บทที่ 268: ฟังเหตุผลไม่ฟังข้ออ้าง
คำถามที่ยิงตรงเข้าประเด็นนั้น เหมือนไปสะกิดต่อมไม่พอใจของเฉินจื้อกางเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มตวาดแว้ดกลับมาทันควัน
“พวกเราไปถือวิสาสะขึ้นเกาะกันตอนไหนไม่ทราบ ก็ในเมื่อผู้บัญชาการกองพลเหลยจากหน่วยงานของพวกคุณนั่นแหละที่วานคนไปเชิญพวกเรามา ไม่อย่างนั้นใครจะอยากถ่อสังขารมาลำบากในที่กันดารชนิดที่นกยังไม่อยากจะบินมาขี้แบบนี้กันล่ะ”
ลองนึกดูสิว่าชีวิตในเมืองใหญ่ของพวกเขานั้นสุขสบายขนาดไหน มีข้าวกินดีๆ มีน้ำดื่มสะอาดๆ แต่พอก้าวเท้าออกมาทำงานนี้ แรกสุดก็นั่งเรือโคลงเคลงจนไส้แทบบิด จากนั้นก็ต้องมาเดินบุกป่าฝ่าดง สภาพความเป็นอยู่ตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรกับการย้อนเวลาไปสำรวจซากดึกดำบรรพ์กลางป่าดงดิบเลยสักนิด
โจวจงเฟิงยืนกอดอกมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่บาดลึก
“ผู้บัญชาการกองพลเหลยเชิญพวกคุณมาจริงครับ แต่ในหนังสือเชิญระบุวันเวลาชัดเจนว่าเป็นอีก 3 วันข้างหน้า ในกรณีที่พวกคุณโผล่หัวมาโดยไม่มีใบอนุญาตหรือเอกสารอนุมัติใดๆ ติดตัวมาเลยแบบนี้ ทางเราจะถือว่าเป็นการลักลอบขึ้นเกาะโดยพลการ เข้าใจตรงกันไหมครับ”
ถ้อยคำนั้นเย็นเยียบและเฉียบคม ราวกับลูกธนูอาบยาพิษที่พุ่งออกจากแหล่ง ปักฉึกเข้ากลางใจคนฟังจนหน้าชา
เฉินจื้อกางชะงักไปนิดหนึ่ง น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนลง
“ก็ใช่”
“แต่ที่พวกเราต้องรีบมาก่อนกำหนด ก็เพราะเห็นแก่งานวิจัยทั้งนั้นแหละน่า”
ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องงาน ใครมันจะอยากเสนอหน้ามาลำบากก่อนเวลากัน
“ผมฟังแต่ผลลัพธ์ ไม่รับฟังข้ออ้างครับ”
โจวจงเฟิงสวนกลับทันควันโดยไม่เปิดช่องให้หายใจ ก่อนจะเริ่มไต่สวนความผิดกระทงต่อไป
“ข้อที่ 2 พวกคุณบุกรุกเข้าไปในพื้นที่สวนยางพาราของชาวบ้านโดยพละการ ไม่มีการแจ้งเตือนหรือขออนุญาตใครก่อนเลยใช่ไหม”
เจอคำถามนี้เข้าไป
เฉินจื้อกางกับอาจารย์อาวุโสถึงกับหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่สุดท้ายก็ยังเลือกที่จะแถด้วยความมั่นใจ
“บอกแล้วไงว่าพวกเราทำเพื่อการวิจัย ถ้าไม่ใช่เพราะความจำเป็นเร่งด่วนของงานวิจัย พวกเราจะบ้าจี้รีบวิ่งหน้าตั้งมาที่ป่ายางพารานี่ทำไมกัน”
“พวกเรายอมรับก็ได้ว่าวิธีการอาจจะดูข้ามขั้นตอนไปหน่อย แต่เจตนาเนื้อแท้ของพวกเราบริสุทธิ์ใจนะ ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่องานวิจัย เพื่อปากท้องและรายได้ของประเทศชาติ ถึงได้เกิดเหตุสุดวิสัยแบบนี้ขึ้นไง”
ยังไม่ทันจะแก้ตัวจบ โจวจงเฟิงก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลงกว่าเดิม
“ข้อที่ 3 พวกคุณลงมือตัดต้นยางพาราโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากชาวบ้านที่เป็นเจ้าของ ใช่หรือไม่”
คราวนี้บรรยากาศรอบตัวเฉินจื้อกางเงียบกริบลงถนัดตา
ต่อให้พวกเขาจะสรรหาข้ออ้างร้อยแปดพันเก้า หรือยกแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบายเหตุผล
แต่ภาพต้นยางพาราที่ถูกตัดโค่นล้มระเนระนาดอยู่บนพื้นดินนั่น มันคือหลักฐานที่มัดตัวแน่นหนาจนดิ้นไม่หลุด
เถียงไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
ถึงอย่างนั้น เฉินจื้อกางก็ยังพยายามดึงดันเสียงแข็ง
“ก็บอกว่าเพื่อการวิจัยไงเล่า”
“วิจัย วิจัย วิจัย!”
ผู้บังคับการกรมน่าที่ยืนฟังอยู่นานทนไม่ไหวอีกต่อไป สติขาดผึงระเบิดอารมณ์ออกมา เขาเหวี่ยงเท้าเตะอัดเข้าที่โคนต้นไม้ใหญ่ข้างตัวเสียงดังสนั่น ก่อนจะแค่นหัวเราะด้วยความสมเพช
“เอะอะอะไรพวกคุณก็อ้างแต่ทำเพื่อการวิจัย แล้วพวกคุณเคยเห็นหัวชาวบ้านเขาบ้างไหม
ก่อนที่พวกคุณจะถือดีบุกรุกเข้ามาในป่ายางพารา เคยฉุกคิดสักนิดไหมว่านี่มันที่ดินของคนอื่น
ตอนที่พวกคุณเงื้อมีดตัดต้นยางพารา ก็ไม่เคยคิดเลยใช่ไหมว่านี่มันทรัพย์สินของชาวบ้านเขา พวกคุณอ้างแต่เพื่อการวิจัยจนโยนสมองทิ้งไปหมดแล้วหรือไง หรือว่าในกะโหลกนั่นมีแต่ขี้เลื่อยบรรจุอยู่กันแน่
ขนาดเด็ก 3 ขวบยังรู้ความเลยว่า การหยิบฉวยของคนอื่นโดยไม่บอกกล่าว เขาเรียกว่าขโมย พวกคุณเป็นปัญญาชน อายุอานามรวมกันก็ปาเข้าไปกี่ร้อยปีแล้ว เรื่องพื้นฐานแค่นี้กลับไม่รู้เรื่องอย่างนั้นเหรอ”
คำด่านั้นช่างเผ็ดร้อนและไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้น
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ จากเดิมที่หน้าตาบูดบึ้งด้วยความโกรธแค้นที่ต้นไม้ถูกตัด ก็เริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้บังคับการกรมน่าระเบิดคำด่าชุดใหญ่นั้นจบ ก็มีเสียงหัวเราะคิกคักหลุดออกมาจากกลุ่มชาวบ้าน
พูดได้ถึงใจพระเดชพระคุณจริงๆ
ฟังแล้วมันโล่งอกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
ตัดภาพมาที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ สีหน้าของพวกเขาตอนนี้ดูไม่จืดเลย เดี๋ยวแดงก่ำด้วยความโกรธ เดี๋ยวเขียวคล้ำด้วยความอาย เหมือนถาดสีที่ถูกคว่ำจนเลอะเทอะ ดูอัปยศอดสูจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
“พวกเราคือแขกที่พวกคุณเชิญมานะ แล้วที่มานี่ก็มาเพื่อช่วยกองทัพด้วย ผมไม่สนข้ออ้างบ้าบออะไรทั้งนั้น พวกคุณรีบแก้มัดแล้วปล่อยพวกเราลงจากต้นไม้เดี๋ยวนี้!”
ขืนยังถูกมัดประจานต่อไปแบบนี้ พวกเขาคงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นไม้ไปจริงๆ แน่
ท่าทางวางก้ามชี้นิ้วสั่งการด้วยความหยิ่งยโสนั่น ช่างน่าสะอิดสะเอียนจนคนมองแทบจะสำรอกของเก่าออกมา
วินาทีนั้น ความอดทนเส้นสุดท้ายของผู้บังคับการกรมน่าก็ขาดผึง เขาปลดซองปืนที่เอวด้วยความรวดเร็ว แล้วเหนี่ยวไกยิงขึ้นฟ้าทันที
ปัง!
เสียงปืนดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น
วินาทีนั้นเอง
สรรพเสียงทุกอย่างในบริเวณนั้นเงียบกริบลงราวกับถูกปิดสวิตช์
“น่าซีกวาน นายอยากตายรึไงหา!”
เสียงตะโกนด่าดังมาแต่ไกล พร้อมกับร่างของซ่งเว่ยกั๋วที่วิ่งกระหืดกระหอบฝ่าวงล้อมเข้ามา สภาพของเขาดูแทบไม่ได้ เหงื่อกาฬไหลอาบหน้าท่วมศีรษะ ด้วยความโมโหจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน แทบอยากจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อของผู้บังคับการกรมน่ามาเขย่าให้หัวสั่นหัวคลอน
เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าตัวเองแค่มาช้าไปเพียงก้าวเดียว สถานการณ์มันจะบานปลายจนกู่ไม่กลับขนาดนี้ ถึงขั้นคุยกันด้วยเหตุผลไม่ได้แล้ว
ถึงขั้นที่นายทหารระดับผู้บังคับการต้องชักปืนยิงข่มขู่ผู้เชี่ยวชาญที่กองทัพเชิญมาด้วยตัวเอง
ไอ้บ้านี่มันอยากจะถอดเครื่องแบบทิ้ง ไม่อยากรับราชการแล้วใช่ไหม
ผู้บังคับการกรมน่ายอมปล่อยมือจากด้ามปืนแต่โดยดี ซ่งเว่ยกั๋วรีบฉวยโอกาสนั้นยึดอาวุธมาถือไว้ในมือทันทีด้วยความตื่นตระหนก
ทว่าสีหน้าของเจ้าของปืนกลับเยือกเย็นจนน่ากลัว
“ซ่งเว่ยกั๋ว ถ้านายจะวิ่งมาเพื่อด่าฉันล่ะก็ นายมาช้าไปแล้ว ฉันลั่นไกไปเรียบร้อยแล้ว”
“แล้วถ้านายจะมาตำหนิฉันว่าทำไมถึงไปล่วงเกินไอ้พวกผู้เชี่ยวชาญเทวดาพวกนี้ ฉันแนะนำให้นายไปเริ่มสืบสาวราวเรื่องตั้งแต่ต้นจะดีกว่า ลองไปถามไอ้พวกที่เรียกตัวเองว่าปัญญาชนดูสิว่า ตั้งแต่พวกมันเหยียบเท้าขึ้นเกาะมา พวกมันทำระยำตำบอนอะไรไว้บ้าง”
ปกติเขาไม่ใช่คนใจร้อนวู่วาม แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ มันน่าโมโหจนไฟโทสะลุกท่วมหัวจริงๆ
มันน่าเจ็บใจนัก
เรื่องมันไม่ควรจะบานปลายมาถึงจุดแตกหักขนาดนี้เลย
แต่เพราะคนบางจำพวกมันคอยแต่จะยั่วยุ บีบคั้นกันจนหน้ามืดตามัว เลยต้องจบลงแบบนี้
โจวจงเฟิงก้าวเท้าเข้ามาแทรกกลางระหว่างทั้งสองคน แยกคู่กรณีออกจากกันด้วยจังหวะที่นิ่งสนิท ใบหน้าของเขาเรียบเฉยแต่แววตาดุดัน
“ซ่งเว่ยกั๋ว เรื่องราวที่มาที่ไป คุณควรจะสอบสวนให้ชัดเจนก่อนจะดีกว่า”
การที่ผู้บังคับการกรมน่าชักปืนยิง แน่นอนว่าผิดวินัยเต็มประตู
แต่ถามหน่อยเถอะ ว่ากลุ่มผู้เชี่ยวชาญพวกนี้ทำตัวถูกต้องนักหรือไง
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้บังคับการกรมน่าเลือกยิงปืนขึ้นฟ้า ก็นับว่าใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างถึงที่สุดแล้ว
อย่างน้อยๆ กระสุนนั่นก็ไม่ได้เจาะกบาลกลุ่มผู้เชี่ยวชาญปากดีพวกนั้นไม่ใช่หรือไง
ซ่งเว่ยกั๋วรู้อยู่เต็มอกว่างานของผู้บังคับการฝ่ายการเมืองนั้นเหมือนคนกลางที่แสนลำบาก แต่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาเจอสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกขนาดนี้
ไอ้หัวแข็ง 2 ตัวนี้ ดันมารวมหัวกันเถียงเขา แล้วก็แข็งข้อใส่เขาพร้อมกันอีก
แถมยังมาหักหน้ากันต่อหน้าคนนอกแบบนี้อีกต่างหาก
ซ่งเว่ยกั๋วค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นจนสั่นระริก ก่อนจะชี้หน้าผู้บังคับการกรมน่าด้วยความอัดอั้นตันใจ
“พวกนายนี่นะ พวกนายนี่มันจริงๆ เลย”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนใจ เรื่องมันดำเนินมาถึงจุดวิกฤตขนาดนี้แล้ว เขาที่เป็นผู้บังคับการฝ่ายการเมืองก็จนปัญญา ไม่รู้จะลงสนามมาไกล่เกลี่ยยังไงให้เรื่องมันจบสวยๆ
พอลองตรองดู นิสัยทหารก็เป็นแบบนี้ ดื้อรั้น หัวแข็ง ยอมหักไม่ยอมงอ
เขาที่เป็นฝ่ายการเมือง ยังต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างก้นให้ ก็เลยได้แต่กัดฟัน หันไปปั้นหน้ายิ้มแห้งๆ พูดกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
“คนของพวกเราอารมณ์ร้อนไปหน่อย ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนตกใจนะครับ”
แต่ทว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกมัดอยู่บนต้นไม้กลับไม่ยอมจบง่ายๆ
เฉินจื้อกางที่มีสภาพดูไม่จืด สะบัดหน้าแรงๆ ไล่หยดเหงื่อที่เกาะพราว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเขียว
“คุณก็คือซ่งเว่ยกั๋ว คนที่มีหน้าที่ประสานงานพาพวกเราขึ้นเกาะที่คุยกันในโทรศัพท์คนนั้นใช่ไหม”
ซ่งเว่ยกั๋วรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมเป็นการเป็นงาน
“ใช่ครับ ผมเอง”
เฉินจื้อกางทำท่าเหมือนคนจมน้ำที่คว้าขอนไม้ได้ ร่างครึ่งหนึ่งของเขายังห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ดูทุลักทุเล แต่ก็ไม่วายชี้สั่งการอย่างวางอำนาจ
“จับหมอนั่น แล้วก็หมอนั่น จับพวกมันทั้ง 2 คนขังคุกให้หมดเลยนะ!”
น้ำเสียงของเขาเกรี้ยวกราดเต็มไปด้วยโทสะ
ปลายนิ้วที่ชี้กราดไปนั้น เล็งเป้าไปที่ผู้บังคับการกรมน่าและโจวจงเฟิง
ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ไปหาเรื่องชาวบ้านจนเจ็บตัวเปล่าๆ เท่านั้น แต่ยังโดนโจวจงเฟิงและผู้บังคับการกรมน่าเล่นงานจนหมดสภาพผู้ทรงคุณวุฒิไปโดยสิ้นเชิง
[จบบท]