บทที่ 275: กล้วยหอมแทนใจ
เฉินจื้อกางถึงกับพูดไม่ออก ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วบริเวณทันที
เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปส่งคณะผู้เชี่ยวชาญ โจวจงเฟิงจงใจทิ้งฝีเท้าเดินรั้งท้ายลงมาเล็กน้อย มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบของบางอย่างออกมา เขาปรายสายตามองเข้าไปในโรงอาหารแวบหนึ่งด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เดินพ้นประตูไปแล้ว
เขาตัดสินใจวางของสิ่งนั้นลงบนม้านั่งยาวอย่างรวดเร็ว นิ้วมือจุ่มน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วเขียนขยุกขยิกอยู่ครู่เดียว แล้วจึงรีบสับขาซอยเท้าวิ่งตามคณะไปติดๆ
พอวิ่งตามทัน ผู้บังคับการกรมน่าที่สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ก็อดสงสัยไม่ได้
“เมื่อกี้นายก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบนเก้าอี้น่ะ”
เขาเห็นหางตาแวบๆ ว่ารองผู้บังคับการกรมโจวเอานิ้วจุ่มน้ำ แล้วบรรจงเขียนอะไรบางอย่างลงบนม้านั่งไม้ตัวยาว ตอนที่เฉินจื้อกางกำลังยืนกรานเถียงอาจารย์ของตัวเองอยู่
โจวจงเฟิงเฉไฉเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย
“ไม่มีอะไรหรอก” เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งแล้วถามกลับเพื่อเบี่ยงประเด็น “ว่าแต่เรื่องหอพักของคณะผู้เชี่ยวชาญจัดการเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม”
ผู้บังคับการกรมน่าพยักหน้ารับคำ
“ไปส่งพร้อมกันเถอะ ฉันกลัวว่าถ้าปล่อยให้คลาดสายตา เดี๋ยวปากเสียๆ ของเจ้าเฉินจื้อกางจะพ่นอะไรออกมาทำลายบรรยากาศจนคนเขาเคืองเอาอีก”
โจวจงเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
จังหวะที่โจวจงเฟิงเดินนำลิ่วขึ้นไปประกบเพื่อพูดคุยกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านหน้า
ผู้บังคับการกรมน่าที่เดินตามต้อยๆ อยู่ข้างหลังก็ได้แต่ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงงงวย
“เอ... เมื่อกี้ฉันตั้งใจจะถามอะไรสหายโจวนะ ลืมไปเลย”
คล้อยหลังคณะผู้เชี่ยวชาญเดินจากไปจนลับสายตา
บรรดาพ่อครัวแม่ครัวในโรงอาหารก็พากันเดินออกมาจากหลังร้าน หัวหน้าฝ่ายพลาธิการเดินนำขบวน โดยมีเสี่ยวหลิวและเจียงซูหลันเดินตามออกมาติดๆ
อันที่จริง วันนี้หัวหน้าฝ่ายพลาธิการไปลากตัวเจียงซูหลันมาเป็นลูกมือแบบฉุกเฉิน เธอก็ยังตุ้มๆ ต่อมๆ อยู่ไม่น้อย
ก็นี่มันอาหารเลี้ยงแขกบ้านแขกเมืองระดับผู้เชี่ยวชาญเชียวนะ แต่พอเดินตามหัวหน้าฝ่ายพลาธิการออกมา เห็นสภาพโต๊ะยาวที่มีอ่างเคลือบวางเรียงราย มันสะอาดเกลี้ยงเกลาชนิดที่เรียกว่าขูดก้นอ่างกันจนวาววับ ไม่มีเศษอาหารเหลือติดแม้แต่นิดเดียว
เห็นแบบนั้น เจียงซูหลันก็ลอบถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ ความหนักใจที่แบกไว้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้น
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการหยิบอ่างเคลือบขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ พลิกซ้ายพลิกขวาอยู่นาน
“ก่อนหน้านี้ไอ้พวกผู้เชี่ยวชาญนั่นยังค่อนขอดพวกเราอยู่เลยว่าทำอาหารให้หมูกิน คุณดูนี่สิ”
นิ้วหยาบกร้านชี้ลงไปที่ก้นอ่างว่างเปล่า
“นี่มันอาหารหมูเรอะ ถ้าเป็นอาหารหมูจริง มันจะถูกกวาดเรียบวุธขนาดนี้เชียวหรือ”
เสี่ยวหลิวและพนักงานคนอื่นๆ พยักหน้าหงึกหงักเห็นดีเห็นงาม
“ผมขอบอกเลยนะ เป็นเพราะหัวหน้าฝ่ายพลาธิการไหวพริบดีเยี่ยมที่ตัดสินใจดึงสหายเจียงมารับหน้าเสื่อในเวลาคับขันแบบนี้ ถ้าวันนี้ไม่ได้สหายเจียงมาคุมเตา แล้วให้พวกเราคนใดคนหนึ่งทำแทน มีหวังโดนไอ้พวกผู้เชี่ยวชาญนั่นหัวเราะเยาะจนไม่เหลือชิ้นดีแน่ๆ”
โรงอาหารกองทัพเรามันทำไมฮะ
มันจะไปด้อยกว่าภัตตาคารข้างนอกตรงไหน
พอโดนลูกน้องยอเข้าหน่อย หัวหน้าฝ่ายพลาธิการก็ยิ้มแก้มปริ เคาะอ่างเคลือบในมือดังโป๊กๆ ด้วยความชอบใจ
“ยังไงก็ต้องยกความดีความชอบให้ฝีมือปลายจวักขั้นเทพของสหายเจียงเขาล่ะนะ”
เจียงซูหลันถูกรุมชมจนหน้าบางๆ เริ่มขึ้นสีระเรื่อ เธอยิ้มเขินๆ
“ฉันก็ครูพักลักจำวิธีทำอาหารทะเลมาจากสหายเสี่ยวหลิวนั่นแหละค่ะ”
เรื่องนี้มันก็น่าแปลก ทั้งที่เป็นสูตรเดียวกันเป๊ะ แถมเคล็ดลับการจัดการกลิ่นคาวอาหารทะเลตั้งหลายอย่างเสี่ยวหลิวก็เป็นคนสอนเธอแท้ๆ
แต่ไม่รู้ทำไม รสมือที่เธอปรุงออกมา มันถึงได้กลมกล่อมถูกปากกว่าที่เสี่ยวหลิวและคนอื่นๆ ทำเสียอย่างนั้น
“เอาน่าๆ มีแม่ครัวมือหนึ่งอย่างสหายเจียงอยู่ตรงนี้ ต่อให้มีคณะผู้เชี่ยวชาญแห่กันมาอีกสิบชุด พวกเราก็ไม่ต้องนั่งกุมขมับแล้ว”
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าถ้าสหายเจียงลงมือเอง จะกำราบไอ้พวกปากตะไกรพวกนั้นไม่อยู่”
พอมองย้อนกลับไป สิ่งที่เขาตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุด ก็คือการเชื่อคำคุยของโจวจงเฟิงที่ว่าเจียงซูหลันทำกับข้าวอร่อย แล้วเขาก็ฉวยโอกาสตะล่อมให้เธอมาช่วยงานที่โรงอาหารเสียเลย
ถ้าโรงอาหารของพวกเขาไม่มีแม่ครัวฝีมือฉมังไว้รับหน้า วันหน้าเวลามีแขกผู้ใหญ่มาตรวจเยี่ยม มันจะขายหน้าเขาแย่
เจียงซูหลันเม้มริมฝีปากยิ้มบางๆ นัยน์ตาเป็นประกาย
“หัวหน้าฝ่ายพลาธิการก็พูดเกินจริงไปค่ะ ฉันไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอก”
นับตั้งแต่โจวจงเฟิงถูกโหวจื่อกับพวกทหารคนอื่นๆ ลากตัวออกไปปฏิบัติภารกิจก่อนหน้านี้ จนป่านนี้เธอก็ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเขาเลย
ไม่รู้ป่านนี้ทางฝั่งนั้นจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง
เจียงซูหลันพยายามกดความกังวลใจไว้ลึกๆ สายตาคู่สวยทอดมองไปทางประตูโรงอาหารอย่างเหม่อลอย
เวลานี้โจวจงเฟิงกับคนอื่นๆ คงกำลังพาคณะผู้เชี่ยวชาญไปพักผ่อนที่เรือนรับรองแล้วกระมัง
เขาคงจะยุ่งจนหัวหมุน ยุ่งเสียจนไม่มีเวลาปลีกตัวมาดูหน้าเธอเลยสักนาทีเดียว
ระหว่างที่ทุกคนกำลังช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะเก้าอี้อย่างขะมักเขม้น จู่ๆ เสี่ยวหลิวก็ร้องทักขึ้นมาเสียงหลง
“เฮ้ย! ตรงนี้มีกล้วยหอมวางอยู่ลูกหนึ่งได้ไงเนี่ย”
สิ้นเสียงตะโกน ทุกสายตาก็หันขวับไปมองเป็นจุดเดียว
บนม้านั่งไม้ยาวตัวนั้น มีกล้วยหอมลูกหนึ่งวางเด่นหราอยู่จริงๆ ผิวของมันสุกงอมเป็นสีเหลืองทองอร่าม แม้ขนาดจะไม่ใหญ่นักแต่กลับดูอวบอิ่มน่ากินเป็นที่สุด
หัวหน้าฝ่ายพลาธิการตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่
“อ้าว นั่นมันที่นั่งของรองผู้บังคับการกรมโจวเมื่อกี้นี่นา สงสัยจะวางไว้ให้สหายเจียงล่ะมั้งเนี่ย”
พอหัวหน้าเปิดประเด็น ทุกสายตาก็พุ่งเป้ามาที่เจียงซูหลันเป็นตาเดียว
เจียงซูหลันชะงักกึก หัวใจกระตุกวูบ
“ไม่น่าใช่มั้งคะ”
เขาไม่ได้เดินมาหาเธอด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่าเวลารัดตัวขนาดนั้น
“มันวางอยู่ตรงที่นั่งของรองผู้บังคับการกรมโจวพอดีเป๊ะขนาดนี้ สหายเจียงลืมไปแล้วเหรอว่าปกติเวลารองผู้บังคับการกรมโจวมารับคุณทีไร ก็มักจะมีของกินติดไม้ติดมือมาฝากตลอดไม่เคยขาด”
ป้าแม่บ้านในโรงอาหารคนหนึ่งพูดเสริมขึ้นมาอย่างรู้ทัน
ก่อนหน้านี้พวกหล่อนยังเคยจับกลุ่มนินทาแกมหยอกล้อกันเลยว่า รองผู้บังคับการกรมโจวไม่ได้มารับเมียหรอกทรงนี้
ดูยังไงก็เหมือนพ่อมารับลูกสาวกลับบ้านชัดๆ ขนาดคนเป็นพ่อแท้ๆ ยังไม่ประคบประหงมลูกสาวในไส้ได้ถึงขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ
“นั่นไง! ของรองผู้บังคับการกรมโจวตัวจริงเสียงจริงเลย เขาเขียนคำว่า ‘เจียง’ ทิ้งเอาไว้ตรงนี้ ใช้น้ำเขียนน่ะ รอยมันกำลังจะแห้งแล้ว รีบมาดูเร็วเข้า”
คราวนี้หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด
เจียงซูหลันเดินเข้าไปหยิบกล้วยหอมลูกนั้นขึ้นมาถือไว้ด้วยความขัดเขิน เธอก้มลงมองตัวอักษรคำว่า ‘เจียง’ บนม้านั่งยาวที่รอยน้ำกำลังจะเลือนหายไปทีละนิด แล้วใบหน้านวลเนียนก็ค่อยๆ แดงซ่านลามไปถึงใบหู
หัวใจดวงน้อยพองโตคับอก ความหวานล้ำที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้เอ่อล้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย
ความสุขมันอัดแน่นจนแทบจะทะลักออกมาทางแววตา
คนรอบข้างเห็นท่าทางเอียงอายนั้นก็พากันยิ้มล้อเลียนอย่างเอ็นดู
“โฮ้... ข้าวใหม่ปลามันนี่มันดีต่อใจจริงๆ เลยน้า”
แค่เห็นคนเขารักกัน คนมองอย่างพวกเรายังพลอยกระชุ่มกระชวยหัวใจไปด้วย
วันนี้ให้มะพร้าว พรุ่งนี้ให้กล้วยหอม วันมะรืนก็คงเทียวรับเทียวส่งเช้าเย็นไม่ห่างกาย
ขนาดหัวหน้าฝ่ายพลาธิการยังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความชื่นชม
“สองสามวันนี้ รองผู้บังคับการกรมโจวคงจะยุ่งจนหน้ามืด เผลอๆ ข้าวยังไม่มีเวลาจะยัดลงท้องด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังอุตส่าห์เจียดเวลาเสี้ยววินาทีเอากล้วยมาวางไว้ให้เธอ แสดงว่าเขาเก็บเธอไว้ในใจตลอดเวลาจริงๆ นะสหายเจียง”
ถ้าไม่ใช่คนสำคัญที่ใส่ใจกันจริงๆ ผู้ชายอกสามศอกที่ไหนจะมาใส่ใจรายละเอียดหยุมหยิมแบบนี้
“นั่นสิ รองผู้บังคับการกรมโจวนี่ละเอียดอ่อนจริงๆ พ่อคุณเอ๊ย”
“ฉันว่าสหายเจียงมีวาสนาแท้ๆ ผู้หญิงเราจะแต่งงานทั้งที ก็ต้องเลือกแต่งกับผู้ชายแบบนี้แหละ”
คนที่มีเราอยู่ในทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะทำอะไรก็นึกถึงเราเป็นอันดับแรกเสมอ
ใครได้ใช้ชีวิตคู่กับคนแบบนี้ ก็เตรียมตัวเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดไปตลอดชาติได้เลย
เจียงซูหลันกำกล้วยหอมในมือแน่นราวกับกลัวว่ามันจะหายไป ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นรอยยิ้ม แต่ความหวานในใจกลับแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความกังวลที่มีก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะมลายหายไปจนเกือบหมดสิ้น
วินาทีนี้ ราวกับว่าใจของเธอกับเขาสื่อถึงกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดแม้แต่คำเดียว
[จบบท]