บทที่ 283: ยมบาลวางดาบ เมื่อภรรยามาเยือน
ท่ามกลางความตึงเครียดและแดดร้อนระอุที่แผดเผา บรรยากาศที่กำลังคุกรุ่นพลันชะงักลงเมื่อเหล่าทหารและเจ้าหน้าที่เห็นภาพที่ไม่คุ้นตา โจวจงเฟิง... ชายผู้ที่ปกติมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านจนใครๆ ต่างขนานนามว่า ‘ยมบาลหน้าตาย’ บัดนี้กำลังสับเท้าวิ่งเหยาะๆ ออกไปหาใครบางคน
ที่ปลายทางนั้น มีร่างระหงของสหายหญิงหน้าตาสะสวยยืนรออยู่
จะอธิบายภาพที่เห็นอย่างไรดีล่ะ?
จากเดิมที่เขายืนบัญชาการอยู่ตรงหน้าพวกสหายทหารด้วยแววตาดุดัน แข็งกร้าวราวก้อนหินที่ไม่มีวันแตกสลาย แต่พอไปหยุดอยู่ตรงหน้าผู้หญิงคนนั้น เหลี่ยมมุมที่เคยคมกริบกลับถูกลบเลือนหายไป บรรยากาศรอบตัวของชายชาติทหารพลันเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลอบอุ่นอย่างน่าประหลาด
โจวจงเฟิงก้มหน้าลงสบตาภรรยาด้วยแววตาที่คนอื่นไม่มีวันได้เห็น
“คุณมาได้ยังไงครับเนี่ย”
พูดจบเขาก็ไม่รอช้า รีบจูงมือเธอพาหลบเข้าไปยืนอาศัยร่มเงาอยู่ใต้ต้นกล้วยต้นใหญ่เพื่อหนีเปลวแดด
เจียงซูหลันเองก็แปลกใจไม่น้อย เธอแค่ลองมาดูเผื่อฟลุ๊คเพราะไปหาที่บ้านแล้วไม่เจอ ใครจะคิดว่าเขาจะปักหลักอยู่ที่กองทัพจริงๆ
หญิงสาวชูตะกร้าสานใบเล็กที่มีผ้าลายดอกคลุมปิดมิดชิดขึ้นมาระดับอก
“ฉันเห็นคุณไม่กลับบ้านตั้งหลายวัน เป็นห่วงกลัวจะหิว ก็เลยทำของกินมาส่งให้น่ะค่ะ”
เธอยิ้มบางๆ ให้เขาก่อนจะเสริมต่อ
“ใครจะรู้ว่าไปหาแล้วไม่เจอตัว พอดีเลย ฉันก็กำลังจะกลับแล้วล่ะ”
เธอเหลือบมองเวลาเล็กน้อย เพราะต้องรีบไปตอกบัตรเข้างานที่โรงอาหารให้ทันสิบเอ็ดโมง
โจวจงเฟิงมองตะกร้าในมือภรรยาพลางถามเสียงทุ้ม
“ทำอะไรมาเหรอ”
เจียงซูหลันค่อยๆ เปิดมุมผ้าคลุมออก เผยให้เห็นของดีข้างในพลางกระซิบ
“ซาลาเปาไส้หมูสับใส่วุ้นเส้นค่ะ ฉันเพิ่งนึ่งเสร็จใหม่ๆ ยังอุ่นๆ อยู่เลย คุณจะกินรองท้องหน่อยไหม”
เธอกะเวลาทำเสร็จตอนเกือบสิบโมง เดินมาถึงนี่ก็ยังไม่ถึงชั่วโมง ความร้อนยังระอุอยู่ในแป้งนุ่มๆ นั้นแน่นอน
โจวจงเฟิงมองซาลาเปาลูกขาวอวบที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายพวกนั้นแล้ว ความเหนื่อยล้าจากการกรำงานหนักสะสมมาหลายวันดูเหมือนจะมลายหายไปสิ้น
หัวใจที่เคยแข็งแกร่งราวเหล็กกล้ากลับอ่อนยวบยาบอย่างไม่อาจต้านทาน เหมือนเรือลำน้อยที่รอนแรมกลางพายุฝนมานาน ในที่สุดก็ได้กลับมาทอดสมอในอ่าวที่สงบเงียบ
เขารับตะกร้ามาถือไว้ สัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ส่งผ่านมาถึงมือ
“กำลังหิวพอดีเลยครับ สองสามวันนี้ยุ่งจนหัวหมุน ข้าวมื้อดีๆ ยังไม่ตกถึงท้องสักมื้อ”
พูดจบ พ่อเจ้าประคุณก็ไม่รอพิธีรีตอง หยิบซาลาเปาลูกโตขึ้นมา กัดคำใหญ่เคี้ยวตุ้ยๆ ทันที
รสชาติของซาลาเปาไส้หมูสับใส่วุ้นเส้นฝีมือเจียงซูหลันนั้นไร้ที่ติ แป้งด้านนอกนุ่มฟูยืดหยุ่น พอฟันขบผ่านแป้งลงไปเจอกับไส้หมูสับที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำซุปปรุงรสกลมกล่อม ผสานกับความเหนียวนุ่มของวุ้นเส้นที่ดูดซับรสชาติของเนื้อสัตว์เอาไว้ ทุกคำที่เคี้ยวคือสวรรค์ของคนหิวโซอย่างแท้จริง
เห็นสามีกินอย่างเอร็ดอร่อยจนแก้มตุ่ย เจียงซูหลันก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม แต่ปากก็ยังมิวายบ่นด้วยความเป็นห่วงตามประสา
“ต่อให้งานยุ่งแค่ไหน คุณก็ต้องรู้จักดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะคะ อย่าปล่อยให้หิวแบบนี้”
โจวจงเฟิงกลืนซาลาเปาลงคอ แววตาที่มองภรรยาพราวระยับไปด้วยความขบขันระคนเอ็นดู
“ขอรับๆ ทราบแล้วครับคุณศรีภรรยา”
คำเรียกขานนั้นทำให้เจียงซูหลันหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
โจวจงเฟิงจัดการซาลาเปาลงท้องไปรวดเดียวสามลูก พอเริ่มอิ่มท้อง เขาก็กวาดตามองจำนวนซาลาเปาที่เหลือในตะกร้าแล้วเอ่ยถาม
“แล้วที่บ้าน คุณเก็บไว้กินบ้างหรือเปล่า”
เจียงซูหลันพยักหน้ารับ
“เก็บไว้แล้วค่ะ หกลูกแน่ะ ไม่ต้องห่วง”
“งั้น... ผมขอเอาพวกนี้ไปแบ่งทางนู้นหน่อยนะ”
โจวจงเฟิงพยักพเยิดหน้าไปทางกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ไม่ไกล ตรงนั้นมีทั้งผู้บังคับการกรมน่า ผู้บังคับการซ่ง เจ้าลิงผอมโหวจื่อ เจ้าแว่นซื่อเหยียน รวมไปถึงศาสตราจารย์สวี่
สถานการณ์ช่วงนี้ตึงเครียด ทั้งสองฝ่ายต่างคุมเชิงกันอยู่ ทุกคนเลยพลอยอดหลับอดนอน กินกันแต่เสบียงแห้งๆ มาหลายวันแล้ว
เจียงซูหลันผู้ใจกว้างโบกมืออนุญาตทันที
“เอาไปเถอะค่ะ แบ่งกันกิน”
“ซูหลัน... ขอบคุณนะ”
น้ำเสียงของโจวจงเฟิงทุ้มลึก จริงจัง ถ้าไม่ติดว่าอยู่กลางแจ้งท่ามกลางสายตาประชาชี เขาคงจะปรี่เข้าไปอุ้มเจียงซูหลันชูขึ้นฟ้าหมุนตัวสักรอบให้สมกับความรักที่มันล้นอก
ความรู้สึกที่ว่า ‘ชอบ’ ดูเหมือนจะน้อยเกินไปสำหรับผู้หญิงคนนี้จริงๆ
เจียงซูหลันเม้มปากกลั้นยิ้ม แล้วออกปากไล่
“คนกันเองไม่ต้องมาขอบคุณอะไรหรอกค่ะ รีบไปเถอะ เดี๋ยวเพื่อนรอ”
เธอยืนมองแผ่นหลังกว้างของโจวจงเฟิงที่วิ่งเหยาะๆ กลับไปหาเพื่อนร่วมงาน จนแน่ใจว่าเขาถึงที่หมายแล้ว จึงได้หมุนตัวเตรียมเดินกลับบ้านไปทำงานต่อ
อีกด้านหนึ่ง
ทันทีที่โจวจงเฟิงเดินถือตะกร้ากลับมาถึงวงสนทนา ศาสตราจารย์สวี่กับเฉินจื้อกางที่สอดส่องสายตามองอยู่ตลอดก็รีบยื่นหน้าเข้ามาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
“เมื่อกี้สหายหญิงคนนั้นคือใครเหรอครับ รองผู้บังคับการโจว”
โจวจงเฟิงยืดอกตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ
“ภรรยาผมเอง”
น้ำเสียงนั้น ฟังดูธรรมดา แต่ใครๆ ก็จับสัมผัสได้ถึงความภาคภูมิใจที่แฝงอยู่
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะยื่นตะกร้าใบเล็กส่งไปกลางวง
“ภรรยาที่บ้านผมเขาเอาเสบียงมาส่ง พวกคุณลองชิมดูสิ”
แม้จะพยายามคุมโทนเสียงให้ดูขรึมเหมือนปกติ แต่หางเสียงที่กระดกขึ้นเล็กน้อยนั่น มันปิดความ ‘ขี้อวด’ ไม่มิดจริงๆ
นี่มัน... ผิดวิสัยรองผู้บังคับการกรมโจวชัดๆ
ทุกคนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่จมูกเจ้ากรรมดันได้กลิ่นหอมฉุยลอยออกมาจากตะกร้า
ผู้บังคับการกรมน่า ซึ่งบ้านอยู่ติดกันและรู้กิตติศัพท์ฝีมือปลายจวักของเจียงซูหลันดีกว่าใคร ไม่รอช้าให้เสียเวลา เขาเช็ดมือที่เปื้อนฝุ่นกับขากางเกงตัวเองลวกๆ สองสามที แล้วคว้าหมับเข้าที่ซาลาเปาลูกใหญ่
อ้าปากกัดคำโต
รสชาติความอร่อยแผ่ซ่านไปทั่วปาก หลังจากต้องทนเคี้ยวหมั่นโถวแข็งๆ กับผักดองมาหลายวัน ปากคอมันจืดชืดไปหมดแล้ว พอได้ของดีเข้าปาก ก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่
พอกลืนคำแรกไปได้ ผู้บังคับการกรมน่าก็ทำท่าจะเอื้อมมือลงไปหยิบลูกที่สองตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า...
เพียะ!
มือหนาของโจวจงเฟิงปัดมือเพื่อนร่วมงานออกทันควัน
“คนละลูกพอ ห้ามเบิ้ล”
อ้าว...
ผู้บังคับการกรมน่าทำหน้าเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่น แววตาเสียดายสุดซึ้ง
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ พอเห็นตัวอย่างแล้วก็เริ่มได้สติ ต่างคนต่างรีบคว้าไปคนละลูก พอกัดเข้าไปคำแรก ปฏิกิริยาก็ไม่ต่างจากผู้บังคับการกรมน่า
อร่อยเหาะขนาดนี้... ถ้าได้อีกสักลูกคงจะดีไม่น้อย
สายตาหลายคู่จ้องมองกลับไปที่ตะกร้าอย่างมีความหวัง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อโจวจงเฟิงจัดการปิดผ้าคลุมลายดอกลงอย่างมิดชิด ราวกับกลัวใครจะมาขโมยสมบัติ
“หมดโควตาแล้ว”
ทุกคน: “...”
ทำได้เพียงก้มมองซาลาเปาในมือ แล้วค่อยๆ ละเลียดกินทีละคำเล็กๆ เพื่อซึมซับรสชาติให้นานที่สุด ยิ่งเคี้ยว ความอิจฉาก็ยิ่งพุ่งพล่าน
โดยเฉพาะผู้บังคับการกรมน่ากับผู้บังคับการซ่ง ทั้งคู่ต่างก็มีเมียมีลูกแล้ว
แต่ทำไมนะ... ทำไมเมียที่บ้านถึงไม่เคยคิดบ้างว่าผัวลำบากตรากตรำอยู่ข้างนอก ไม่เห็นจะมีใครหิ้วของกินมาส่งให้ชื่นใจแบบนี้บ้างเลย
“เสี่ยวเจียงบ้านนายนี่ประเสริฐจริงๆ นะเจ้าโจว ใส่ใจนายทุกเรื่องเลย”
โหวจื่อกับเจ้าแว่นซื่อเหยียนพยักหน้าสนับสนุนพร้อมเพรียง
“พี่สะใภ้ดีกับท่านรองผู้บังคับการโจวสุดๆ ไปเลยครับ”
โจวจงเฟิงได้ยินคำชมก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้มมุมปาก เขาล้วงหยิบซาลาเปาลูกที่สี่ของตัวเองออกมาจากตะกร้า
ค่อยๆ บรรจงกินยั่วโมโหชาวบ้านอย่างมีความสุข
ศาสตราจารย์สวี่ที่เคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ อยู่ข้างๆ ก็อดวิจารณ์ไม่ได้
“รสชาติซาลาเปาหมูสับนี่... ผมว่าอร่อยกว่าไอ้ลูกใหญ่ๆ ที่ขายในร้านอาหารรัฐบาลที่ปักกิ่งเสียอีก แป้งนุ่ม ไส้แน่น รสชาติกลมกล่อม”
เฉินจื้อกาง ผู้มีประสาทสัมผัสการรับรสเป็นเลิศ เคี้ยวไปพลางทำหน้าครุ่นคิด
“อาจารย์ครับ... ทำไมผมรู้สึกว่ารสชาตินี้ มันคุ้นๆ เหมือนฝีมือแม่ครัวที่ทำหอยลายผัดพริกให้เรากินที่โรงอาหารวันก่อนเลยล่ะครับ รสมือเดียวกันชัดๆ”
สิ้นประโยคนั้น
ความเงียบก็เข้าปกคลุมวงสนทนาทันที
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่เฉินจื้อกางเป็นจุดเดียว
“อะไรกันครับ... ผมพูดอะไรผิดไปเหรอ”
เฉินจื้อกางหน้าเสีย ถามเสียงตะกุกตะกัก กลัวว่าจะเผลอไปสะกิดต่อมโมโหใครเข้าจนโดนไล่อีก
ผู้บังคับการกรมน่าส่ายหัว ถอนหายใจ
“เปล่าหรอก แต่นายนี่ลิ้นทองคำจริงๆ แยกแยะเก่งชะมัด ก็คนเดียวกับที่ทำหอยลายผัดพริกวันนั้นนั่นแหละ”
พอความจริงเปิดเผย เฉินจื้อกางก็ตาเป็นประกายวาววับ ภาพสหายหญิงแสนสวยเมื่อครู่ลอยเข้ามาในหัวทันที เขาหันขวับไปหาโจวจงเฟิงอย่างมีความหวัง
“รองผู้บังคับการโจวครับ! ภรรยาคุณมีน้องสาวบ้างไหม แนะนำให้ผมสักคนสิครับ!”
โจวจงเฟิงตวัดสายตามอง นิ่งไปนิดเดียวก่อนจะพ่นคำเดียวสั้นๆ
“ไสหัวไป”
เฉินจื้อกาง: “...”
ชายหนุ่มหุบปากฉับ คอตกนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวทันที ไม่กล้าหืออีกแม้แต่คำเดียว
หลังจากมหกรรมกินซาลาเปาจบลง ท้องอิ่มกันถ้วนหน้า
โจวจงเฟิงยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา สีหน้ากลับมาเคร่งขรึมจริงจังตามบทบาทหน้าที่
“หัวหน้าเผ่าหลีนัดเจอพวกเราตอนสิบเอ็ดโมงครึ่ง ศาสตราจารย์สวี่กับเฉินจื้อกาง พวกคุณสแตนด์บายรออยู่แถวๆ นี้นะครับ ไม่ต้องเข้าไปข้างใน ส่วนผู้บังคับการซ่งกับผู้บังคับการกรมน่า... ตามผมเข้าไป”
ถึงแม้สารที่ส่งมาจะระบุชื่อให้เขาเข้าไปพบเพียงคนเดียวก็ตาม
แต่นั่นแหละ... คือจุดพิรุธที่ทำให้โจวจงเฟิงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีอะไรไม่ชอบมาพากล
[จบบท]