บทที่ 218: เทคนิคการจับหอยหลอด
ในเวลานี้ เจียงซูหลันแทบจะระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ หญิงสาวบรรจงใช้พลั่วเกลี่ยหน้าทรายจนเรียบเนียน เผยให้เห็นปากรูที่กลมเกลี้ยงสมบูรณ์ จากนั้นจึงรับขวดน้ำเกลือมาถือไว้ แล้วจัดการฉีดน้ำเกลือลงไปที่ปากรูนั้นอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังรดน้ำต้นไม้
เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
ก้อนเนื้อนุ่มนิ่มสีขาวนวลก็พุ่งพรวดพราดออกมาจากใต้โพรงทราย เจียงซูหลันตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น มือเรียวรีบพุ่งเข้าไปคว้าจับเป้าหมายเอาไว้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
จังหวะนั้นเธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเจ้าหอยหลอดตัวดีจะพ่นน้ำใส่หน้าเธอจนเปียกปอนไปหมด
ทว่าเมื่อได้สัมผัสและลงมือจับจริงๆ หญิงสาวถึงได้ประจักษ์ว่าเจ้าหอยหลอดตัวนี้มีพละกำลังมหาศาลเพียงใด ยิ่งเธอออกแรงดึงมาข้างนอกมากเท่าไหร่ เจ้าหอยหลอดก็ยิ่งหดตัวมุดหนีลงไปด้านล่างแรงเท่านั้น
สถานการณ์กลายเป็นการชักเย่อระหว่างคนกับหอย หากยังฝืนดึงต่อไปแบบนี้ เจียงซูหลันเกรงว่าทั้งลิ้นและจมูกของเจ้าหอยหลอดคงได้ขาดกระเด็นออกจากกันเป็นแน่
หวังสุ่ยเซียงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเอ่ยแนะนำขึ้น “พ่นน้ำเกลือใส่เลย”
เจียงซูหลันปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นโดยพลัน นับว่ายังโชคดีที่เหตุการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี ในที่สุดเธอก็สามารถดึงเจ้าหอยหลอดจอมดื้อด้านขึ้นมาจากใต้ผืนทรายได้สำเร็จ
แต่ทว่า... ชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยจมูกของมันที่ขาดสะบั้น
เจียงซูหลันถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกเสียดาย
ผิดกับหวังสุ่ยเซียงที่โบกมืออย่างไม่ยี่หระ “จมูกขาดก็ช่างมันเถอะ ปกติส่วนนั้นเราก็ไม่ได้กินกันอยู่แล้ว ขอแค่ลิ้นมันไม่ขาดก็พอ”
เจียงซูหลันขานรับในลำคอ จากนั้นการล่าหอยหลอดในอีกสิบกว่ารูถัดมาเธอก็รับหน้าที่เป็นมือฉีดน้ำและขุดเองทั้งหมด ช่วงแรกทุกอย่างดูราบรื่นราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่พอเข้าช่วงหลัง ดูเหมือนเหล่าหอยหลอดจะเริ่มวิวัฒนาการความฉลาดขึ้นมา
พวกมันเพียงแค่อมน้ำเกลือไปคำเดียว แล้วก็รีบหดตัวกลับลงไปในรูลึกทันทีอย่างรู้ทัน
หวังสุ่ยเซียงผู้เจนจัดในสนามล่าตาไวและมือไวยิ่งกว่า หญิงสาวคว้าพลั่วขึ้นมาแล้วขีดเส้นลงบนพื้นทราย กะระยะห่างจากปากรูเจ้าเล่ห์นั้นออกไปประมาณยี่สิบเซนติเมตรอย่างแม่นยำ “มาๆ ขุดลงไปตรงนี้ เร็วเข้า”
เจียงซูหลันกะพริบตาปริบๆ “???”
ใบหน้าสวยหวานเต็มไปด้วยความมึนงงสงสัย
พี่สะใภ้เหมียวหงอวิ๋นที่มองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ส่งพลั่วให้พี่สะใภ้หวังสุ่ยเซียงของเธอเถอะ ให้เขาแสดงฝีมือพาเธอไปเปิดหูเปิดตา ดูซิว่าหอยหลอดที่กำลังคิดหนีจะถูกจับกลับมาได้ยังไง”
เจียงซูหลันผู้ว่าง่ายรีบส่งพลั่วให้กับหวังสุ่ยเซียงโดยไม่อิดออด
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ ทันทีที่หวังสุ่ยเซียงขีดเส้นกำหนดเขตสังหารเสร็จ เธอก็ลงมือใช้พลั่วขุดพรวดลงไปตามแนวเส้นนั้น กะระยะความลึกประมาณสิบกว่าเซนติเมตร ก่อนจะสอดแขนล้วงลึกลงไปควานหาเป้าหมายภายในโพรงทราย เพียงชั่วอึดใจเดียว
เธอก็ลากตัวเจ้าหอยหลอดตัวปัญหานั้นออกมาจนได้ พลางบ่นพึมพำกับเหยื่อในมืออย่างผู้ชนะ “หนีอีกสิ เชิญหนีเลย แกหนีเป็น ฉันก็คำนวณเส้นทางหนีเป็นเหมือนกัน มาวัดกันดูซิว่าใครจะแน่กว่ากัน”
ผลสรุปคือหวังสุ่ยเซียงเป็นผู้กำชัยชนะด้วยฝีมือที่เหนือชั้นกว่าหลายขุม
เจียงซูหลันมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าจนตาค้าง “พี่สะใภ้หวังสุ่ยเซียง นี่มันเป็นเทคนิคเฉพาะทางเลยนะคะเนี่ย”
จะเรียกว่าเป็นแค่วิธีขุดธรรมดาคงไม่ได้แล้วกระมัง
ขนาดเส้นทางการหลบหนีของหอยหลอด ยังถูกพี่สะใภ้หวังคำนวณดักทางไว้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เหมียวหงอวิ๋นหัวเราะร่า “พี่สะใภ้หวังสุ่ยเซียงของเธอเป็นคนมีน้ำใจกว้างขวาง ก่อนหน้านี้เคยไปช่วยงานชาวประมงเฒ่าคนหนึ่ง แกเลยถ่ายทอดวิชานี้ให้เป็นรางวัล”
หวังสุ่ยเซียงใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝนกับชาวประมงผู้นั้นอยู่หลายเดือน เรียกได้ว่าในบรรดากลุ่มสมาคมแม่บ้านทหาร เทคนิคการจับสัตว์ทะเลของหวังสุ่ยเซียงนั้นยืนหนึ่งอยู่ในแถวหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย
เจียงซูหลันพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง “พี่สะใภ้หวังสุ่ยเซียง พี่เก่งกาจจริงๆ ค่ะ”
หวังสุ่ยเซียงได้ยินคำชมก็อดหัวเราะร่าเริงไม่ได้ “ซูหลัน ขอแค่เธอมาออกรอบจับสัตว์ทะเลกับฉันบ่อยๆ ฉันรับรองเลยว่าไม่เกินสามเดือน ฉันจะถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาประจำตระกูลให้เธอหมดไส้หมดพุงเลย”
การได้มาจับสัตว์ทะเลกับซูหลันนี่ถือว่าดวงเฮงจริงๆ
วันนี้ที่ขุดได้มีแต่ระดับราชาหอยหลอดตัวอวบอ้วนทั้งนั้น
ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ขุดทีไรก็ได้แต่หอยหลอดตัวลีบเล็กผอมแห้ง แบบนั้นแทบจะไม่มีเนื้อหนังมังสาให้เคี้ยว
เจียงซูหลันพยักหน้ารับคำอย่างจริงจัง “ตกลงตามนั้นค่ะ”
ตลอดเส้นทางที่มุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือ หวังสุ่ยเซียงโชว์ฝีมือขุดหอยหลอดได้เป็นร้อยตัว พอช่วงหลังน้ำเกลือเริ่มร่อยหรอไม่พอใช้ ทันทีที่เห็นปากรู เธอก็ใช้พลั่วขุดสดๆ ด้วยความชำนาญ
เจียงซูหลันคอยเป็นลูกมือช่วยหยิบจับ จนกระทั่งมาถึงเขตทิศเหนือ ลำพังแค่หอยหลอดอย่างเดียวพวกเธอก็โกยใส่ถังไปกว่าค่อนแล้ว
นี่ยังไม่นับรวมหอยแครง หอยเป๋าฮื้อปลอม และปลาหมึกยักษ์ที่จับได้ระหว่างทางอีก
ปริมาณมากมายก่ายกองจนเกือบจะล้นถังใบเล็กของใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มแล้ว
หวังสุ่ยเซียงมีสีหน้าเปี่ยมสุข “ต่อให้มาถึงทางเหนือแล้วไม่เจออะไรเพิ่ม วันนี้พวกเราก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย ไม่เสียเที่ยวเปล่าแล้วล่ะ”
ลำพังแค่หอยหลอดถังนี้ ก็ถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงแล้ว
เจียงซูหลันหวนนึกถึงคำทำนายกลายๆ จากหน้าต่างข้อความ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ลองไปดูกันเถอะค่ะ ถ้าไม่มีอะไรพวกเราค่อยกลับกัน”
เธอเลือกที่จะไม่พูดรับประกันความสำเร็จจนเต็มร้อย เพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกต
บริเวณชายหาดทางทิศเหนือนี้ก็มีแนวโขดหินเรียงรายอยู่เช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างจากแนวโขดหินที่พวกเธอเคยไปคราวก่อนคือ โขดหินทางฝั่งนี้มีขนาดมหึมาและสูงตระหง่านกว่ามาก
เกลียวคลื่นจากทะเลซัดสาดเข้ากระทบโขดหินจนเกิดฟองคลื่นสีขาวฟูฟ่อง ซึ่งกระเซ็นขึ้นมาถึงเพียงแค่บริเวณฐานล่างของโขดหินเท่านั้น
เจียงซูหลันกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าแนวโขดหินนี้ตั้งอยู่ประชิดติดกับทะเลมาก จนคลื่นยังสามารถซัดสาดถึงได้ตลอดเวลา
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า “น้ำทะเลจะขึ้นสูงจนท่วมตรงนี้ไหมคะ”
หวังสุ่ยเซียงและเหมียวหงอวิ๋นส่ายหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องคิด “ไม่หรอก เมื่อวานพายุฝนเพิ่งจะถล่มไป วันนี้อย่างมากก็น้ำลง โอกาสที่น้ำจะหนุนสูงขึ้นมามีไม่มากหรอก”
คำยืนยันจากผู้มีประสบการณ์ทำให้เจียงซูหลันคลายใจลงได้
บนโขดหินมีหอยตัวเล็กตัวน้อยเกาะอยู่เต็มพรึ่บ ด้านบนยังมีหอยหมวกแม่ทัพเกาะอยู่ประปราย แต่ประสบการณ์จากคราวที่แล้วที่ได้หอยหมวกแม่ทัพมาหลายสิบชั่งจนกินกันแทบไม่ไหว ทำเอาเจียงซูหลันรู้สึกเข็ดขยาดจนไม่อยากจะได้มันเพิ่มอีก
เธอจึงหิ้วถังใบเล็กพร้อมกับพลั่วคู่ใจเดินแยกออกไปด้านหน้า
การเดินตรากตรำกลางแดดและลมทะเลเป็นเวลานานเริ่มส่งผลต่อร่างกาย ออกจากบ้านกันมาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ตอนนี้ปาเข้าไปเก้าโมงกว่าแล้ว กิจกรรมการจับสัตว์ทะเลกินเวลาไปกว่าสองชั่วโมง ความเหนื่อยล้าเริ่มเข้าครอบงำ
“ฉันขอพักสักครู่นะคะ พวกพี่ขุดกันไปก่อนเลย”
ทางด้านหวังสุ่ยเซียงกับเหมียวหงอวิ๋นนั้น แม้หอยหมวกแม่ทัพที่นี่จะไม่ชุกชุมเท่าแหล่งเดิม แต่ในสายตาของแม่บ้านผู้รู้จักค่าของอาหาร แม้จะเป็นขาของยุงก็นับเป็นเนื้อสัตว์เหมือนกัน อีกทั้งรสชาติหวานสดของหอยชนิดนี้ที่ได้ลิ้มลองคราวก่อนยังติดตรึงใจ ย่อมตัดใจทิ้งขว้างไม่ลงเป็นธรรมดา
“ได้สิจ๊ะ เธอไปนั่งพักตรงนั้นรอพวกเราก่อนนะ เดี๋ยวพวกเราตามไป”
เจียงซูหลันขานรับเสียงใส ก่อนจะมองหาก้อนหินที่มีพื้นผิวค่อนข้างเรียบ เหมาะแก่การหย่อนกาย เธวางถังเล็กลงข้างตัวอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยทรุดตัวลงนั่ง
ทันทีที่ก้นสัมผัสหินและเริ่มขยับแขนเพื่อคลายความเมื่อยขบ
หน้าต่างข้อความเจ้าเก่าก็เด้งเตือนขึ้นมาเบื้องหน้าอีกครั้ง
【ซูซูรู้ตัวไหมว่า ภายใต้ก้นงามๆ ที่เธอนั่งทับอยู่นั่นคืออะไร】
【คืออะไรเหรอ】
【มันคือคลังแสงอาหารทะเลที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดไงล่ะ!】
【งั้น... ที่ซูซูบอกว่าเหนื่อยแล้วขอพักเนี่ย เป็นข้ออ้างใช่ไหม ใช่ไหม ใช่ไหม】
【ฉันว่ามันดูเหมือนเป็นข้ออ้างเพื่อจะหยุดพัก แล้วก็ถือโอกาสดูลาดเลา พอเจอของดีเข้าให้ก็เสร็จโก๋】
【ตอบถูกแล้วจ้า ฉันรู้สึกว่าทุกครั้งซูซูมักจะมีแผนการอันแยบยลเพื่อปกปิดความจริงเสมอ】
【ก่อนหน้านี้ที่แกล้งหาวแล้วทำตาหยีก็ใช่ คราวนี้บ่นเหนื่อยแล้วบิดขี้เกียจก็ใช่อีก พวกเธอไม่สังเกตกันเหรอ จังหวะที่ซูซูบิดขี้เกียจ ปลายนิ้วของเธอชี้ไปที่ตำแหน่งนั้น มันก็คือ...】
หน้าต่างข้อความเงียบกริบไปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ก่อนจะตามมาด้วยข้อความที่สาดกระหน่ำรัวเร็วยิ่งกว่าพายุ
【เชี่ย เชี่ย เชี่ย】
【เยอะมาก เยอะมากจริงๆ ทั้งหมดนั่นเลย ยุบยับไปหมด】
【นี่ถ้าเปลี่ยนเป็นเงินหยวน จะได้เท่าไหร่กันเนี่ย!】
เจียงซูหลันชะงักกึกไปชั่วขณะ หญิงสาวค่อยๆ หันไปมองตามทิศทางที่แขนตัวเองยืดเหยียดออกไป
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือด้านหลังของโขดหินก้อนนั้น มีสิ่งมีชีวิตเปลือกแข็งสีขาวเกาะกลุ่มรวมกันอยู่อย่างหนาแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง?
[จบบท]