บทที่ 285: น้ำตากับรอยร้าวแห่งเผ่าพันธ์ุ
ความดื้อรั้นที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้นของหลีลี่เหมย ทำให้หัวหน้าเผ่าหลีอดไม่ได้ที่จะมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองซ้อนทับอยู่บนร่างของลูกสาว
หลายต่อหลายครั้งที่เขามองเธอแล้วได้แต่ทอดถอนใจด้วยความเสียดาย หากเลือดเนื้อเชื้อไขที่ถอดแบบความเด็ดเดี่ยวของเขาไปได้ขนาดนี้เกิดมาเป็นลูกผู้ชาย... มันจะดีแค่ไหนกันเชียว
แต่อนิจจา ความจริงก็คือความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เธอเป็นลูกสาว และนั่นคือสิ่งที่ฟ้าลิขิตมาแล้ว
ในเมื่อเปลี่ยนเพศไม่ได้ คนเป็นพ่ออย่างหัวหน้าเผ่าหลีจึงทำได้เพียงทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อกรุยทางชีวิตให้เธออย่างดีที่สุด
โดยเฉพาะเรื่องคู่ครอง เขาเริ่มวางหมากกระดานนี้มาตั้งแต่ลี่เหมยยังเด็ก กวาดตามองเด็กหนุ่มรุ่นกระทงในเผ่าทุกคนอย่างละเอียดพินิจพิเคราะห์ แล้วก็ค่อยๆ กาชื่อทิ้งไปทีละคน ทีละคน
ไอ้หนุ่มพวกนั้น... ไม่มีใครดีพอจะมาเคียงคู่กับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขาได้สักคนเดียว
เมื่อตัวเลือกในเผ่าหมดลง สายตาของผู้เป็นพ่อจึงเบนเข็มไปยังค่ายทหาร
ระดับหัวหน้าเผ่าอย่างเขา ย่อมรู้จักมักคุ้นกับนายทหารระดับผู้บัญชาการกองพันที่มีชื่อเสียงในละแวกนี้แทบทุกคน เขาชั่งน้ำหนัก เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย จนกระทั่งเหลือตัวเลือกสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด
รองผู้บังคับการกรมโจว
ติดอยู่เพียงเรื่องเดียว... ผู้ชายคนนั้นแต่งงานแล้ว
แต่สำหรับหัวหน้าเผ่าหลี เรื่องหยุมหยิมพรรค์นี้แทบจะไม่อยู่ในสายตา ลูกผู้ชายที่ยิ่งใหญ่จะกลัวอะไรกับการไม่มีภรรยา? ประวัติศาสตร์สอนไว้เสมอว่าบุรุษผู้สร้างตำนานล้วนมีสตรีรายล้อมมากกว่าหนึ่งมิใช่หรือ?
เขามั่นใจในความคิดของตัวเอง มั่นใจว่าต่อให้ลูกสาวต้องลดตัวลงไปเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยของรองผู้บังคับการกรมโจว ชีวิตในภายภาคหน้าของเธอก็ยังจะสุขสบายและมีเกียรติกว่าการต้องทนดักดานอยู่กับผู้ชายในเผ่าบ้านนอกคอกนานี้เป็นไหนๆ
ทว่า... ความปรารถนาดีที่เขามอบให้ กลับกลายเป็นยาพิษในสายตาลูก หลีลี่เหมยไม่เพียงไม่ซาบซึ้ง แต่เธอกลับมองว่าความคิดของพ่อมันบิดเบี้ยวจนเกินเยียวยา
คำพูดต่อมาของเธอ เปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงแห่งโทสะของเขา
“พ่อบอกว่าคนทำการใหญ่ไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อย งั้นหมายความว่าผู้หญิงอย่างเราๆ สมควรถูกใช้เป็นเบี้ย เป็นเครื่องสังเวยเพื่อความสำเร็จของผู้ชายงั้นเหรอคะ?”
หลีลี่เหมยจ้องหน้าผู้ให้กำเนิดเขม็ง นัยน์ตาของเธอวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งความคับแค้น “ถ้าความหวังดีของพ่อคือการให้ฉันไปทำลายครอบครัวคนอื่น พ่อคะ... ฉันยอมตายซะดีกว่า!”
ให้ตายยังไง เธอก็จะไม่ยอมลดศักดิ์ศรีไปเป็นมือที่สาม ทำลายชีวิตคู่ของใครเด็ดขาด!
ความอดทนของหัวหน้าเผ่าหลีขาดผึง ฝ่ามือหนาที่เคยยั้งไว้ด้วยความรัก สุดท้ายก็ห้ามไม่อยู่ ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้าของลูกสาวเต็มแรง
เพียะ—!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นก้องไปทั่วห้อง แรงเหวี่ยงนั้นรุนแรงจนมือของหัวหน้าเผ่าหลีชาหนึบ แต่ความเจ็บปวดบนใบหน้าที่แดงก่ำของหลีลี่เหมย กลับไม่ได้ทำให้เธอสยบยอมแม้แต่น้อย วินาทีนี้ ความเจ็บปวดกลับปลุกให้เธอตื่นจากความกลัว กลายเป็นความดื้อรั้นที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ถ้อยคำที่พรั่งพรูออกจากปากเธอ คมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษ
“เอาสิ! พ่อตีฉันให้ตายตรงนี้เลย! ตีให้ตายฉันก็ไม่มีวันไปเป็นผู้หญิงหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้าน แต่ถ้าพ่อตีฉันไม่ตาย... ฉันสาบานว่าจะไปฟ้องทางการ พ่อ... คนที่เห็นผู้หญิงเป็นแค่สัตว์ เป็นแค่สินค้าสำหรับแลกเปลี่ยนผลประโยชน์อย่างพ่อ นรกจะต้องเปิดประตูรอรับแน่!”
นิ้วเรียวสั่นระริกชี้กราดไปทางทิศใต้ ทิศที่ตั้งของรูปปั้นหินสลักเจ้าแม่กวนอิมแห่งทะเลใต้ อันเป็นที่เคารพสักการะ
เธอเน้นเสียงหนักแน่น ชัดเจนทุกถ้อยคำ
“พ่อดูนั่น! เจ้าแม่กวนอิมท่านมองเราอยู่บนฟ้า ท่านเห็นทุกการกระทำเลวทรามของมนุษย์ แล้วท่านก็จะคิดบัญชีอย่างสาสม พ่อจำใส่สมองไว้นะคะ ไม่ใช่ว่าเวรกรรมมันจะไม่ตามสนอง... มันแค่รอเวลาของมันเท่านั้น!”
ไม่มีใครหนีพ้นหรอก... ไม่มีทาง!
ต่อให้ยิ่งใหญ่มาจากไหน หากมือเปื้อนบาป ก็ไม่มีใครรอดพ้นสายพระเนตรและการลงทัณฑ์จากเจ้าแม่กวนอิมไปได้
“นี่แก...”
หัวหน้าเผ่าหลีชะงักกึก คำพูดนั้นเหมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจ ไหล่ที่เคยผึ่งผายเริ่มสั่นเทิ้มเล็กน้อยด้วยความหวาดหวั่น
คนเกาะอย่างพวกเขา มีหรือจะไม่กลัวเกรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าแม่กวนอิมแห่งทะเลใต้คือศรัทธาสูงสุดที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ แม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนไปจนห้ามพูดถึงเรื่องงมงาย แต่ลึกๆ ในใจ ชาวเกาะทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านเฝ้ามองอยู่เสมอ
และคำแช่งชักหักกระดูกจากปากลูกสาวในไส้ มันช่างบาดลึกและน่ากลัวจับใจ
หัวหน้าเผ่าหลีพยายามข่มความกลัว แสร้งทำเสียงแข็งกลบเกลื่อน “ลี่เหมย! พ่อคงตามใจแกมากเกินไปสินะ แกถึงได้กล้ากำเริบเสิบสาน พูดจาสามหาวไม่กลัวนรกกินกบาลแบบนี้!”
ปากด่าลูก แต่การกระทำกลับตรงกันข้าม เขารีบหันไปทางทิศใต้ ยกมือพนมไหว้ปลกๆ ด้วยความร้อนรน “เจ้าแม่กวนอิม... ลูกสาวผมมันยังเด็ก ปากพล่อยเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอท่านโปรดเมตตา อย่าได้ถือสาหาความคำพูดเด็กมันเลยนะครับ”
หลีลี่เหมยมองดูท่าทางขลาดเขลาของพ่อด้วยสายตาว่างเปล่า ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างสมเพช “หึ... พ่อคะ แทนที่จะมานั่งสวดมนต์ขอขมาตอนที่สายไป สู้พ่อเลิกทำชั่ว เลิกวางแผนสกปรกตั้งแต่แรกไม่ดีกว่าเหรอ?”
“แกหาว่าฉันทำชั่วเรอะ?!” หัวหน้าเผ่าหลีตวาดลั่นด้วยความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาอีกระลอก เงื้อมือเตรียมจะฟาดซ้ำ แต่พอเห็นรอยนิ้วมือแดงช้ำบนแก้มบวมตุ่ยของลูก หัวใจคนเป็นพ่อก็อ่อนยวบลง “ลี่เหมย... ที่พ่อทำทั้งหมด พ่อดิ้นรนวางแผนแทบตาย ก็เพื่อใคร? แกไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่!”
“ฉันไม่ต้องการ!”
“ตอนนี้ไม่ต้องการ... ชาตินี้ทั้งชาติฉันก็ไม่ต้องการ!”
หญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องตาพ่ออย่างไม่ลดละ “พ่อคะ... ฉันบอกพ่อไปเป็นร้อยรอบแล้วว่าฉันไม่อยากแต่งงาน แต่พ่อเคยฟังฉันบ้างไหม? พ่อเอาแต่ยัดเยียดคำว่า ‘หวังดี’ ใส่พานมาให้ แล้วพ่อเคยถามฉันสักคำไหมว่าฉันอยากได้มันหรือเปล่า?!”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและผิดหวัง
หลายปีที่ผ่านมา เธอต้องต่อสู้เพียงลำพัง สู้กับคนในบ้าน สู้กับจารีตของคนในเผ่า... วันนี้เธอพอแล้ว
หลีลี่เหมยเอื้อมมือไปกระชากผ้าโพกหัวที่เป็นเอกลักษณ์ประจำเผ่าออกจากผม ปามันลงพื้นอย่างไม่ไยดี แล้วใช้เท้ากระทืบซ้ำอย่างแรงระบายความอัดอั้น “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป... ฉันไม่ใช่คนของเผ่าหลีอีกแล้ว! พ่อเลิกบงการชีวิตฉันสักที เลิกยุ่งกับเรื่องแต่งงานของฉันได้แล้ว!”
การกระทำนั้นทำเอาหัวหน้าเผ่าหลีตัวแข็งทื่อ ผ้าโพกหัวไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่มันคือศักดิ์ศรี คือจิตวิญญาณของบรรพบุรุษที่ห้ามใครลบหลู่
แต่ลูกสาวของเขา... กลับเหยียบย่ำมันจมดิน
ในขณะที่เขายังตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก หลีลี่เหมยก็อาศัยจังหวะนั้นวิ่งฝ่าความมืดออกไปจากบ้าน
“ไอ้ลูกไม่รักดี!” หัวหน้าเผ่าหลีคำราม เตรียมจะวิ่งไล่กวด
แต่หู่หยาก็วิ่งสวนเข้ามาหน้าตาตื่น “หัวหน้าครับ! แย่แล้ว... เอ้ย ไม่ใช่ครับ คือว่ารองผู้บังคับการกรมโจวกับคนอื่นๆ มาถึงห้องรับรองด้านนอกแล้วครับ”
ชื่อของรองผู้บังคับการกรมโจวเหมือนถังน้ำเย็นที่สาดโครมใส่หัวหน้าเผ่าหลี เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
ความอยากจะวิ่งไปลากคอลูกสาวลดฮวบลงไปกว่าครึ่ง เขาหยุดกึก หันมาสั่งงานด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เดี๋ยวฉันจะออกไปรับแขก”
เขาชะงักนิดหนึ่ง สายตายังคงมองไปทางประตูที่ลูกสาววิ่งหายไป “แก... รีบไปตามหาลี่เหมยให้เจอ เจอตัวแล้วจับขังไว้ในห้อง อย่าให้มันออกมาเพ่นพ่านเด็ดขาด”
หู่หยาอ้าปากค้าง อยากจะถามเหตุผล แต่พอเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวหัวหน้าเผ่า ก็รีบหุบปากฉับ กลืนคำถามลงคอไปทันที
หัวหน้าเผ่าหลีจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ปรับสีหน้าให้กลับมาดูภูมิฐานสมตำแหน่งผู้นำเผ่า ก่อนจะเดินไปถึงหน้าประตู แล้วจู่ๆ เขาก็เปลี่ยนใจ หันไปสั่งเหล่าลิ่วที่ยืนรออยู่
“ไปบอกให้พวกเขาทุกคนเข้ามาได้เลย”
เหล่าลิ่วเกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง “อ้าว... หัวหน้าครับ ไหนตอนแรกสั่งกำชับนักหนาว่าจะให้แค่รองผู้บังคับการกรมโจวเข้ามาคนเดียวไงครับ?”
ก็ตอนไปเชิญ เขาอุตส่าห์ย้ำกับทางนั้นดิบดี
“ฉันบอกว่าเปลี่ยนใจแล้วไง! ให้เข้ามาให้หมดนั่นแหละ!”
ฤทธิ์เดชของลูกสาวเมื่อครู่ ทำให้หัวหน้าเผ่าหลีเริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางครั้ง... การจะบีบคั้นหรือเจรจาต่อรองกับใครสักคน การใช้แค่บารมีส่วนตัวอาจไม่พอ มันต้องใช้แรงกดดันจากฝูงชน ใช้สายตาของคนนอกมาช่วยบีบ
นั่นต่างหากคือกลยุทธ์ที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามจนมุมและยอมจำนนได้ง่ายที่สุด
เรื่องเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายพวกนี้... หัวหน้าเผ่าหลีมั่นใจว่าเขาไม่เป็นสองรองใครในเกาะนี้แน่นอน
[จบบท]