บทที่ 279: ความสวยที่ไม่อยากแต่งงาน
ด้วยเหตุผลที่เย้ายวนใจขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ชายหนุ่มทั้งหลายต่างใฝ่ฝันอยากจะได้ตัวหลีลี่เหมยมาครอบครอง
เพราะการได้แต่งงานกับหลีลี่เหมย ไม่ใช่แค่การได้เด็ดดอกไม้ที่งดงามที่สุดในเผ่ามาเชยชมเท่านั้น แต่ยังมีผลพลอยได้ก้อนโตคือการได้หัวหน้าเผ่ามาเป็นพ่อตาหนุนหลัง
ผู้ชายคนไหนบ้างล่ะจะไม่อยากได้ลาภสองต่อนแบบนี้?
มีทั้งเมียสวยระดับนางฟ้า แถมยังมีพ่อตาผู้ทรงอิทธิพลคอยคุ้มกะลาหัว?
หัวหน้าเผ่าหลียกมือนวดหว่างคิ้วที่ขมวดมุ่น พลางเอ่ยตอบปัดๆ ไปอย่างขอไปที “ก็ต้องดูความประพฤติของพวกเอ็งก่อนแล้วกัน”
แผนการในใจที่เขาวางไว้ ไม่เคยแพร่งพรายให้ใครได้รู้มาก่อน
ที่ด้านนอก หลีลี่เหมยซึ่งแอบฟังบทสนทนาอยู่ พอได้ยินพ่อพูดแบบนั้นก็โกรธจนหน้าแดง เธอเผลอกระทืบเท้าปังด้วยความโมโห เสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักนั้นดังพอที่จะเรียกความสนใจจากคนในบ้านได้ทันที
“ใครอยู่ข้างนอก?”
หัวหน้าเผ่าหลีตวาดถามเสียงเข้มเป็นคนแรก แววตาคมกริบกวาดมองไปที่ประตู
หู่หยาและเหล่าลิ่วตาไวกว่าใคร เพื่อนเห็นชายผ้าสีสันสดใสวูบผ่านหน้าประตูไปแวบๆ “นั่น... เหมือนจะเป็นกระโปรงของลี่เหมยหรือเปล่า?”
“หัวหน้าเผ่า พวกเราขอไปดูหน่อยนะ!”
สิ้นคำพูด ยังไม่ทันที่หัวหน้าเผ่าหลีจะพยักหน้าอนุญาต สองหนุ่มก็พุ่งตัวออกไปจนฝุ่นตลบ หายลับไปจากสายตาในชั่วพริบตา
หัวหน้าเผ่าหลีมองตามหลังคนหนุ่มสองคนที่ใจร้อนรนรานราวกับลิงได้แก้ว แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ดูเอาเถอะ นิสัยใจคอเป็นแบบนี้ ฉันจะวางใจฝากลี่เหมยไว้กับพวกมันได้ยังไง”
จะไปโทษว่าเขาตาต่ำมองข้ามคนหนุ่มในเผ่าตัวเองก็คงไม่ได้ ในเมื่อคุณภาพมันได้แค่นี้จริงๆ
“ถ้าอย่างนั้น... พ่อของลูกคิดยังไงกันแน่ล่ะ?”
เมียของหัวหน้าเผ่าหลีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง เกรงใจสามี “ลี่เหมยบ้านเรา คุณคิดจะยกให้ใคร?”
ลูกสาวก็โตเป็นสาวสะพรั่งอายุสิบแปดแล้ว ยังไม่มีการตกลงปลงใจกับใคร ขืนปล่อยทิ้งไว้นานกว่านี้ กลัวว่าจากเรื่องดีจะกลายเป็นเรื่องบาดหมางใจกันเปล่าๆ
ยิ่งนึกถึงนิสัยแก่นแก้วและหัวรั้นของลูกสาวคนเล็กคนนี้ เธอก็ปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
หัวหน้าเผ่าหลีโบกมือตัดบท “เรื่องแต่งงานของลี่เหมย ฉันมีแผนของฉันอยู่แล้ว เธออยู่เฉยๆ อย่าไปเที่ยวรับปากใครมั่วซั่วข้างนอกก็พอ”
น้ำเสียงของเขาดุดันเจือแววตำหนิ ไม่มีการถนอมน้ำใจคู่ชีวิตเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเมียของหัวหน้าเผ่าหลีกลับคุ้นชินกับท่าทีแบบนี้เสียแล้ว เธอเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ แล้วค่อยๆ ถอยฉากออกไปจากห้องเงียบๆ ปล่อยให้สามีใช้ความคิดลำพัง
ตัดภาพมาที่ด้านนอก
หู่หยาและเหล่าลิ่ววิ่งไล่กวดตามออกมาอย่างไม่ลดละ ยิ่งตามก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ ช่วงแรกยังพอมองเห็นเงาหลังไวๆ แต่พอวิ่งมาได้สักพัก เงาร่างนั้นกลับหายวับไปเหมือนละลายหายไปในอากาศ
หู่หยาและเหล่าลิ่วตามหาจนทั่ว พอมองไปข้างหน้าก็ชะงักฝีเท้า เพราะเขตแดนตรงหน้าคือพื้นที่หวงห้ามของกองทัพ
พอนึกถึงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหองระแหงระหว่างคนในเผ่ากับทหารในช่วงนี้ ทั้งสองคนก็เริ่มปอดแหกขึ้นมา หู่หยากวาดตามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง “พวกเราตาฝาดไปเองหรือเปล่าเนี่ย?”
ไม่อย่างนั้นทำไมวิ่งไล่กวดมาตั้งไกลขนาดนี้ ถึงยังไม่เจอแม้แต่รอยเท้า
ลี่เหมยเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ บอบบาง จะไปมีแรงวิ่งหนีได้เร็วขนาดนี้เชียวเหรอ
เหล่าลิ่วชะเง้อคอยาวมองไปรอบทิศ พอเห็นทหารเดินลาดตระเวนถือปืนอยู่ไม่ไกล ก็รีบสะกิดเพื่อนแล้วกระซิบว่า “อาจจะคลาดกันกลางทางก็ได้ เรากลับไปดูทางเดิมเถอะ ขืนทะเล่อทะล่าเข้าไปเดี๋ยวเป็นเรื่อง”
“อืม...”
“เฮ้ย เหล่าลิ่ว ตกลงกันแล้วนะเว้ยว่าแข่งกันแฟร์ๆ ใครทำให้ลี่เหมยชอบได้ก่อน คนนั้นก็ได้แต่ง ห้ามใช้วิธีสกปรกตุกติกนะ”
หู่หยาเป็นคนตัวสูงใหญ่ รูปร่างกำยำ แต่นิสัยซื่อๆ ตรงไปตรงมา
ส่วนเหล่าลิ่วนั้นตัวผอมแห้งเหมือนลิง แต่ในสมองมีแต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
เหล่าลิ่วรับคำอือออส่งเดชไปที แล้วรีบดึงแขนหู่หยา ค่อยๆ ถอยกรูดออกมาจากเขตรอบนอกของกองทัพอย่างเงียบเชียบ
หลังจากที่เสียงฝีเท้าของชายหนุ่มทั้งสองเงียบหายไปได้พักใหญ่
พุ่มไม้รกๆ ข้างทางก็มีการเคลื่อนไหว หลีลี่เหมยค่อยๆ แหวกกอหญ้ามุดออกมาจากหลุมพรางธรรมชาติ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เฮ้อ รอดตายไปที”
เธอกำลังจะหันไปพูดว่า “ขอบคุณนะ” กับคนที่ช่วยดึงเธอลงมาหลบ
“เป็นเธอเหรอ?”
เสียงหวานคุ้นหูดังขึ้น เจียงซูหลันชะงักไป ตะกร้าสานในมือที่มีผ้าลายดอกคลุมอยู่ก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
“อ้าว พี่สาว! บังเอิญจังเลย ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าพี่จะช่วยฉันไว้อีกแล้ว”
ภาพความทรงจำครั้งก่อนตอนไปเก็บหอยทะเลผุดขึ้นมา หลีลี่เหมยเกือบติดเกาะกลับไม่ได้เพราะน้ำขึ้น เจียงซูหลันก็ยื่นมือเข้าช่วยไว้อย่างง่ายดายโดยไม่ได้ทวงบุญคุณ แต่ไม่คิดเลยว่า
โลกจะกลมจนมาเจอกันอีกในสถานการณ์แบบนี้
จะว่าไปก็ช่างบังเอิญ โจวจงเฟิงหายหน้าหายตาไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว เจียงซูหลันรู้สึกเป็นห่วงกินไม่ได้นอนไม่หลับ
เธอเลยลงมือทำกับข้าวใส่ปิ่นโต เตรียมจะเอาไปส่งให้สามีถึงที่ แล้วถือโอกาสสืบข่าวคราวสถานการณ์ไปด้วย
แต่น่าเสียดายที่เจียงซูหลันอุตส่าห์ดั้นด้นไปถึงที่นั่นแล้วกลับไม่เจอแม้แต่เงาของโจวจงเฟิง เลยต้องเดินคอตกหิ้วตะกร้ากลับมาอย่างผิดหวัง
แต่ใครจะไปคิดว่า ขากลับจะมาเจอสหายหญิงคนหนึ่งกำลังถูกผู้ชายสองคนวิ่งไล่กวดมาอย่างกระชั้นชิด
วินาทีนั้นเจียงซูหลันไม่ทันคิดอะไรมาก สัญชาตญาณสั่งให้รีบคว้าแขนดึงคนลงมาหลบในหลุมหญ้ารกๆ นี้ แล้วรีบหักใบกล้วยมาปิดทับพรางตาไว้อีกชั้น ถึงได้รอดพ้นจากสายตาของฝ่ายตรงข้ามมาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด
เจียงซูหลันพยักหน้า อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมา “ฉันก็ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้เหมือนกัน”
ตอนที่ช่วยคนเมื่อครู่ เธอไม่ได้ทันมองหน้าด้วยซ้ำ แค่เห็นเป็นผู้หญิงโดนไล่ตามก็รีบดึงตัวแล้วกระโดดลงมาหลบเลย
ตอนนี้ พอสถานการณ์คลี่คลาย เจียงซูหลันถึงได้มีโอกาสพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียด เด็กสาวตรงหน้าผิวขาวผ่อง เครื่องหน้าดูมีชีวิตชีวา แววตาฉายแววซุกซนและฉลาดเฉลียว ให้ความรู้สึกเหมือนลูกกวางที่ตื่นตัวตลอดเวลา
แถมอีกฝ่ายยังสวมชุดพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ เสื้อสีน้ำเงินเข้มตัดเย็บประณีต ปลายแขนเสื้อมีแถบผ้าซาตินสีขาวสองแถบคาดไว้อย่างโดดเด่น
ผ้าโพกหัวที่ควรจะเอาไว้คลุมผมเรียบๆ กลับถูกเธอเอามามัดผมไว้อย่างเก๋ไก๋ ดูแปลกตาแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดไปอีกแบบ
หลีลี่เหมยเองก็ไม่ใช่คนขี้อาย เธอปล่อยให้เจียงซูหลันมองสำรวจจนพอใจ
“นี่ชุดพื้นเมืองแถวนี้แหละค่ะ ใครๆ เขาก็ใส่กันแบบนี้” เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะชะโงกหน้าไปมองตะกร้าใบเล็กที่เจียงซูหลันถืออยู่อย่างสงสัย “พี่สาว แล้วพี่มาทำอะไรแถวนี้ล่ะ?”
“มาเก็บหอยเหรอ?”
เจียงซูหลันส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้อยากเล่ารายละเอียดอะไรมากนัก แค่ตอบเลี่ยงๆ ว่า “เปล่าหรอก ฉันแค่เอาของมาส่งให้คนน่ะ”
ถึงเธอจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่หลีลี่เหมยก็ฉลาดเป็นกรด เธอหัวเราะคิกคักอย่างรู้ทัน “ดูท่าทางพี่แล้ว ต้องเอามาให้คนรักแน่ๆ เลยใช่ไหมล่ะ”
เธอเป็นคนร่าเริงสดใส เสียงพูดจาใสกังวานเหมือนกระดิ่งลม
พูดจบ ข้อมือเล็กๆ ที่ดูบอบบางนั้นก็คว้าหมับเข้าที่โคนต้นกล้วย ออกแรงเหนี่ยวตัวนิดเดียวก็กระโดดขึ้นไปยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างบนอย่างคล่องแคล่ว แล้วหันมาส่งมือให้เจียงซูหลัน “พี่สาว ขึ้นมาสิ เดี๋ยวฉันช่วยดึง”
เจียงซูหลันส่งมือให้ อาศัยแรงดึงของอีกฝ่ายช่วยพยุงตัวปีนขึ้นมาจากหลุมหญ้า
ทั้งสองคนต่างก็เหนื่อยหอบกันทั้งคู่ เลยทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ต้นกล้วยป่าที่เขียวชอุ่ม ใบกล้วยขนาดมหึมาแผ่กิ่งก้านสาขาช่วยบังแดดยามบ่ายได้เป็นวงกว้าง
แสงแดดลอดผ่านช่องว่างของใบกล้วยลงมาเป็นลำ ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเจียงซูหลัน ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดเมื่อต้องแสง เครื่องหน้าสวยหมดจด งดงามราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาด
หลีลี่เหมยจ้องมองภาพตรงหน้าแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา รู้สึกเสียดายแทน “พี่สาว ฉันไม่คิดเลยนะว่า คนสวยระดับพี่ จะแต่งงานมีเจ้าของแล้ว”
เจียงซูหลันเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ หันขวับไปมองอีกฝ่าย “ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะจ๊ะ?”
“ก็ฉันแค่รู้สึกว่า สหายหญิงที่สวยๆ แบบนี้ ไม่ควรจะถูกฝังกลบอยู่กับงานบ้านงานเรือน สามี ลูกเต้า แล้วก็แม่ผัวจอมบงการน่ะสิ”
หลีลี่เหมยหันกลับไป เอื้อมมือไปเด็ดใบกล้วยขนาดใหญ่มาสองใบ ยื่นให้เจียงซูหลันใบหนึ่ง ส่วนตัวเองก็เอาอีกใบมารองพื้นแล้วทิ้งตัวนอนราบลงไปอย่างไม่ถือตัว สองตามองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าอย่างสบายอารมณ์
“ถ้าฉันเกิดมาสวยได้สักครึ่งของพี่นะ สาบานเลยว่าฉันไม่มีทางแต่งงานเด็ดขาด”
“ทำไมล่ะ?”
หลีลี่เหมยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจและเป็นธรรมชาติสุดๆ “ก็ฉันสวยขนาดนี้แล้ว ทำไมฉันต้องเอาตัวไปผูกมัดกับพวกผู้ชายตัวเหม็นพวกนั้นให้เสียของด้วยล่ะ จริงไหม?”
[จบบท]