บทที่ 255: บรรจุเป็นพนักงานประจำ
โจวจงเฟิงมองสหายตรงหน้า แววตาฉายแววอ่อนใจระคนเอ็นดูเมื่อเอ่ยถึงภรรยา “เธออยากทำงานครับ”
ในเมื่อภรรยาต้องการแบบนั้น คนเป็นสามีอย่างเขาก็ทำได้แค่สนับสนุนให้ถึงที่สุด
สิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือพยายามกางปีกปกป้องเธอ ช่วยกันแดดกันฝนในจุดที่เธออาจมองไม่เห็น เพื่อให้เธอได้ทำในสิ่งที่รักอย่างสบายใจ
“พอๆ หยุดเลย ผมไม่อยากฟัง” หัวหน้าฝ่ายพลาธิการรีบยกมือห้าม ทำหน้าเหม็นเบื่อ “คนโสดค้างปีอย่างผมต้องมาทนเห็นพวกคุณสาดความหวานใส่กันทุกวี่ทุกวันแบบนี้ ถามจริงเถอะ เห็นใจกันบ้างไหม เป็นผมไม่ง่ายเลยนะจะบอกให้”
โจวจงเฟิงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง เพียงแค่ยกมือประสานคารวะไปทางคู่สนทนาอย่างจริงจัง “ยังไงก็ฝากด้วยนะครับ”
“คุณวางใจเถอะน่า แค่เรื่องที่สหายเสี่ยวเจียงได้รับโควตาบรรจุเป็นพนักงานประจำ แค่ข้อนี้ข้อเดียว เธอก็แทบจะเดินกร่างในโรงครัวได้แล้ว ใครจะกล้าหือ”
ต้องเข้าใจว่าคนในโรงครัวทั้งหมดมีตั้งสามสิบกว่าชีวิต แต่คนที่มีสถานะเป็นพนักงานประจำกินเงินเดือนหลวงจริงๆ มีไม่ถึงสิบคน
อัตราส่วนน้อยยิ่งกว่าหนึ่งในสามเสียอีก ใครได้เป็นก็เหมือนถูกหวยรางวัลใหญ่
โจวจงเฟิงส่งเสียงรับคำในลำคอ เมื่อธุระจบลง เขาก็หมุนตัวเตรียมจะกลับ
ทว่าเจียงซูหลันที่แอบชะเง้อคอมองสถานการณ์อยู่ในห้องตลอด พอเห็นสามีเดินออกมาก็รีบวิ่งซอยเท้าตามมาทันที “โจวจงเฟิง เมื่อกี้คุณคุยอะไรกับหัวหน้าฝ่ายพลาธิการเหรอคะ?”
โจวจงเฟิงมองใบหน้าอยากรู้อยากเห็นนั้นแล้วยิ้มบางๆ ไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมด “ก็แค่พูดกำชับเรื่องการบรรจุงานของคุณนิดหน่อยน่ะ”
“อ้อ...” เจียงซูหลันก้มหน้าบีบนิ้วตัวเองไปมา ท่าทางอึกอักเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้น “เอ่อ เรื่องนั้นน่ะ...”
“เรื่องนั้นคุณทำได้ดีมากครับ แต่คราวหลังอย่าทำอีกนะ ผมเป็นห่วง”
หญิงสาวมองซ้ายแลขวาเลิ่กลั่ก พอเห็นว่าปลอดคนก็รีบเขย่งปลายเท้าขึ้น จุ๊บแก้มสากของโจวจงเฟิงเบาๆ ไปหนึ่งที แล้วรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ
โจวจงเฟิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพักใหญ่ มือหนายกขึ้นลูบแก้มข้างที่ถูกขโมยหอมช้าๆ ราวกับสัมผัสนุ่มนวลนั้นยังติดตรึงอยู่ไม่จางหาย
ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปาก ส่ายหัวเบาๆ พึมพำกับตัวเอง “ร้ายจริงๆ ยังจะมาใช้แผนสาวงามกับผมอีก”
แต่ก็ต้องยอมรับว่า... มันได้ผลชะงัดนัก เล่นเอาเขาไปไม่เป็นเลยทีเดียว
คำสั่งย้ายและบรรจุงานของเจียงซูหลันอนุมัติลงมาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เอกสารแต่งตั้งพนักงานประจำเพียงฉบับเดียวที่แปะประกาศในช่วงบ่ายสี่โมง ทำเอาโรงครัวที่กำลังวุ่นวายแทบระเบิด
ลองนึกภาพดูสิ คนงานในโรงครัวสามสิบกว่าชีวิต บางคนก้มหน้าก้มตาทำงานหนักมาตั้งหลายปี รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่เคยได้รับโอกาสบรรจุ
แต่เจียงซูหลันเพิ่งมาทำงานที่โรงอาหารได้กี่วันกันเชียว!
เงินเดือนเดือนแรกยังไม่ทันจะได้รับด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็ได้กระโดดข้ามหัวรุ่นพี่ไปเป็นพนักงานประจำเสียแล้ว
แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!
บรรดาพี่ป้าน้าอาที่เคยเข้ามาหยอกล้อ พูดคุยหัวเราะกับเจียงซูหลันอย่างสนิทสนมเมื่อตอนเช้า พากันเงียบกริบราวกับเป็นคนละคน
สายตาที่ทุกคนมองมายังเจียงซูหลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันเต็มไปด้วยความกังขา และส่วนใหญ่คือความไม่ยอมรับ
แม้เจียงซูหลันจะเตรียมใจไว้บ้างแล้วว่าการได้บรรจุงานครั้งนี้จะต้องก่อคลื่นลมในโรงครัวแน่ๆ แต่เธอก็คิดไม่ถึงว่าพายุลูกนี้จะมาเร็วและรุนแรงขนาดนี้
พี่สาวที่เคยแสนดี เคยคุยจ้อกันอย่างถูกคอ กลับมองเธอด้วยสายตาเย็นชาราวกับเห็นศัตรูคู่แค้น
บรรยากาศอึมครึมชวนอึดอัดนี้ดำเนินไปจนกระทั่งหัวหน้าฝ่ายพลาธิการเรียกทุกคนมาประชุมด่วน สถานการณ์ตึงเครียดถึงได้คลี่คลายลงบ้าง
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการกระแอมเรียกสติลูกน้อง “ทุกคนคงรู้ข่าวกันแล้วใช่ไหม? คำสั่งบรรจุงานของสหายเจียงซูหลันอนุมัติลงมาแล้ว เธอจะเป็นพนักงานประจำคนที่สิบของโรงอาหารเรา”
สิ้นเสียงประกาศ ความอดทนของทุกคนก็ขาดผึง “หัวหน้าครับ! ผมทำงานที่นี่มาแปดปี ป้าหนิวทำมาเก้าปี พวกเราล้วนเป็นคนครัวเก่าแก่ที่บุกเบิกมาด้วยกัน ยังไม่เห็นองค์กรจะเจียดโควตาบรรจุมาให้พวกเราสักที่ แต่เสี่ยวเจียงเพิ่งมาได้ไม่เท่าไหร่เองนะ ทำไมถึงข้ามหน้าข้ามตาพวกเราแบบนี้!”
ตำแหน่งพนักงานประจำก็เหมือนชิ้นเนื้อติดมันชิ้นโต ใครๆ ก็อยากจะตะครุบไว้
ตอนที่ยังไม่มีชิ้นเนื้อมาล่อตาล่อใจ ทุกคนย่อมรักใคร่กลมเกลียวกันดี
แต่พอชิ้นเนื้อปรากฏขึ้นกลางวง อย่าว่าแต่เจียงซูหลันที่เป็นเด็กใหม่เลย ต่อให้เป็นเพื่อนตายที่กอดคอกันมานับสิบปี ก็คงพร้อมจะหันมาฉีกอกกันเองได้ง่ายๆ
“พอได้แล้ว! เงียบกันหน่อย!”
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการตบโต๊ะเสียงดัง ก่อนจะโบกมือปราม “ทำไมเสี่ยวเจียงถึงได้บรรจุ? พวกคุณยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ นั่นเพราะเขามีความสามารถ! เขาซื้อพันธบัตรเพื่อการก่อสร้างจนได้รับธงเกียรติยศ ไม่พอยังช่วยกระตุ้นยอดขายพันธบัตรของทางใต้ทางอ้อมจนพุ่งกระฉูด
และยิ่งไปกว่านั้น ก็เพราะเธอนี่แหละ ที่ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในท้องถิ่นถึงกับโทรศัพท์สายตรงมาหา และยอมผ่อนปรนเรื่องนโยบายป่ายางพารา ไม่คัดค้านโครงการของเราอีกต่อไป ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรกหรือเรื่องหลัง ขอแค่พวกคุณที่ยืนหัวโด่กันอยู่ตรงนี้มีสักคนที่มีปัญญาทำได้แบบเขา โควตาบรรจุนี้ก็คงไม่ตกเป็นของเสี่ยวเจียงหรอก!”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดโครมใส่หน้า ทุกคนเงียบกริบจนได้ยินเสียงหายใจ
เถียงไม่ออกจริงๆ พวกเขาไม่มีความสามารถระดับสร้างปาฏิหาริย์แบบเจียงซูหลัน แต่ถึงจะไม่มีผลงานโดดเด่น อย่างน้อยก็มีความชอบจากการตรากตรำทำงานหนักมานานไม่ใช่หรือไง! มันน่าน้อยใจนัก
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการไม่อยากฟังเสียงนกเสียงกาอีก
“เอาล่ะ เรื่องการบรรจุถือเป็นที่สิ้นสุด พวกคุณจะโวยวายไปก็ไม่มีประโยชน์ กลับไปทำงานได้แล้ว เลิกประชุม!” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งแล้วหันไปกวักมือเรียกหญิงสาว “เสี่ยวเจียง คุณตามผมมาที่ห้องทำงานหน่อย”
เจียงซูหลันเม้มปากแน่น พยักหน้ารับคำ ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาที่ทิ่มแทงมาจากรอบทิศ แล้วรีบเดินตามหัวหน้าเข้าไปในห้อง
ทันทีที่แผ่นหลังของเธอหายลับไป
วงสนทนาข้างหลังก็ระเบิดลงทันที
“ฮึ! ทำไมกัน? ถ้าวัดกันที่อายุงาน พวกเราไม่มีใครด้อยไปกว่ายัยเด็กเสี่ยวเจียงนั่นเลยนะ”
“ใช่! ถ้าวัดเรื่องฝีมือทำงาน พวกเราหนึ่งคนทำงานได้เท่ากับหล่อนสองคนด้วยซ้ำ วันๆ เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง”
“แล้วทำไมโควตาบรรจุถึงประเคนให้หล่อน ไม่ให้พวกเรา? ยุติธรรมตรงไหน”
“ไม่ได้การล่ะ เรื่องนี้จะยอมให้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ พวกเราต้องสั่งสอนให้หล่อนรู้สำนึกเสียบ้าง ว่าที่นี่ใครเป็นใคร!”
คำพูดของป้าหนิวช่างกระแทกใจคนฟังเข้าอย่างจัง
แต่ถึงแม้จะตรงใจแค่ไหน ไม่ว่าใครก็คาดไม่ถึงว่าคนอย่างป้าหนิวจะเป็นคนแรกที่พูดประโยคนั้นออกมา
เพราะปกติแล้ว ภาพจำที่ทุกคนเห็นคือป้าหนิวที่คอยเดินตามหลังเจียงซูหลันต้อยๆ ปากก็พร่ำเรียก 'เสี่ยวเจียงจ๊ะ เสี่ยวเจียงจ๋า' 'เสี่ยวเจียงเธอช่างมีวาสนาจริงๆ นะ'
หรือกระทั่ง 'เสี่ยวเจียงถ้าไม่ได้เจอเธอ ชาตินี้ฉันคงไม่รู้ว่านางฟ้าเดินดินหน้าตาเป็นยังไง'
ป้าหนิวคนนั้น... คนที่สนิทสนมกลมเกลียวกับเจียงซูหลันแทบจะตัวติดกันทุกวัน กลับกลายเป็นคนแรกที่ประกาศกร้าวว่าจะสั่งสอนเจียงซูหลันให้รู้สำนึก
แถมยังเป็นแกนนำคนแรกที่กล้าพูดโพล่งออกมากลางวง
ดังนั้น พอสิ้นเสียงของป้าหนิว แม้ทุกคนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับเนื้อหา แต่สายตาที่มองไปยังเธอกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เป็นสายตาแปลกๆแบบเดียวกับที่พวกเธอเคยใช้มองเจียงซูหลันก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
ป้าหนิวถูกจ้องจนเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เธอยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแก้เก้อ แล้วถามเสียงสะบัด “เป็นอะไรกันฮะ? มองหน้าฉันทำไม หน้าฉันมีดอกไม้ติดอยู่หรือไง?”
ทุกคนส่ายหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“ถ้าไม่มีแล้วมองฉันทำไม? ฉันพูดผิดตรงไหนมิทราบ เบื้องบนประเคนโควตาบรรจุใส่พานให้เสี่ยวเจียงแบบนี้ พวกเธอสบายใจกันนักเหรอ? ลองถามใจตัวเองดูสิ คนที่หัวหงอกหัวดำอยู่ตรงนี้มีใครบ้างที่ทำงานมาไม่นานกว่าเสี่ยวเจียง? อายุงานไม่มากกว่า? ประสบการณ์ไม่โชกโชนกว่า?”
พวกเธอทั้งยี่สิบกว่าชีวิต เข้ามาเป็นลูกมือในโรงครัวตั้งแต่ที่นี่ยังตั้งไข่ ฝ่าฟันความลำบากมาด้วยกันตั้งกี่ปี
เฝ้ารอจนตาแทบจะบอด ฝันหวานว่าสักวันจะได้เป็นพนักงานประจำกับเขาบ้าง แต่สุดท้ายพวกเธอกลับคว้าน้ำเหลว คนที่ได้ไปกลับเป็นนังเด็กเมื่อวานซืนอย่างเสี่ยวเจียงที่มาทำงานยังไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ
แบบนี้จะไม่ให้โกรธจนเลือดขึ้นหน้าได้ยังไงไหว
ต้องยอมรับว่าคำพูดของป้าหนิว พูดแทนความในใจอันดำมืดของทุกคนได้อย่างหมดจดจริงๆ
“จะยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด ถึงพวกเราจะเปลี่ยนการตัดสินใจของหัวหน้าไม่ได้ แต่เราก็ทำให้เสี่ยวเจียงอยู่ไม่สุขได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
[จบบท]