บทที่ 303: เชื่อใจฉัน
หากจะกล่าวโทษกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งปักหลักอยู่ตรงหน้าว่าเป็นคนเลวร้าย ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาคนเหล่านี้ไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย หรือก่อความเดือดร้อนให้ใครมาก่อน
พวกเขาใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียรมาทั้งชีวิต หากจะนับว่ามีเรื่องใดที่ดูเกินขอบเขตไปบ้าง ก็คงมีเพียงเหตุการณ์ในตอนนี้ ที่พวกเขามารวมตัวกันปิดล้อมทางเข้าป่ายางพารา เพื่อขัดขวางไม่ให้กองทหารผ่านเข้าไปปฏิบัติหน้าที่
ทว่าการขวางทางครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การยืนขวางเฉยๆ แต่มันคือการเอาชีวิตเข้าแลก
ในช่วงแรกของการเผชิญหน้า คนในเผ่ายังคงส่งข้าวส่งน้ำมาให้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น เหล่าผู้อาวุโสจึงเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการอดอาหาร ปฏิเสธทั้งเสบียงจากคนในเผ่า และไม่ยอมแตะต้องอาหารที่ทางกองทัพพยายามส่งเข้ามาช่วยเหลือ
ความมุ่งมั่นนั้นน่ากลัวถึงขั้นที่พวกเขาลั่นวาจาว่า ต่อให้เด็กตัวเล็กๆ ที่ถูกพามาด้วยต้องอดตาย ก็ถือว่าเป็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูล
คำพูดนั้นเสียดแทงหัวใจคนฟัง จนหลีลี่เหมยไม่อาจระงับโทสะได้ ร่างเล็กสั่นเทาด้วยความโกรธ เธอตวาดลั่น “พวกคุณจะดื้อด้านหัวชนฝายังไงฉันไม่ว่า แต่อย่าเอาชีวิตเด็กๆ มาเป็นเครื่องสังเวยความบ้าคลั่งของตัวเองแบบนี้! พวกแกเพิ่งจะกี่ขวบกันเชียว พวกคุณทำใจเห็นเด็กตายต่อหน้าต่อตาได้ลงคอเหรอ!”
ชายชราผู้เป็นแกนนำมีสีหน้าวูบไหวด้วยความอาลัยยามก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับแนวทหารที่ตรึงกำลังอยู่ไม่ไกล แววตานั้นก็กลับมาแข็งกร้าวตามเดิม
เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เย็นยะเยือก “ลี่เหมย ตอนนี้เธอไม่ใช่ลูกหลานเผ่าหลี แต่เป็นสุนัขรับใช้ของกองทัพไปแล้ว พวกเราไม่มีอะไรจะคุยกับเธอ”
สำหรับพวกเขา การกระทำสำคัญกว่าคำพูด
หากทหารอยากจะผ่านเข้าไปในป่ายางพารา ก็มีทางเดียวคือต้องเหยียบศพพวกเขาข้ามไปเท่านั้น
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด ทุกอย่างตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน
ทว่าในนาทีวิกฤตินั้นเอง...
เสียงใสๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกความเงียบงันขึ้นมา พร้อมกับการปรากฏตัวของเจียงซูหลันและขบวนขนเสบียง “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ ทำไมบรรยากาศดูมาคุจัง”
การปรากฏตัวของเจียงซูหลันไม่ได้มามือเปล่า เธอและผู้ติดตามช่วยกันขนหม้อไหใบใหญ่ และที่เรียกสายตาที่สุดคือหมูชิ้นโตขาวมันวาวที่ถูกแบกเข้ามาอย่างเอิกเกริก
วินาทีนั้น สายตาของทุกคนทั้งฝ่ายชาวบ้านและทหารต่างก็หันไปมองเป็นตาเดียว
รองผู้บังคับการกรมโจวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ เขาไม่คิดว่าภรรยาจะมาที่นี่ “ซูหลัน คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ?”
แถมยังขนข้าวของมามากมายขนาดนี้อีก
ต่างจากปฏิกิริยาของหลีลี่เหมยที่ดูจะดีใจจนเนื้อเต้น ความคับแค้นใจจากการถูกผู้อาวุโสด่าทอเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตาเมื่อเห็นหน้าคนโปรด
เธอวิ่งถลาเข้าไปหาทันที “พี่สาวซูหลัน!”
น้ำเสียงที่เรียกขานนั้นหวานหยดย้อย สดใสราวกับเสียงกระดิ่งเงินที่กังวานในสายลม
เจียงซูหลันยืนอยู่ตรงกลางระหว่างคนสองคน ชั่วขณะหนึ่งเธอเกิดความลังเลว่าจะทักทายใครก่อนดี
ฝั่งหนึ่งคือสามีอย่างโจวจงเฟิง ผู้เปรียบเสมือนขุนเขาที่มั่นคง สง่างาม และเป็นที่พึ่งพิงอันปลอดภัย
อีกฝั่งคือหลีลี่เหมย หญิงสาวผู้เปรียบเสมือนกวางน้อยในป่าใหญ่ ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความกระตือรือร้น
เจียงซูหลันตกอยู่ในสถานการณ์รักพี่เสียดายน้อง เลือกไม่ถูกว่าจะหันหน้าไปทางไหนก่อนดี
“พี่สาวซูหลัน มาหาฉันใช่ไหมคะ” หลีลี่เหมยไม่รอให้ใครอนุญาต เธอวิ่งมาถึงตัวก็คว้าข้อมือเจียงซูหลันไปกุมไว้แล้วเขย่าเบาๆ อย่างออดอ้อน ใบหน้าสวยคมคายแบบสาวชาวเกาะฉายแววซุกซน เป็นเสน่ห์แบบที่ทำให้ใครเห็นก็โกรธไม่ลง
เมื่อเจอลูกอ้อนแบบนี้ ตาชั่งในใจของเจียงซูหลันก็เอียงกระเท่เร่ไปหาทันที เธอส่งเสียงรับคำในลำคออย่างเอ็นดู “อืม ได้ยินว่าทางนี้เจอปัญหาหนักอก ฉันเลยแวะมาดูหน่อยเผื่อจะช่วยอะไรได้”
“ว้าว!” หลีลี่เหมยยกมือป้องปาก ทำตาโตเป็นประกายวิบวับ “ฉันว่าแล้วเชียว ในใจพี่สาวซูหลัน ฉันต้องสำคัญที่สุดอยู่แล้ว”
พูดจบก็ไม่วายปรายตามองไปทางรองผู้บังคับการกรมโจว พร้อมยักคิ้วให้อย่างผู้ชนะ
ไม่ว่าจะมองมุมไหน นี่มันประกาศสงครามแย่งชิงความรักชัดๆ
โจวจงเฟิงมุมปากกระตุกเล็กน้อย เขาคร้านจะไปต่อปากต่อคำกับเด็กไม่รู้จักโต ใช่แล้ว ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในสายตาของเขา หลีลี่เหมยคือ ‘เด็กบ้า’ คนหนึ่ง แถมยังบ้าดีเดือดเกินพิกัดเสียด้วย
ดูจากวีรกรรมที่เธอกล้าแจ้งจับพ่อตัวเอง ขโมยของกลาง และข่มขู่ผู้อาวุโส เพื่อจัดการรวบอำนาจในเผ่าหลีด้วยวิธีการแบบสายฟ้าแลบ
อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ขนาดผู้ชายอกสามศอกบางคนยังไม่มีความเด็ดขาดและใจกล้าบ้าบิ่นได้เท่านี้
ถึงจะทำงานได้รวดเร็ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิธีการของเธอนั้นสุดโต่งเกินไป
โจวจงเฟิงเลือกที่จะมองข้ามสายตาท้าทายของเด็กสาว แล้วหันมาสบตากับภรรยาของตนด้วยแววตาที่อ่อนโยนลงหลายส่วน “ทางหัวหน้าฝ่ายพลาธิการแจ้งมาว่า มีคนเสนอวิธีแก้ปัญหาเรื่องของพวกชาวบ้านได้แล้ว คนคนนั้นคือคุณสินะครับ?”
นอกจากเจียงซูหลัน เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีใครกล้ารับเผือกร้อนชิ้นนี้
จะมีก็แต่ซูหลันของเขาเท่านั้นที่มีความสามารถและจิตใจละเอียดอ่อนพอ
เมื่อนึกถึงสภาพอาหารที่ฝ่ายพลาธิการส่งมาก่อนหน้านี้ แล้วถูกชาวบ้านตีกลับไปจนหมดโดยไม่แม้แต่จะเปิดดู
ในใจของโจวจงเฟิงก็เกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวภรรยาขึ้นมาอย่างเงียบๆ
เจียงซูหลันพยักหน้ารับ เม้มปากยิ้มบางๆ ขณะลำเลียงข้าวของเครื่องใช้ออกมาวาง “ใช่ค่ะ ฉันทำข้อตกลงกับหัวหน้าฝ่ายพลาธิการไว้แล้ว ว่าปัญหาเรื่องอาหารการกินของคนแก่และเด็กๆ กลุ่มนี้ ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบจัดการเอง”
“พี่สาวซูหลัน...”
น้ำเสียงของหลีลี่เหมยเปลี่ยนไปทันที เธอขมวดคิ้วแน่น แสดงท่าทีคัดค้านหัวชนฝา “พี่อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยค่ะ อย่ามายุ่งกับเรื่องนี้เลย”
เธอกระชับมือที่จับเจียงซูหลันแน่นขึ้น พยายามจะดึงให้เดินออกไปจากวงล้อม
คนแก่พวกนี้เสียสติไปแล้ว พูดจาไม่รู้ความ ดื้อด้านยิ่งกว่าหินผา พี่สาวซูหลันจะเอาตัวที่สะอาดบริสุทธิ์ลงมาเกลือกกลั้วกับโคลนตมพวกนี้ทำไม
มันไม่คุ้มเลยสักนิด
เจียงซูหลันไม่ได้ขัดขืนแรงดึงนั้น แต่เธอกลับกระชับมือตอบ กุมมือของหลีลี่เหมยไว้แน่นกว่าเดิม แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความกังวล “ลี่เหมย เชื่อใจฉันนะ ได้ไหม”
แววตาของเธอบ่งบอกว่าเธอไม่ได้พูดเล่น และเธอมั่นใจว่าจัดการได้
หลีลี่เหมยชะงักไปครู่หนึ่ง เธอแพ้สายตาแบบนี้ เธอไม่เคยปฏิเสธคำขอของเจียงซูหลันได้เลยสักครั้ง
เมื่อห้ามเองไม่ได้ผล เด็กสาวจึงเริ่มร้อนรนจนกระทืบเท้าเร่าๆ หันไปพาลใส่ชายหนุ่มร่างสูงข้างๆ “รองผู้บังคับการกรมโจว! ยืนบื้ออยู่ทำไม รีบห้ามสิคะ อย่าให้พี่สาวซูหลันเอาตัวเข้ามาเสี่ยงกับเรื่องบ้าๆ นี่”
เรื่องนี้มันซับซ้อนและยืดเยื้อมาหลายวัน ขนาดเธอกับเขาร่วมมือกันยังหาทางลงไม่ได้
การดึงเจียงซูหลันเข้ามา ก็เหมือนเอาเธอมาโยนลงกองไฟชัดๆ
ในสายตาของหลีลี่เหมย เจียงซูหลันคือนางฟ้าที่ควรได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย อยู่บ้านจิบชา อ่านหนังสือ และยิ้มสวยๆ ให้โลกสดใส
ไม่ใช่ต้องมาตรากตรำ ดิ้นรนแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งแบบนี้
ความลำบากแบบนี้ ให้เธอแบกรับคนเดียวก็พอแล้ว อย่าดึงพี่สาวซูหลันลงมาด้วยเลย
โจวจงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันเคารพการตัดสินใจของซูหลัน”
ในสายตาของเขา เจียงซูหลันไม่เคยเป็นดอกไม้ประดับแจกันที่เปราะบาง แต่เธอเปรียบเสมือนต้นโอ๊กที่แข็งแกร่ง สามารถยืนหยัดเคียงข้างเขาต้านลมฝนได้อย่างสมศักดิ์ศรี
คำตอบนั้นทำให้หลีลี่เหมยโมโหจนแทบคลั่ง เธอกัดฟันกรอด “คนอย่างคุณ... แต่งงานกับคนดีๆ อย่างพี่สาวซูหลันได้ยังไง คุณมันสมควรเป็นโสดไปจนตาย!”
ไอ้ผู้ชายทึ่ม! คงจะทำบุญมาแปดชั่วโคตรสินะ ถึงได้วาสนาดีคว้าพี่สาวซูหลันไปครองได้
“เอาล่ะๆ ลี่เหมย ใจเย็นๆ ก่อน ในเมื่อฉันตัดสินใจมาแล้ว ก็แปลว่าฉันมั่นใจ ให้โอกาสฉันลองดูเถอะนะ”
เจียงซูหลันมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดู ใบหน้านวลเนียนฉายแววแน่วแน่และจริงใจ “เชื่อใจฉันนะ ตกลงไหม”
น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่นุ่มนวล ท่าทีที่ผ่อนคลายของเธอเหมือนมีมนตร์สะกด
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดดูเหมือนจะผ่อนคลายลงตามอารมณ์ของเธอ
ความวิตกกังวลที่พลุ่งพล่านในใจหลีลี่เหมยค่อยๆ สงบลงอย่างน่าประหลาด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กสาวก็พยักหน้ายอมจำนนในที่สุด
เจียงซูหลันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอหันไปสบตากับโจวจงเฟิง แล้วขยับปากพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน “ขอบคุณค่ะ”
[จบบท]