บทที่ 298: ความกังวลของรองผู้บังคับการกรมโจว
สุดท้ายแล้วหลีลี่เหมยก็เลือกที่จะกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันมาจนถึงทางออกหน้าหมู่บ้านเผ่าหลี หลีลี่เหมยหันไปออกคำสั่งกับโหวจื่อที่ยืนรออยู่ทันที
“รบกวนนายช่วยไปส่งพี่สาวซูหลันของฉันให้ถึงบ้านด้วยนะ”
โหวจื่อมีท่าทีลังเลเล็กน้อย สายตาเหลือบมองระยะทางแล้วประเมินสถานการณ์
หลีลี่เหมยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นดูเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในโลก
“ตะกร้าใบเบ้อเริ่มเทิ้มขนาดนี้ มือของพี่สาวซูหลันไม่ได้มีไว้สำหรับถือของหนักๆ แบบนี้นะ เข้าใจไหม”
ประโยคเดียวเล่นเอาโหวจื่อถึงกับใบ้กิน เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เจียงซูหลันเห็นท่าทีนั้นก็รีบแย้งขึ้นด้วยความเกรงใจ
“ไม่ต้องลำบากหรอกจ้ะลี่เหมย ฉันกลับเองได้ สบายมาก”
“ไม่ได้หรอก ให้เจ้าลิงไปส่งพี่น่ะดีแล้ว ไว้คราวหน้าพี่ค่อยแวะมาหาฉันใหม่นะ พี่ซูหลัน”
เจียงซูหลันจนปัญญาจะขัดใจเด็กสาวคนนี้ สุดท้ายต้องยอมจำนนปล่อยให้โหวจื่อเดินตามไปส่งแต่โดยดี หลีลี่เหมยยืนส่งยิ้มหวานหยด ยืนมองส่งแผ่นหลังของเจียงซูหลันจนลับสายตาไป
ทว่าวินาทีที่แผ่นหลังของเจียงซูหลันหายลับไปพ้นจากสายตา
รอยยิ้มพิมพ์ใจบนใบหน้าของหลีลี่เหมยก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความเคร่งขรึมเย็นชา เธอหันกลับมาถามหู่หยาเสียงเรียบ
“ทางป่ายางพาราเป็นยังไงบ้าง เล่ารายละเอียดมาให้หมด”
เธอได้ส่งคนไปแจ้งข่าวล่วงหน้าตั้งนานแล้ว สั่งให้พวกคนแก่ ผู้หญิง และเด็ก รีบกลับเข้าหมู่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าโยงที่นั่นอีกต่อไป
หู่หยายกมือขึ้นเกาศีรษะแกรกๆ ด้วยความลำบากใจ
“พวกเขายืนกรานหัวชนฝาว่าจะไม่กลับครับ บอกว่าถ้าไม่มีคำสั่งโดยตรงจากท่านหัวหน้าเผ่าคนเก่า พวกเขาก็จะไม่ยอมก้าวเท้ากลับมาเด็ดขาด”
ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ในช่วงที่หัวหน้าเผ่าหลีครองอำนาจ แม้จะไม่ได้สร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรให้เผ่า แต่ทักษะการล้างสมองผู้คนนี่ถือว่าเป็นที่หนึ่งหาตัวจับยากจริงๆ
สีหน้าของหลีลี่เหมยเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน แววตาวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ
“พวกนั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่กันแล้วหรือไง”
ทนตากแดดตากลม อดหลับอดนอนมาตั้งสามสี่วันแล้ว ขืนยังดันทุรังดื้อด้านต่อไปแบบนี้ อย่าว่าแต่คนแก่สังขารโรยราจะทนไม่ไหวเลย เด็กตัวเล็กๆ นั่นแหละที่จะตายกันหมด
หู่หยาตอบเสียงอ่อย
“พวกเขาหัวแข็งมากครับ ไม่ยอมกลับลูกเดียว”
“ฉันจะไปดูด้วยตาตัวเอง”
ตัดภาพมาที่กองบัญชาการทหาร
ทันทีที่กลุ่มของโจวจงเฟิงกลับมาถึง เขาก็จัดการสั่งคุมขังหัวหน้าเผ่าหลีและเหล่าลิ่วแยกขังเดี่ยวทันที จากนั้นร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบทหารก็ตรงดิ่งไปรายงานสถานการณ์ให้ผู้บัญชาการกองพลเหลยทราบที่ห้องทำงาน
ผู้บัญชาการกองพลเหลยฟังรายงานจนจบก็พยักหน้าช้าๆ พลางสรุปความ
“หมายความว่าตอนนี้ภายในเผ่าหลีเกิดความขัดแย้งภายใน ลูกสาวของหัวหน้าเผ่าหลีต้องการจะปฏิวัติขึ้นมาแทนที่พ่อตัวเองงั้นสิ”
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับ
“ใช่ครับ”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยลุกขึ้นเดินเอามือไพล่หลังวนไปมาหน้าโต๊ะทำงานครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามในประเด็นสำคัญ
“แล้วลูกสาวหัวหน้าเผ่าคนนี้ มีท่าทีกับกองทัพเรายังไงบ้าง เป็นมิตรหรือศัตรู”
โจวจงเฟิงพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า ทำเอาคนถามเลิกคิ้วสูง
“หือ ยังไงกันแน่”
“ความสัมพันธ์กับกองทัพถือว่าธรรมดามากครับ ไม่ดีไม่ร้าย”
โจวจงเฟิงเว้นจังหวะไปนิดหนึ่งก่อนจะกระแอมเบาๆ แก้เก้อ แล้วพูดต่อ
“แต่ดูจากสถานการณ์และท่าทีของเธอตอนนี้ เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีมากถึงมากที่สุดกับภรรยาผมครับ”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหน้า
“หมายความว่ายังไง พูดให้ละเอียดซิ”
โจวจงเฟิงพยายามเรียบเรียงคำพูดในหัวเพื่ออธิบายสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนนี้
“หลีลี่เหมยคนนั้นพอเห็นภรรยาผม ก็เหมือนแมวเห็นปลา เหมือนหมาเห็นกระดูกหมูชิ้นโต แม้คำเปรียบเปรยนี้จะไม่ค่อยสุภาพนัก แต่ความจริงมันเป็นแบบนั้นเลยครับท่าน ถ้ามีเมียผมอยู่ด้วยในวงเจรจา ผมมั่นใจถึงแปดส่วนว่าจะดึงหลีลี่เหมยมาเป็นพวกเดียวกับกองทัพเราได้”
“แถมเธอยังพูดตรงๆ กับปากตัวเองเลยว่า ถ้าเธอชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่ามาได้เมื่อไหร่ เธอจะร่วมมือกับกองทัพทันที จะสั่งถอนคนแก่กับเด็กออกมา แล้วอนุญาตให้ทหารของเราเข้าไปประจำการในป่ายางพาราได้โดยไม่มีเงื่อนไข”
“แบบนี้ก็เยี่ยมเลยสิ!”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยเผลอตบมือฉาดใหญ่ด้วยความชอบใจ สิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไรล่ะ
ก็คือพันธมิตรที่พร้อมร่วมมือกับกองทัพแบบนี้ไม่ใช่หรือไง สถานการณ์ที่ตึงเครียดจะได้คลี่คลายเสียที
ทว่าสายตาของโจวจงเฟิงกลับดูขุ่นเคืองและหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ต้องแลกกับการส่งภรรยาผมออกไปรับหน้านะครับ”
ตอนนี้ภรรยาเขายังไม่ได้กลับมาพร้อมเขาเลยด้วยซ้ำ
เธอถูกรั้งตัวไว้ที่เผ่าหลี ได้ยินซื่อเหยียนกับโหวจื่อรายงานมาว่า หลีลี่เหมยสั่งเก็บลิ้นจี่พันธุ์ซานเยว่หงในเผ่าจนเกลี้ยงต้น เพียงเพื่อจะเอามาให้เจียงซูหลันกินให้หนำใจ
ฟังแล้วมันน่าหงุดหงิดชะมัด
ทำไมต้องมาทำดีกับเมียชาวบ้านขนาดนี้ด้วย นั่นมันเมียเขานะ!
ผู้บัญชาการกองพลเหลยฟังต้นสายปลายเหตุจบ ก็เดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องคนสนิทเบาๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ
“สหายโจว เป็นลูกผู้ชายมันก็ต้องมีเสียสละกันบ้าง เพื่อชาติบ้านเมือง อีกอย่างหลีลี่เหมยก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ นายจะกลัวอะไร เธอไม่ใช่ผู้ชายสักหน่อย นายกลัวเธอจะมาสวมเขาให้นายหรือไง คิดมากไปได้”
ผู้บัญชาการกองพลเหลยหารู้ไม่
เพราะเป็นเด็กผู้หญิงนี่แหละ โจวจงเฟิงถึงได้ยิ่งกังวลจนนั่งไม่ติด เพราะฝ่ายนั้นเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ย่อมเข้าใจจิตใจผู้หญิงด้วยกันดีที่สุดว่าจะเข้าหายังไง
แถมยังทำดีด้วยจนน่าใจหาย ประคบประหงมราวกับไข่ในหิน
นี่แหละที่ทำให้โจวจงเฟิงรู้สึกถึงวิกฤตที่สั่นคลอนสถานะสามี
ที่สำคัญ เพราะเป็นสหายหญิงเหมือนกัน เจียงซูหลันถึงได้วางใจและไม่ทันระวังตัวเลยสักนิด เปิดรับไมตรีนั้นอย่างเต็มที่
โจวจงเฟิงนวดหว่างคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม แล้วตอบรับผู้บัญชาการกองพลเหลยเสียงเนือย
“ทราบแล้วครับ เรื่องทางนั้นผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด”
พอโจวจงเฟิงเดินออกไปจากห้อง ผู้บัญชาการกองพลเหลยก็ได้แต่เกาหัวแกรกๆ ทราบแล้ว?
ทราบอะไรของเขา?
คนแก่ตามอารมณ์หนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ทันจริงๆ
ทางด้านเจียงซูหลันเดินมาได้ครึ่งทาง เพราะจิตใจยังพะวงเป็นห่วงหลีลี่เหมยเลยบอกให้โหวจื่อกลับไปดูสถานการณ์ที่เผ่า เธอเดินกลับเองได้
แต่โหวจื่อไม่ยอมเด็ดขาด ตะกร้านี้ดูเหมือนเล็กแต่ข้างในอัดแน่นไปด้วยลิ้นจี่ หนักตั้งหลายสิบจิน
พี่สะใภ้ตัวเล็กบอบบางนิดเดียว จะหิ้วกลับไหวได้ยังไง
ขืนปล่อยให้พี่สะใภ้กลับคนเดียว แล้วเกิดเป็นลมเป็นแล้งไป รองผู้บังคับการกรมโจวคงด่าเขาหูชาจนเสียอนาคตแน่
เจียงซูหลันถอนหายใจยาว
“ช่างเถอะ ถ้าเธอไม่เหนื่อยก็ตามใจ”
โหวจื่อฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวครบทุกซี่ พอเดินเข้าเขตบ้านพักทหาร ก็เจอกับโจวจงเฟิงที่เพิ่งเดินหน้านิ่งออกมาจากห้องทำงานของผู้บัญชาการกองพลเหลยพอดี
โหวจื่อดีใจรีบตะโกนเรียกเสียงใส
“รองผู้บังคับการกรมครับ!”
เขาทักทายมาแต่ไกล โบกไม้โบกมือหยอยๆ
โจวจงเฟิงชะงักฝีเท้า พอเห็นว่าเป็นเจียงซูหลันเดินมา สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อครู่ก็ผ่อนคลายลง เขารีบก้าวยาวๆ เข้าไปหาภรรยา
“กลับมาแล้วเหรอ ทางโน้นไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม”
เจียงซูหลันพยักหน้ารับคำเดียว แล้วชี้ไปที่ตะกร้าลิ้นจี่ในมือโหวจื่อ
“ลี่เหมยให้มาค่ะ”
“ทางโน้นดูเหมือนจะมีเรื่องอะไรบางอย่าง แต่ลี่เหมยไม่ได้บอกฉัน”
ตอนนั้นสีหน้าของหลีลี่เหมยดูไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แววตามีความกังวลพาดผ่าน แต่พออยู่ต่อหน้าเธอ อีกฝ่ายก็เก็บซ่อนอารมณ์ขุ่นมัวเหล่านั้นไว้มิดชิด ไม่แสดงออกมาให้เธอไม่สบายใจเลยสักนิด
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วมุ่น เขารับตะกร้าหนักอึ้งจากมือโหวจื่อมาถือไว้เองอย่างง่ายดาย แล้วพูดขึ้น
“กลับบ้านก่อนเถอะ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเงาร่างหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นตามมาจากด้านหลัง เป็นซื่อเหยียนนั่นเอง เขาตะโกนลั่นจนเสียงหลง
“รองผู้บังคับการกรม! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”
[จบบท]