บทที่ 267: กฎหมู่กับกฎหมาย
วินาทีนี้ ใบหน้ากร้านแดดคล้ำเข้มของเขาบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ เขาถลึงตามองกลุ่มคนตรงหน้าพร้อมตะคอกเสียงดังสนั่น
"ยังมีหน้าจะไปฟ้องร้องพวกฉันอีกเรอะ! บุกรุกเข้ามาในสวนยางของคนอื่นโดยพละการ แถมยังถือวิสาสะตัดต้นไม้บรรพบุรุษอายุนับร้อยปีจนล้มระเนระนาด คิดจะไปฟ้องพวกฉันเหรอ? ฝันไปเถอะ! ก่อนที่พวกแกจะได้อ้าปากฟ้องใคร ฉันนี่แหละจะลากคอพวกแกไปฟ้องก่อน!"
จะว่าไปแล้ว เรื่องการตัดต้นไม้นี้ก็นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยสำหรับเหล่าผู้เชี่ยวชาญเมืองกรุงกลุ่มนี้จริงๆ ต้นยางพาราในป่านี้ต้นใหญ่ยักษ์เสียจนน่าตื่นตาตื่นใจ แทบทุกต้นมีอายุยืนยาวผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าศตวรรษ ด้วยสัญชาตญาณนักวิจัย พอเห็นเข้าก็เลยเกิดความคันไม้คันมืออยากจะศึกษาโครงสร้างเนื้อไม้ขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญหนุ่มคนหนึ่งจึงรีบสวนกลับไปทันควันอย่างไม่ยอมลดละ "ที่เราตัดต้นไม้ก็เพื่อเอาไปทำวิย! ถ้าไม่ให้วิจัย แล้วคุณคิดว่ากองทัพเขาเชิญพวกผมจัถ่อสังขารมาถึงที่นี่เพื่ออะไรกัน?"
พ่อหนุ่มปากกล้าคนนี้แซ่เฉิน ชื่อเฉินจื้อกาง ดีกรีเป็นถึงศิษย์เอกก้นกุฏิของชายชราผมดอกเลาผู้นั้น การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเกาะแห่งนี้ เขาติดตามอาจารย์มาด้วยความมุ่งมั่นที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์
แต่ใครจะไปคิดว่า แค่เท้าเหยียบเกาะวันแรก ยังไม่ทันได้พักหายใจหายคอ ก็ต้องมาเจอตอชิ้นเบ้อเริ่มเข้าให้แล้ว
"วิจงวิจัยอะไรพวกฉันไม่สนทั้งนั้น! ไสหัวไปให้พ้น!"
หัวหน้าเผ่าหลีโกรธจนตัวสั่นริก เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามท่อนแขนและขมับ ดูน่ากลัวราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ หากไม่ใช่เพราะกัดฟันข่มอารมณ์เอาไว้อย่างสุดความสามารถ ป่านนี้หมัดลุ่นๆ คงได้ประทับลงบนใบหน้าเกลี้ยงเกลาของเฉินจื้อกางจนดั้งหักไปแล้ว
เฉินจื้อกางนั้นเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ในยุคสมัยนี้คนที่มีดีกรีเป็นปัญญาชนระดับมหาวิทยาลัยนั้นมีค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก ยิ่งพ่วงตำแหน่งลูกศิษย์คนโปรดของผู้อาวุโสสวี่เข้าไปด้วยแล้ว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่คนคอยพินอบพิเทาเอาใจ ไม่เคยมีใครกล้าหือ
เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่กันดารห่างไกลความเจริญแบบนี้ จะถูกชาวบ้านร้านตลาดชี้หน้าด่าทออย่างไม่ไว้หน้า
ความเจ็บใจแล่นริ้วขึ้นมาทันที เฉินจื้อกางหันไปพูดกับอาจารย์ด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว "อาจารย์ครับ พวกเรากลับกันเถอะ ผมว่าคนบนเกาะนี้มันก็แค่พวกคนป่าเถื่อน ไร้การศึกษา ไร้อารยธรรม เราจะไปเสียเวลาเสวนากับคนพรรค์นี้ทำไม? คนป่าชัดๆ! การที่เราต้องมาลดตัวทำงานวิจัยให้คนพวกนี้ มันเป็นการหยามเกียรติคณะผู้เชี่ยวชาญของเราชัดๆ"
ลองมองดูคณะผู้เชี่ยวชาญชุดอื่นสิ เวลาได้รับเชิญไปที่ไหน ชาวบ้านชาวช่องแทบจะปูพรมแดงต้อนรับ ดูแลดีประหนึ่งเทวดามาโปรด แต่พอย้อนกลับมาดูสภาพของพวกเขาตอนนี้...
มาถึงก็ไม่มีใครมารับ พอเริ่มลงมือทำงานในป่ายางพาราก็โดนชาวบ้านรุมจับมัดติดกับต้นไม้ราวกับนักโทษ
นี่มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว สภาพดูไม่จืดเลยสักนิด
ทางด้านผู้เชี่ยวชาญเฒ่าเองก็สีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ด้วยวัยวุฒิที่มากกว่า เขาจึงยังพอรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้บ้าง ไม่ได้โผงผางเหมือนคนหนุ่ม "พี่น้องชาวบ้าน... พวกเรามาที่นี่เพียงเพื่อทำการศึกษาหาความรู้ ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย พวกคุณช่วยแก้มัดปล่อยพวกเราลงมาก่อนเถอะนะ"
การถูกจับมัดตรึงไว้กับต้นยางพาราที่เปลือกสากระคายผิวแบบนี้ ใครมันจะไปทนไหว
ยิ่งสังขารร่วงโรยจวนเจียนจะหกสิบปีเข้าไปแล้วแบบเขา ยิ่งทรมานเป็นเท่าตัว
ทว่าหัวหน้าเผ่าหลีกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง เขาเพียงแค่หันกลับไปมองกลุ่มคนในเผ่าที่ยืนถือมีดถือไม้อยู่ด้านหลัง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบแต่ทรงพลัง "ปล่อยพวกแกเหรอ? ลองถามพี่น้องของฉันที่อยู่ข้างหลังนี่ดูสิ ว่าพวกเขายอมไหม?"
"ไม่ยอมโว้ย! พวกมันตัดต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเรา ก็เท่ากับทุบหม้อข้าวเรา การตัดทางทำมาหากินก็ไม่ต่างอะไรกับฆ่าพ่อฆ่าแม่ คนระยำแบบนี้จะปล่อยไปง่ายๆ ได้ยังไง?"
เสียงตะโกนตอบรับดังกระหึ่ม ชาวบ้านทุกคนต่างส่งเสียงคัดค้านอย่างพร้อมเพรียง แววตาแต่ละคนลุกโชนด้วยไฟแค้น
คราวนี้ สีหน้าของเหล่าผู้เชี่ยวชาญเริ่มถอดสี ความมั่นใจเมื่อครู่เริ่มสั่นคลอน "ละ...แล้วพวกคุณจะเอายังไง?"
"จับถ่วงน้ำ! เอากรงหมูมา! จับพวกมันยัดกรงหมูแล้วถ่วงน้ำให้เข็ด!" เสียงของชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนแทรกขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีลงโทษตามจารีตประเพณีดั้งเดิมของคนที่นี่
'การถ่วงน้ำด้วยกรงหมู' แทบจะเป็นสัญลักษณ์แห่งการลงทัณฑ์สูงสุดของชุมชนแห่งนี้
แม้จะไม่ถึงขั้นเอาชีวิตให้ตายตกไปในทันที แต่รับรองได้ว่าใครที่โดนเข้าไป อย่างน้อยก็ต้องเสียขวัญจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง หรือไม่ก็ป่วยหนักจนเหลือแค่ครึ่งชีวิตแน่นอน
เมื่อได้ยินคำว่า 'กรงหมู' ความหวาดกลัวก็เริ่มเกาะกุมจิตใจของคณะผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาเริ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก "พวกคุณ... พวกคุณรีบไปตามคนของกองทัพมาเดี๋ยวนี้! เราจะคุยกับทหารเท่านั้น เราไม่คุยกับพวกป่าเถื่อนอย่างพวกคุณ!"
คำพูดดูถูกเหยียดหยามนี้ เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟแห่งความโกรธแค้นของชาวหลี
ชาวบ้านต่างกำไม้พลองและอาวุธในมือแน่น กระแทกลงกับพื้นดินดัง ตึง! ตึง! ตึง! เป็นจังหวะที่น่าสะพรึงกลัว
"จับมันยัดกรงหมู!"
"ต่อให้ทหารหน้าไหนโผล่หัวมา ก็ช่วยพวกมันไม่ได้!"
ตอนนี้ฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดสะบั้นลงแล้ว ชาวบ้านทุกคนพร้อมที่จะรุมประชาทัณฑ์ผู้บุกรุก
"พวกแกกล้าเหรอ! ถ้าใครกล้าแตะต้องพวกเราแม้แต่ปลายก้อย ฉันจะให้คนของกองทัพเอาปืนมากราดยิงพวกแกให้หมด!" เฉินจื้อกางสติหลุดจนกู่ไม่กลับ ตะโกนขู่คำรามด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ประจวบเหมาะกับจังหวะนั้นเอง โจวจงเฟิงและผู้บังคับการกรมน่าที่เพิ่งเร่งฝีเท้ามาถึง ก็ได้ยินประโยคอันตรายนั้นเข้าพอดี
สีหน้าของนายทหารหนุ่มเคร่งขรึมลงทันตาเห็น เขาสบตากับผู้บังคับการกรมน่าแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปยังสถานการณ์เบื้องหน้าที่กำลังจะกลายเป็นการจลาจลนองเลือด
โจวจงเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง "ทหารของกองทัพเรา จะไม่มีวันหันปากกระบอกปืนใส่ประชาชน... ไม่มีวัน!"
เสียงของเขากังวานก้องไปทั่วป่ายาง "ทหารอย่างพวกเรามีหน้าที่พิทักษ์รักษาประชาชนบนเกาะแห่งนี้ ประชาชนทุกคนคือพี่น้อง คือครอบครัว ปืนในมือเรามีไว้เพื่อเด็ดหัวศัตรู ไม่ใช่เอามาเล็งใส่พี่น้องร่วมชาติของตัวเอง!"
ต้องยอมรับเลยว่า วาทศิลป์และจังหวะการปรากฏตัวของโจวจงเฟิงนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ
ชาวบ้านที่กำลังเดือดดาลและเตรียมจะพุ่งเข้าไปจัดการกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เมื่อได้ยินประโยคนั้นก็ชะงักกึก เสียงอื้ออึงเงียบลงถนัดตา
ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าของโจวจงเฟิง นัยน์ตาของชาวบ้านเริ่มทอประกายความหวัง
นั่นคือแสงสว่างแห่งความศรัทธา ที่ประชาชนมีต่อทหารของลูกหลานตัวเอง
ทว่า คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ของโจวจงเฟิง แม้จะซื้อใจชาวบ้านได้ แต่มันกลับเหมือนการตบหน้าฉาดใหญ่ใส่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
สีหน้าของพวกเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด รู้สึกเหมือนโดนหักหน้าอย่างแรง
เฉินจื้อกางในฐานะกระบอกเสียงของกลุ่ม จึงแผดเสียงถามกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว "คุณเป็นใคร!? สังกัดหน่วยไหน? กรมไหน? กองพันอะไร? ชื่อแซ่อะไรบอกมาเดี๋ยวนี้! รู้ไหมว่าพวกเราเป็นใคร?
พวกเราคือคณะผู้เชี่ยวชาญที่เบื้องบนอุตส่าห์เชิญตัวมาจากเมืองหลวงเชียวนะ เป็นถึงแขกบ้านแขกเมืองของกองทัพพวกคุณ ตอนนี้ชีวิตของเรากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่พวกคุณที่เป็นเจ้าของพื้นที่ แทนที่จะรีบเข้ามาช่วย กลับไปเข้าข้างไอ้พวกคนป่าเถื่อนพรรค์นี้เนี่ยนะ?
คิดจะรวมหัวกันรังแกพวกเราหรือไง? ผมบอกไว้ตรงนี้เลยนะ ผมไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น รอให้พวกเราหลุดออกไปได้เมื่อไหร่ คนแรกที่ผมจะไปฟ้องคือผู้บัญชาการกองพลเหลย! ผมจะถามท่านให้รู้เรื่องไปเลยว่า นี่น่ะเหรอทหารที่ท่านภูมิใจหนักหนา?"
"ทำเหมือนชีวิตของนักวิชาการอย่างพวกเราไม่มีค่าอย่างนั้นแหละ!"
คำพูดโอหังนั้นทำให้เส้นเลือดที่ขมับของผู้บังคับการกรมน่าเต้นตุบๆ ด้วยความเดือดดาล มือของเขาขยับไปที่ซองปืนข้างเอวโดยอัตโนมัติ แทบอยากจะชักออกมายิงสั่งสอนไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ให้รู้สำนึก
โจวจงเฟิงเอื้อมมือไปตบไหล่ผู้บังคับการกรมน่าหนักๆ เพื่อเรียกสติและปรามให้ใจเย็นลง
จากนั้น เขาก็หันขวับไปเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สายตาของเขาเย็นเยียบจนคนถูกมองหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง "ผมจะอยู่กองไหน กรมอะไร หรือชื่อว่าอะไร มันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมีสิทธิ์มาสอดรู้สอดเห็น รอให้คุณไต่เต้าขึ้นมานั่งในตำแหน่งเดียวกับผมได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดหาวิธีเล่นงานผม"
พูดจบ เขาก็ปลดซองปืนพกที่เอวออกมา แล้วฟาดมันลงกับลำต้นยางพาราอย่างแรง เสียงดัง 'ปัง!' สนั่นหวั่นไหว วินาทีนั้น... ทั้งป่าเงียบกริบราวกับเป่าสาก กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่กำลังโวยวายถึงกับหุบปากฉับทันที
"ทีนี้จะคุยกันดีๆ ภาษาคนได้หรือยัง?"
ความเงียบเข้าครอบงำกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจนไม่มีใครกล้าปริปาก แต่ทว่าบรรดาชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ กลับลอบสบตากัน แววตาฉายแววสะใจอย่างปิดไม่มิด
สายตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวของโจวจงเฟิงกวาดมองใบหน้าซีดเผือดของผู้เชี่ยวชาญทีละคน ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของเฉินจื้อกาง คนที่ตะโกนเสียงดังและวางก้ามใหญ่โตที่สุดเมื่อครู่
"ผมถาม... พวกคุณตอบ"
"พวกคุณถือวิสาสะแอบขึ้นเกาะมาโดยไม่ได้รับอนุญาต... ใช่ไหม?"
[จบบท]