บทที่ 214: หวานกว่าหมั่นโถว
โจวจงเฟิงกัดหมั่นโถวคำโต รสสัมผัสของแป้งนุ่มลิ้นที่เคี้ยวอยู่ในปากกลับให้รสชาติที่แตกต่างไปจากทุกวัน เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวแป้งหรือคนให้ แต่เขารู้สึกชัดเจนว่าหมั่นโถวที่ซูหลันตั้งใจตักมาให้นั้น หวานกว่าที่เคยกินเป็นไหนๆ
ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหนักแน่น เมื่อต้องตอบคำถามของเพื่อนร่วมงาน
“งานน่ะไม่มีแบ่งแยกสูงต่ำหรอก ขอแค่สหายซูหลันบ้านผมเธอเต็มใจและมีความสุขที่จะทำ แค่นั้นก็พอแล้ว”
สายตาคมเข้มทอดมองไปยังภรรยาที่กำลังตักข้าวให้เหล่าทหารด้วยความคล่องแคล่ว รอยยิ้มบางๆ ที่ประดับบนใบหน้าของเธอขณะทำงานบ่งบอกว่าเธอสบายใจกับหน้าที่นี้จริงๆ
คำตอบที่ตรงไปตรงมาของเขาทำให้ซ่งเว่ยกั๋วและผู้บังคับการกรมจ้าวถึงกับหันมามองหน้ากัน
รองผู้บังคับการกรมโจวผู้นี้ ช่างมีความคิดที่เปิดกว้างและมองการณ์ไกลเสียจริง!
เมื่อดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง เป็นเวลาเลิกงานของเจียงซูหลัน บรรยากาศยามเย็นช่างแตกต่างจากความโกลาหลวุ่นวายเมื่อตอนรุ่งสางลิบลับ
หญิงสาวรู้สึกว่าร่างกายที่เคยปวดร้าวระบมเมื่อวันวานกลับเบาเนื้อเบาตัวขึ้นอย่างน่าประหลาด อารมณ์ขุ่นมัวก็พลอยจางหายไป เหลือไว้เพียงความสดชื่นแจ่มใส
ระหว่างทางเดินกลับบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นดอกไม้ป่าดอกเล็กๆ สีสันสดใสชูช่ออยู่ริมทาง เธอจึงอดใจไม่ไหวที่จะเก็บติดมือกลับมาด้วยสักกำมือหนึ่ง หมายมั่นปั้นมือว่าจะนำไปจัดใส่ขวดแก้ววางประดับไว้บนโต๊ะให้บ้านดูมีชีวิตชีวา
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในเขตบ้าน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างสูงใหญ่ของโจวจงเฟิงที่กำลังง่วนอยู่กับการซักผ้าและตากผ้าอยู่ในลานบ้าน
เจียงซูหลันรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเขาด้วยความตื่นเต้น พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ปิดความดีใจไว้ไม่มิด
“โจวจงเฟิง พรุ่งนี้เช้าคุณไม่ต้องลำบากปลุกฉันแล้วนะ หัวหน้าฝ่ายพลาธิการใจดีปรับเวลาเข้างานให้ฉันใหม่แล้ว ต่อไปฉันไปถึงโรงอาหารตอนหกโมงครึ่งก็ทันถมเถ”
ความรื่นรมย์แผ่ซ่านออกมาในทุกถ้อยคำที่เธอเอื้อนเอ่ย
มือหนาที่กำลังสะบัดผ้าตากถึงกับชะงักค้างกลางอากาศ โจวจงเฟิงหันกลับมามองภรรยาตัวน้อย รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นที่มุมปาก น้ำเสียงของเขานุ่มนวลชวนฟัง “ยินดีด้วยนะ”
รอยยิ้มของเจียงซูหลันกว้างจนตาหยีเป็นสระอิ ความสุขฉายชัดบนใบหน้าหวาน “ฉันนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าหัวหน้าฝ่ายพลาธิการจะเป็นคนจิตใจดีขนาดนี้ ฉันไปสายตั้งสองชั่วโมง แทนที่จะดุด่าว่ากล่าว เขากลับอนุญาตให้ฉันเข้างานสายได้ในวันต่อๆ ไปเสียอีก”
“ต่อไปนี้คุณก็จะได้นอนยาวๆ ไม่ต้องตื่นมาปลุกฉันตอนเช้ามืดแล้วนะ”
เธอพูดด้วยความโล่งใจ เพราะที่ผ่านมาก็เกรงใจเขาไม่น้อยที่ต้องพลอยตื่นก่อนเวลาเพื่อมาปลุกเธอ
เมื่อเห็นภรรยามีความสุข สีหน้าเคร่งขรึมของโจวจงเฟิงก็พลันผ่อนคลายลง สายตาที่ทอดมองเธอเต็มไปด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน เขาเอียงคอถามยิ้มๆ “แค่ไม่ต้องตื่นเช้า ดีใจขนาดนั้นเลยเชียวหรือ?”
เจียงซูหลันพยักหน้าหงึกหงักยืนยันหนักแน่น น้ำเสียงสดใสราวกับนกกระจิบ “คุณก็รู้นี่นาว่าฉันมันพวกตื่นเช้าไม่ไหว ตื่นมาทีไรพาลจะหงุดหงิดทุกที ให้ตื่นเช้ามืดขนาดนั้นมันเหมือนสูบวิญญาณฉันไปครึ่งหนึ่งเลยนะ”
สำหรับเธอแล้ว หกโมงเช้าคือขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายจะรับไหว การต้องลากสังขารไปทำงานตอนตีสามครึ่ง มันช่างโหดร้ายทารุณเหลือเกิน
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการรักษางานนี้ไว้ เธอคงถอดใจไปนานแล้ว
โจวจงเฟิงยืนนิ่งมองท่าทางน่าเอ็นดูนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำเสียงทุ้มต่ำ “ขอแค่คุณมีความสุขก็พอ” สำหรับเขาแล้ว นั่นคือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด
“อะไรนะ?” เสียงพึมพำของเขาเบาหวิวไปกับสายลม เจียงซูหลันที่มัวแต่ดีใจได้ยินไม่ถนัดนัก จึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแล้วถามซ้ำ
แววตาของชายหนุ่มไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน “เย็นนี้คุณกินข้าวมาหรือยังครับ?”
เจียงซูหลันส่ายหน้าดิก “ยังเลย แต่เสี่ยวหลิวใจดีให้ซาลาเปาไส้เนื้อมาตั้งสองลูกแน่ะ”
เธอรีบล้วงห่อกระดาษน้ำมันออกมาจากด้านหลังราวกับเด็กอวดของเล่น “ดูสิ ตรงนี้มีซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตๆ สองลูก เย็นนี้เราแค่ทำแกงจืดง่ายๆ สักอย่างมากินคู่กันก็พอแล้ว”
ในที่สุดเธอก็สามารถยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ต้องคอยพึ่งพาเงินเดือนของโจวจงเฟิงเพียงฝ่ายเดียว ความรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถหาเลี้ยงชีพได้มันช่างหอมหวานเสียจริง
สายตาของโจวจงเฟิงจดจ้องอยู่ที่ห่อซาลาเปานั้นครู่หนึ่ง นัยน์ตาฉายแววลึกซึ้ง “ทำไมไม่กินตอนร้อนๆ ที่โรงอาหารล่ะ?”
เขารู้ดีว่าสวัสดิการอาหารของพนักงานโรงอาหารนั้นดีเยี่ยมเพียงใด
เจียงซูหลันส่ายหน้าพลางยิ้มบาง “ก็บ้านเรายังไม่เคยทำซาลาเปาไส้เนื้อกินกันเลยนี่นา ฉันก็เลยอยากเก็บมาแบ่งกินกับคุณที่บ้าน”
ประโยคบอกเล่าที่แสนธรรมดา แต่กลับดังก้องเข้าไปในหัวใจของโจวจงเฟิง ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด “อืม... ถ้าอย่างนั้นผมขอแตงกวาทุบอีกสักจานแล้วกัน”
แตงกวาทุบฝีมือเจียงซูหลันนั้นเป็นเลิศ รสชาติเปรี้ยวนำหวานตาม กรุบกรอบสดชื่น เหมาะอย่างยิ่งที่จะทานดับร้อนในฤดูนี้
เจียงซูหลันกำลังอารมณ์ดี จึงตอบรับเสียงใส “ได้เลยค่ะ ไม่มีปัญหา” เธอกวาดตามองเสื้อผ้าที่ตากเรียงรายอยู่เต็มลานบ้าน แล้วหันมายิ้มกว้างให้สามี
“ฉันอนุญาตให้คุณสั่งกับข้าวเพิ่มได้อีกหนึ่งอย่าง ถือเป็นรางวัลตอบแทนที่คุณช่วยซักผ้ากองโตให้ฉัน”
ผ้ากองนั้นเธอหมักหมมไว้สองวันแล้วเพราะความเหนื่อยล้า นึกไม่ถึงว่ากลับมาจะพบว่าโจวจงเฟิงจัดการซักตากจนสะอาดเอี่ยม
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่เพียงครู่เดียว “เอาแค่แตงกวานั่นแหละครับ”
ความจริงไม่ใช่ว่าไม่อยากกินของอร่อย แต่เขาสงสารเจียงซูหลันที่ตรากตรำทำงานมาทั้งวัน แตงกวาทุบเป็นเมนูที่ขั้นตอนน้อยที่สุด ไม่ต้องก่อไฟตั้งเตาให้ร้อน เพียงแค่ทุบแตงกวาแล้วปรุงรสก็พร้อมทาน
เจียงซูหลันนึกในใจว่าสามีคนนี้ช่างเลี้ยงง่ายเสียจริง เธอจึงคว้าผักที่มีอยู่ในบ้าน เตรียมจะเดินไปแลกแตงกวาจากเพื่อนบ้านสักสองสามลูก
แต่แล้วสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในแปลงผักหน้าบ้าน เมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งหว่านลงไปเมื่อหลายวันก่อน บัดนี้ต่างพากันแทงยอดอ่อนโผล่พ้นดินขึ้นมาทักทายโลก
“อุ๊ย! โจวจงเฟิง ผักบ้านเรางอกแล้วค่ะ!” เจียงซูหลันร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น รีบนั่งยองๆ ลงข้างแปลงผัก ปลายนิ้วเรียวค่อยๆ เขี่ยสัมผัสต้นกล้าจิ๋วอย่างทะนุถนอม
เจ้าต้นกล้าน้อยๆ สูงเพียงหัวแม่มือ สีเขียวอ่อนละมุนตา ดูแล้วช่างน่าเอ็นดูและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
โจวจงเฟิงเดินตามมายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง “ฝนที่ตกหนักเมื่อวันก่อนคงช่วยกระตุ้นให้มันงอกเร็วน่ะครับ”
เขาเองก็คอยเฝ้าสังเกตการณ์แปลงผักน้อยๆ นี้อยู่ทุกวันเช่นกัน
ความรู้สึกอิ่มเอิบใจถาโถมเข้ามาในอกของเจียงซูหลัน ทุกอย่างช่างดูราบรื่นสวยงามไปเสียหมด
“พองอกแล้วแบบนี้อีกเดี๋ยวก็คงโตพรวดพราด รอให้ต้นแข็งแรงกว่านี้อีกนิด ฉันจะแยกมันไปปลูกตรงที่ว่างด้านข้าง ไม่เกินหนึ่งเดือนหรอก บ้านเราก็จะมีผักสดๆ กินโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อแล้ว อีกไม่เกินสองเดือน ทั้งมะเขือเทศ แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือม่วง คงออกผลให้เก็บกินไม่หวาดไม่ไหว”
“อ้อ แล้วก็เจ้าถั่วฝักยาวพวกนี้ พอโตแล้วต้องทำค้างให้มันเลื้อย โจวจงเฟิง... คุณอย่าลืมหาเวลาไปตัดไม้ไผ่ลำเล็กๆ ในป่ามาเตรียมไว้ด้วยนะคะ”
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเป็นประกายสีทองอาบไล้ร่างของหญิงสาวที่นั่งยองๆ อยู่กลางสวนผัก เผยให้เห็นลำคอขาวระหงที่โผล่พ้นปกเสื้อ เสียงเจื้อยแจ้วที่พรรณนาถึงเรื่องราวในบ้านและแผนการปลูกผัก ฟังดูเรียบง่ายและธรรมดายิ่งนัก
ทว่าในสายตาของโจวจงเฟิง ภาพตรงหน้ากลับงดงามจับใจ เป็นภาพของ “ครอบครัว” และ “บ้าน” ในแบบที่เขาโหยหาแต่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน
ลูกกระเดือกของชายหนุ่มขยับไหว นัยน์ตาคมเข้มทอประกายระยิบระยับด้วยความสุขลึกซึ้ง “ตกลงครับ ผมจะจัดการให้”
“นอกจากค้างผักแล้ว ยังอยากได้อะไรอีกไหม?”
เจียงซูหลันเอียงคอครุ่นคิด “อืม... ถ้าหาเมล็ดบวบมาได้ ฉันอยากจะปลูกให้มันเลื้อยคลุมกำแพงรั้วสักรอบ เราจะได้มีบวบกินยาวไปจนถึงฤดูใบไม้ร่วงเลย”
“แล้วก็... ฉันอยากปลูกไม้ผลเพิ่มอีกสักสองสามต้น บนเกาะนี้ผลไม้เยอะแยะไปหมด ฉันอยาก...”
ดวงตาคู่สวยหยีลงอย่างมีความสุข จินตนาการบรรเจิดเพริศแพร้ว “ถ้าแค่เดินออกไปหน้าบ้านก็เด็ดมะพร้าว มะม่วง ลิ้นจี่ กล้วยหอม หรือมะไฟกินได้สดๆ ก็คงจะดีไม่น้อย”
นี่เป็นความฝันที่เธอได้ยินเหมียวหงอวิ๋นพร่ำบ่นให้ฟังอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่ได้ยิน เธอก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายตามด้วยความอยาก
โจวจงเฟิงก้มมองภรรยาตัวน้อยด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู “ได้สิ”
“มีอีกไหม?”
คำถามนี้ทำเอาเจียงซูหลันต้องขบคิดหนัก เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานบ้านที่ยังว่างเปล่า
“ตรงนี้... ถ้ามีโต๊ะหินม้าหินอ่อนสักชุดก็คงจะวิเศษไปเลย หน้าร้อนฉันจะได้มานอนเล่นใต้ซุ้มองุ่นที่ใบดกหนา กอดลูกมะพร้าวดูดน้ำหวานๆ แล้วหลับตาพริ้มรับลมทะเลเย็นๆ”
หญิงสาวหันมาสบตาสามี แววตาเป็นประกายวิบวับ “โจวจงเฟิง คุณว่าภาพแบบนั้นมันสุดยอดไปเลยใช่ไหมคะ?”
สีหน้าท่าทางของเธอในยามนี้ช่างดูมีชีวิตชีวา เปี่ยมไปด้วยความหวังและความปรารถนาที่จะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังแฝงความไร้เดียงสาบริสุทธิ์ดุจเด็กสาวที่กำลังวาดฝันถึงโลกที่สวยงาม
[จบบท]