บทที่ 260: เคล็ดลับความอร่อย
เจียงซูหลันยืนสังเกตการณ์อยู่หน้าเตาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เมื่อเห็นว่าแป้งในอ่างผสมพร่องลงจนเหลือเพียงกะละมังสุดท้าย หญิงสาวจึงหันไปส่งสัญญาณให้พลาธิการหนุ่ม “สหายเสี่ยวหลิว ดูทันหรือเปล่าคะ ถ้าพอจับเคล็ดลับได้แล้ว แป้งกะละมังสุดท้ายนี้ฉันยกหน้าที่ให้คุณจัดการนะ ส่วนฉันจะไปผัดมันฝรั่งเส้นเตรียมไว้เป็นไส้เอง”
ของอย่างมันฝรั่งเส้นผัดนี้ หัวใจสำคัญคือต้องรีบห่อตอนที่ยังร้อนระอุ แป้งถึงจะนุ่มและไส้ยังคงความกรอบหอม
เสี่ยวหลิวชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าฉายแววลังเลอย่างเห็นได้ชัด “สะใภ้...ผมกลัวจะทำออกมาไม่ได้มาตรฐานแบบที่คุณทำน่ะสิครับ”
หลังจากที่ได้ยืนสังเกตมาสักพัก เขาก็ค้นพบความจริงที่น่าทึ่งว่า เจียงซูหลันไม่ได้แค่ทำอาหารเป็น แต่ทักษะการควบคุมความแรงของไฟและจังหวะจะโคนในการตักแป้งพลิกแป้งของเธอนั้นแม่นยำราวกับจับวาง ทุกครั้งที่สะบัดข้อมือ ทุกครั้งที่เร่งไฟ ล้วนพอเหมาะพอเจาะไม่มีขาดมีเกิน
เจียงซูหลันนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบาง “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ลองดูเถอะ ฝึกไว้เผื่อวันข้างหน้าถ้าฉันไม่อยู่ที่นี่แล้ว คุณจะได้ทำให้ทุกคนกินได้”
“หือ? ไม่อยู่?”
เสี่ยวหลิวอุทานด้วยความตกใจ แต่เจียงซูหลันเพียงแค่ส่งสายตาปรามเบาๆ ไม่ได้ขยายความอะไรต่อ
หญิงสาวหันไปจัดการงานตรงหน้า เธอยกกะละมังสแตนเลสที่บรรจุมันฝรั่งซอยเป็นเส้นสามใบใหญ่มาวางเตรียมไว้ มือเรียวเอื้อมไปจุดเตาเร่งไฟจนกระทะร้อนฉ่า จากนั้นจึงราดน้ำมันลงไป พอไอร้อนเริ่มขึ้น ก็นำพริกแห้งลงไปคั่วจนส่งกลิ่นฉุนหอมเตะจมูก แล้วตักพริกออก ก่อนจะเทมันฝรั่งเส้นลงไปในกระทะเสียงดังซู่
เคล็ดลับของมันฝรั่งเส้นผัดคือห้ามผัดนานเกินไป เพียงแค่พลิกตะหลิวไปมาด้วยความรวดเร็วไม่ถึงหนึ่งนาที กลิ่นหอมเผ็ดร้อนของพริกผสมผสานกับกลิ่นเฉพาะตัวของมันฝรั่งก็ลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว
เจียงซูหลันตักมันฝรั่งที่สุกกำลังดีขึ้นจากเตา แล้วจัดการผัดอีกสองกะละมังที่เหลือด้วยความชำนาญ
เพียงชั่วอึดใจ ภูเขามันฝรั่งเส้นผัดสีเหลืองทองน่ากินก็กองพูนพร้อมเสิร์ฟ
ทางด้านเสี่ยวหลิวก็เร่งมือทอดแผ่นแป้งจนเสร็จพอดี เจียงซูหลันเห็นดังนั้นจึงกวักมือเรียกพนักงานในครัวทุกคน “ทุกคนมาทางนี้หน่อยค่ะ”
“ห่อแป้งม้วนเป็นกันไหมคะ”
เธอไม่รอคำตอบ แต่สาธิตให้ดูทันที มือบางหยิบแผ่นแป้งบางเฉียบที่ยังอุ่นๆ มาวางแผ่บนเขียงไม้ ใช้ช้อนตักมันฝรั่งเส้นผัดพูนๆ ครึ่งช้อนวางลงไปตรงกลาง
จากนั้นนิ้วเรียวก็จัดการตลบแป้งม้วนเก็บมุมอย่างคล่องแคล่ว แผ่นแป้งขนาดใหญ่ถูกม้วนจนแน่นกลายเป็นทรงกระบอกกลมเกลี้ยงคล้ายกับแท่งเต้าหู้ หรือมองอีกทีก็เหมือนกับการพับเก็บผ้าห่มนวมทหารที่เป็นระเบียบเรียบร้อย “ดูทันไหมคะ ม้วนแบบนี้แหละ”
“ถ้าเข้าใจแล้ว ก็ลุยเลยค่ะ”
การห่อแป้งม้วนไม่ใช่เรื่องซับซ้อน พนักงานทุกคนเพียงแค่มองปราดเดียวก็จับทางได้
แม้แต่พวกขาเม้าท์ที่เคยตั้งแง่ค่อนขอดก่อนหน้านี้ พอได้เห็นหน้าตาอาหารที่แปลกใหม่น่าสนใจ ก็พากันเงียบเสียงลง แล้วหันมาช่วยกันหยิบจับทำงานกันอย่างขะมักเขม้น
ต้องยอมรับว่าพลังสามัคคีของคนหมู่นั้นน่ากลัวจริงๆ เพียงแค่สิบห้านาที แผ่นแป้งม้วนกว่าสี่ร้อยชิ้นก็ถูกห่อเสร็จสรรพ
อาหารว่างหน้าตาดูดีถูกจัดเรียงเป็นแถวเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบบนถาดสแตนเลสใบยักษ์ ดูสะอาดสะอ้านและน่ารับประทานจนชวนให้น้ำลายสอ
เจียงซูหลันหันไปพยักหน้าให้เสี่ยวหลิว “ยกออกไปได้เลยค่ะ เปิดโรงอาหารได้แล้ว ป่านนี้พี่น้องทหารคงรอกันแย่”
วันนี้มัวแต่วุ่นวายกับการเตรียมของใหม่ ทำให้เวลาอาหารล่าช้าไปกว่าสิบนาทีแล้ว
ทันทีที่เจียงซูหลันและเสี่ยวหลิวเดินพ้นประตูครัวออกไป บรรดาพนักงานที่เหลือก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบกันทันที “นี่พวกหล่อนว่าของแบบนี้จะมีคนกินจริงๆ เหรอ”
“นั่นสิ เกิดมาฉันก็เพิ่งเคยเห็น ร้อยวันพันปีไม่เคยมีใครทำ สงสัยคนจะไม่ชอบกันเยอะแน่”
“ฉันก็ว่างั้นแหละ ต่อให้มันฝรั่งคุณภาพดีแค่ไหน มันก็คือมันฝรั่งวันยังค่ำ จะไปเสกสรรปั้นแต่งให้วิเศษวิโสได้ยังไงกัน”
“แต่กลิ่นมันหอมยั่วน้ำลายชะมัดเลยนะ”
“โธ่เอ๊ย ความหอมไม่ได้การันตีความอร่อยย่ะ คอยดูเถอะ เดี๋ยวพอยกออกไปแล้วไม่มีคนกิน แม่คุณหนูแซ่เจียงนั่นคงได้ยืนร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ”
ทว่าเสียงนินทายังไม่ทันจางหายไปกับสายลม
ประตูครัวก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสี่ยวหลิววิ่งหน้าตาตื่นกลับเข้ามา กวาดตามองหาของ แล้วรีบพุ่งไปที่ซึ้งนึ่ง คว้ากะละมังใส่มันฝรั่งออกมาสองใบ น้ำเสียงของเขาร้อนรนจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์ “เร็ว! เร็วเข้า! รีบยกแป้งม้วนออกไปเติมอีกสองถาด เดี๋ยวนี้เลย!”
คนในครัวต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง
“ทำไมเร็วนักล่ะ?” ป้าหนิวอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม “เสี่ยวหลิว หรือว่าคนข้างนอกโมโหหิวจะพังร้านเพราะกับข้าวไม่อร่อย ไม่มีคนกินเลยต้องขนกลับมาหรือไง”
ไม่อย่างนั้นเพิ่งออกไปแค่ห้านาที จะวิ่งหน้าตื่นกลับมาทำไม
เสี่ยวหลิวเบิกตากว้าง หันมาตวาดแว้ด “พังร้านบ้าบออะไรกันเล่า! ตอนนี้ข้างนอกนั่นแย่งกันซื้อแป้งม้วนจนแทบจะเหยียบกันตายอยู่แล้ว!”
“ตีกัยนัวเนียไปหมดแล้วเนี่ย!”
“มัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบยกออกไปสิโว้ย!”
สิ้นเสียงตะโกนของเสี่ยวหลิว ทั้งห้องครัวก็ตกอยู่ในความเงียบกริบราวกับป่าช้า
“ตีกัน... ตีกันเพื่อแย่งมันฝรั่งเนี่ยนะ?”
ป้าหนิวทวนคำเสียงหลง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “ไหนเขาพูดกันว่าพวกทหารเกลียดมันฝรั่งเข้าไส้ไม่ใช่เหรอ?”
ปกติแล้วถ้าวันไหนเมนูในโรงอาหารมีมันฝรั่งโผล่มา แค่เห็นเงาลางๆ ก็มีเสียงก่นด่าระงมไปทั่วโรงเลี้ยงแล้ว
คนเป็นแม่ครัวอย่างพวกเธอก็ใช่ว่าจะสบายใจ ความกดดันถาโถมเข้ามาทุกทิศทาง
แต่มันสุดวิสัยจริงๆ เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่กลางทะเล ลมพายุไต้ฝุ่นพัดถล่มทีไร แปลงผักที่อุตส่าห์ประคบประหงมปลูกจนโตก็ราบเป็นหน้ากลอง หายวับไปกับตา แต่ปากท้องของคนในกองทัพมีจำนวนมหาศาล ผักใบเขียวจะไปหาทันได้ยังไง
ในสถานการณ์ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ หัวมันฝรั่งที่ทนทานนี่แหละคือทางรอดเดียวที่สะดวกที่สุด
แถมการขนส่งทางเรือก็ง่าย ไม่ต้องกลัวเน่าเสียระหว่างทาง
แล้วสภาพการณ์แบบนี้... จะมาบอกว่าทหารตบตีแย่งชิงมันฝรั่งกัน?
นี่มันเรื่องตลกคาเฟ่หรือไง
จะโกหกพอกพูนความดีความชอบให้แม่คุณหนูนั่น ก็ให้มันเนียนกว่านี้หน่อยเถอะ
เสี่ยวหลิวเริ่มหมดความอดทนกับพวกป้าๆ ขี้สงสัย “ที่ทหารเขาไม่ชอบกินมันฝรั่ง ก็เพราะพวกเราทำออกมาไม่อร่อยต่างหากเล่า! ไม่เชื่อก็โผล่หัวออกไปดูสิ ตอนนี้เพื่อแย่งแป้งม้วนแค่ชิ้นเดียว พวกพี่ๆ ทหารแทบจะมุดหัวเข้ามาในช่องส่งอาหารอยู่แล้ว!”
พอโดนตอกกลับแบบนี้ เหล่าพนักงานในครัวต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ป้าหนิวถึงกับยืนนิ่งเป็นหุ่นไม้ ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
คนที่มีไหวพริบหน่อยก็รีบย่องจากหลังครัวไปแอบเมียงมองที่ช่องหน้าต่างจ่ายอาหาร
ภาพที่เห็นทำเอาพวกเขาหน้าชา
ฝูงชนในชุดสีเขียวขี้ม้าเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่หน้าเคาน์เตอร์จนแทบไม่มีที่ยืน พอเห็นภาพนั้น ความรู้สึกละอายใจก็แล่นปราดขึ้นมาจนหน้าร้อนผ่าว
อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นๆ เสียเดี๋ยวนั้น
นี่มันไม่ใช่ขายไม่ออก...
แต่มันคือปรากฏการณ์ 'แย่งกันกินจนโรงอาหารแตก' ต่างหาก!
เสี่ยวหลิวคร้านจะใส่ใจพวกขี้อิจฉา วันๆ ดีแต่จับกลุ่มนินทา สร้างเรื่องดราม่าในโรงอาหารรูหนู ไม่รู้จะชิงดีชิงเด่นอะไรกันนักหนา
เขาคว้าถาดแผ่นแป้งม้วนสองถาดใหญ่แล้ววิ่งแน่บออกไปทางประตู พร้อมตะโกนเสียงหลง “มาแล้วครับ! มาแล้ว! ใจเย็นๆ อย่าแย่งกันครับพี่น้อง!”
ในขณะเดียวกัน
ที่หน้าต่างโรงอาหาร เสียงเซ็งแซ่ดังอื้ออึงราวกับตลาดสด
แขนเสื้อสีเขียวนับสิบยื่นยาวเหยียดเข้ามาในช่องหน้าต่าง “สะใภ้ครับ! สะใภ้! จัดแป้งม้วนไส้มันฝรั่งให้ผมสองชิ้น แล้วก็เอาแป้งเปล่าอีกสามชิ้น... อ่ะนี่ครับ ตั๋วปันส่วนห้าเหลียง!”
ทหารหนุ่มคนนั้นตบตั๋วปันส่วนลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังปัง
เจียงซูหลันที่กำลังคีบอาหารอยู่ถึงกับชะงัก เธอมองดูปริมาณที่เขาขอแล้วอดทักท้วงไม่ได้ “สหายคะ กินคนเดียวห้าชิ้น ฉันกลัวคุณจะกินไม่หมดเอานะ”
แผ่นแป้งบางที่เธอทำนั้นแผ่นใหญ่เท่าหน้ากระทะ พออัดไส้มันฝรั่งเข้าไปจนแน่น ขนาดคนกินดุอย่างโจวจงเฟิง มื้อหนึ่งกินแค่สองชิ้นตบท้ายด้วยซุปร้อนๆ อีกชาม
ก็อิ่มจนต้องคลายเข็มขัดแล้ว
แล้วทหารหนุ่มตัวเล็กแค่นี้ จะจัดการคนเดียวห้าชิ้นไหวได้ยังไง?
ทหารหนุ่มฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวตัดกับผิวคล้ำแดด “สะใภ้ครับ ผมหิวจนไส้กิ่วแล้ว อีกอย่างผมกะว่าจะตุนไว้กินมื้อเย็นด้วยเลย”
นานทีปีหนโรงอาหารจะมีของดีรสชาติเด็ดดวงแบบนี้หลุดออกมา ถ้าไม่รีบฉกฉวยโอกาสไว้ตอนนี้ ใครจะรู้ว่าแม่ครัวมือทองจะมาทำให้กินอีกเมื่อไหร่?
เจียงซูหลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากขายให้คุณนะคะ แต่ถ้าคุณเหมาไปแบบนี้ พี่น้องทหารที่ต่อแถวข้างหลังคงต้องอดกินกันพอดี”
“เอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะ โควตาคนละหนึ่งชุด แป้งม้วนไส้หนึ่งชิ้น กับแป้งเปล่าอีกหนึ่งชิ้น”
“กินคู่กับซุปไข่ใส่ผักกาดขาวร้อนๆ แค่นี้ก็อิ่มท้องสบายแล้วค่ะ”
ทหารหนุ่มมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยเมื่อโดนจำกัดโควตา แต่ก็ยอมพยักหน้าตกลง “ก็ได้ครับพี่สะใภ้ งั้นจัดมาให้ผมก่อนสองอย่างเลย”
บรรยากาศหน้าเคาน์เตอร์จ่ายอาหารวุ่นวายโกลาหล
และที่ประตูทางเข้าโรงอาหารก็คึกคักไม่แพ้กัน ทหารหลายนายต่างกวักมือเรียกเพื่อนฝูงที่กำลังเดินผ่านมา “เฮ้ย! รีบไปต่อแถวเร็วเข้า! วันนี้โรงอาหารมีทีเด็ด แป้งม้วนมันฝรั่งอร่อยเหาะ ขืนชักช้าอดกินไม่รู้ด้วยนะโว้ย!”
[จบบท]