงมาทีละตัว
กว่าจะเก็บหมดคงเหนื่อยหอบกันตัวโยนแน่ๆ
โดยเฉพาะเหลยอวิ๋นเป่าที่ตัวสูงกว่าเสี่ยวเถี่ยตั้นหน่อยนึง ตอนที่เขย่งเท้าเอื้อมมือไปปลดไม้แขวนเสื้อ คงเสียวไส้แทบแย่ ดีไม่ดีคออาจจะไปเกี่ยวกับลวดตากผ้าจนเกือบกลายเป็นศพเด็กแขวนคอเอาง่ายๆ
แน่นอนว่าเรื่องหวาดเสียวพรรค์นี้ ทั้งเหลยอวิ๋นเป่าและเสี่ยวเถี่ยตั้นไม่มีทางหลุดปากเล่าให้อาฟังเด็ดขาด
เจียงซูหลันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ความรู้สึกตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก
เจ้าเด็กแสบสองคนนี้ บทจะซนก็ทำเอาความดันขึ้นปรี๊ดจนอยากจะจับมาตีก้น แต่บทจะน่ารักรู้ความขึ้นมา ก็ทำเอาคนเป็นอาใจอ่อนยวบยาบด้วยความเอ็นดู
เจียงซูหลันย่อตัวลง โอบกอดเด็กทั้งสองไว้ในอ้อมแขน "เสี่ยวเถี่ยตั้น เสี่ยวเป่าเอ๋อร์ วันนี้พวกหนูทำตัวน่ารักมาก เก่งมากเลยลูก อาขอชื่นชมจากใจเลยนะ"
แต่แล้วเธอก็ปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น "แต่พวกหนูต้องรู้นะครับว่าลวดตากผามันขึงไว้สูงมาก การที่เด็กตัวเล็กๆ อย่างพวกหนูพยายามปีนขึ้นไปเก็บ มันอันตรายมากรู้ไหม ถ้าตกลงมาแข้งขาหักจะทำยังไง"
เสี่ยวเถี่ยตั้นกับเหลยอวิ๋นเป่าตอนแรกยิ้มแก้มปริที่ได้รับคำชม แต่พอโดนเทศนาต่อท้ายก็หน้าจ๋อยลงทันตา
ทั้งสองพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย "อาครับ พวกเราเข้าใจแล้วครับ"
จากนั้นเจ้าตัวดีก็ช้อนตามองเจียงซูหลันอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะกระซิบถามเสียงอ่อย "แล้ว... อาดีกับอาเขยหรือยังครับ?"
คำถามที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาเจียงซูหลันชะงักไป เธอรีบดึงมือเด็กทั้งสองพาเดินเข้าบ้านเพื่อเปลี่ยนเรื่อง "นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่ต้องมายุ่งหรอก ไปๆ ไปล้างหน้าล้างตากัน มอมแมมเป็นลูกแมวตกถังขยะกันหมดแล้ว"
เหลยอวิ๋นเป่ากับเสี่ยวเถี่ยตั้นหันมาสบตากันแวบหนึ่ง แล้วพร้อมใจกันถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับคนแก่แบกโลก "อาเขยผมนี่ซื่อบื้อจริงๆ เล้ย ป่านนี้ยังง้ออาไม่สำเร็จอีก ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย"
ทำไมถึงได้หัวทึบขนาดนี้นะ?
อย่าเห็นว่าเป็นแค่เด็กกะโปโล ความจริงพวกเขารู้เรื่องรู้ราวมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด
ไอ้เรื่องซนแก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่าก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าอาหญิงกับอาเขยทะเลาะกันจริงๆ พวกเขาก็พลอยไม่สบายใจไปด้วยเหมือนกัน
พวกเขาไม่อยากเห็นผู้ใหญ่ในบ้านต้องมาผิดใจกันเลย
เจียงซูหลันได้แต่ส่ายหน้าขำๆ ไม่รู้ว่าเจ้าเปี๊ยกพวกนี้ไปจำคำพูดแก่แดดแก่ลมแบบนี้มาจากไหน เธอหยิบกะละมังจะไปตักน้ำ แต่พอเปิดฝาโอ่งดูก็พบแต่ความว่างเปล่า น้ำแห้งขอดก้นโอ่งเสียแล้ว
ช่วยไม่ได้ เธอจึงต้องใช้น้ำก้นกะละมังที่เหลืออยู่เพียงครึ่งค่อนมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้หลานๆ ไปพลางๆ ก่อน
ในขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดหน้ามอมๆ ให้เจ้าตัวยุ่งอยู่นั้น
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับระเบิดลงกลางบ้าน เสียงกัมปนาทนั้นรุนแรงเสียจนเหมือนจะฉีกกระชากท้องฟ้าและผืนดินออกจากกัน
ตูม!
เสียงระเบิดของธรรมชาติคำรามก้องสะเทือนเลือนลั่น
ตามมาด้วยแสงสว่างวาบของสายฟ้าแลบแปลบปลาบ หลอดไฟในบ้านกระพริบถี่ๆ ติดๆ ดับๆ เหมือนจะทนแรงดันไฟไม่ไหว
มือที่กำลังเช็ดหน้าให้หลานของเจียงซูหลันชะงักกึก ตัวเธอสั่นสะท้านด้วยความตกใจ
เธอกลัวเสียงฟ้าร้อง กลัวมาตั้งแต่จำความได้ กลัวมาตั้งแต่เด็กจนโต ต่อให้อายุมากขึ้นแค่ไหน จุดอ่อนเรื่องนี้ก็ไม่เคยแก้หาย
ยิ่งพายุฝนฟ้าคะนองบนเกาะแห่งนี้ มันช่างน่าสะพรึงกลัวกว่าที่เธอจินตนาการไว้หลายเท่า นี่เพิ่งจะเดือนกุมภาพันธ์แท้ๆ ถ้าเป็นที่มณฑลตงบ้านเกิดของเธอ ขนาดฤดูร้อนยังแทบไม่เคยเจอฟ้าผ่ารุนแรงขนาดนี้มาก่อน
"อาไม่ต้องกลัวนะ" เสี่ยวเถี่ยตั้นพูดขึ้นพลางขยับตัวเข้ามาเบียด
เขาและเหลยอวิ๋นเป่ารีบคว้ามือเจียงซูหลันคนละข้าง บีบมือเธอไว้แน่น "อาไม่ต้องกลัวนะครับ เสียงฟ้าร้องแค่นี้เอง ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย"
เหลยอวิ๋นเป่าเอ่ยปลอบเสียงเข้ม พยายามทำตัวเป็นลูกผู้ชายปกป้องอา
ร่างเล็กจ้อยแต่กลับใช้น้ำเสียงหนักแน่นเกินตัว
เจียงซูหลันรู้สึกเหมือนตัวเองยิ่งแก่ยิ่งกลับกลายเป็นเด็ก ขวัญอ่อนเสียจนสู้หลานตัวกระเปี๊ยกยังไม่ได้
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รีบเช็ดหน้าให้เด็กทั้งสองจนเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วรวบตัวหลานชายทั้งสอง หิ้วปีกพาเดินดุ่มๆ ตรงดิ่งเข้าไปในห้องนอนทันที
พอเข้ามาในห้องนอน เธอก็รีบลงกลอนประตูหน้าต่างอย่างแน่นหนา แล้วต้อนเด็กๆ ขึ้นไปบนเตียงไม้ไผ่
ข้างนอกนั่น เสียงฟ้ายังคงคำรามกึกก้องไม่ขาดสาย สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
เม็ดฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตีใส่กระจกหน้าต่างดังเปาะแปะๆ ถี่รัว
ทั้งที่ยังเป็นเวลาบ่ายแท้ๆ แต่สภาพอากาศในยามนี้กลับมืดมิดราวกับว่าเป็นเวลาพลบค่ำที่ตะวันลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว
[จบบท]