บทที่ 31: เรื่องด่วน
คนอื่นๆ ในครอบครัวเจียงที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พยักหน้าตามกันด้วยบรรยากาศที่เปี่ยมสุข “สหายจากในเมืองนี่ ช่างไม่เหมือนใครจริงๆ”
“ซูหลัน พรุ่งนี้เช้าลูกรีบโทรกลับไปหาเขาเลยนะ บอกไปเลยว่าบ้านเราตกลงแล้ว ให้มาที่บ้านได้เลย พวกเราคนบ้านนอกไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย”
ทว่าพูดจบก็หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะแสดงความกังวลออกมา “แต่ฝ่ายหญิงเราดูรีบร้อนขนาดนี้ จะถูกฝ่ายชายเขาดูแคลนเอาหรือเปล่า”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศภายในห้องก็เงียบลงถนัดตา
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การแต่งลูกสาวออกไปย่อมต้องมีการไว้ท่าทีอยู่บ้าง การที่พวกเขาแสดงออกว่ากระตือรือร้นขนาดนี้ เมื่อซูหลันแต่งเข้าไปแล้ว จะไม่ถูกทะนุถนอมเท่าที่ควรหรือเปล่า
“เราควรรอดูท่าทีไปก่อนดีไหม” แม่เจียงที่ปกติเป็นคนเด็ดขาดเสมอมา กลับมีท่าทีลังเลขึ้นมา “เอาเป็น... มะรืนนี้ค่อยโทรไปดีกว่าไหม”
หัวอกคนเป็นแม่ก็เป็นเช่นนี้ ตอนลูกสาวยังไม่แต่งงานก็กังวล พอมีคู่ดูตัวที่เหมาะสมแล้ว ก็ยิ่งกังวลมากกว่าเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะการกลัวว่าลูกสาวจะแสดงท่าทีกระตือรือร้นเกินงามจนถูกคนอื่นมองไม่ดี
เจียงซูหลันย่อมเข้าใจหัวอกของแม่ดี เธอจึงเลือกที่จะเก็บคำพูดของตัวเองกลับเข้าไปแล้วส่งยิ้มให้แทน “หนูยังไงก็ได้ค่ะ แล้วแต่แม่เลย”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น แม่เจียงก็พยักหน้าอย่างโล่งอก สมาชิกครอบครัวเจียงคนอื่นๆ ก็พากันยิ้มออกมา ตลอดทั้งคืนนั้น ทุกคนในบ้านเจียงต่างก็ปลื้มปีติจนข่มตานอนไม่หลับ ซูหลันของพวกเขา ในที่สุดก็หาคู่ดูตัวที่ดีพร้อมได้แล้ว
…
เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงซูหลันเพิ่งจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย แต่ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน เธอก็ถึงกับตกใจกับภาพความวุ่นวายโกลาหลที่เกิดขึ้นด้านนอก
เหล่าสมาชิกคอมมูนกำลังขวักไขว่ บ้างก็ช่วยกันขนเก้าอี้ บ้างก็กำลังขนโต๊ะ หรือแม้แต่บางคนก็กำลังขนหม้อไหถ้วยชาม กล่าวคือ ทุกคนต่างถือเครื่องครัวเครื่องใช้สำหรับการกินอาหารไว้ในมือ ดูยุ่งกันจนหัวหมุนไปหมด
เจียงซูหลันกับเจี่ยงซิ่วเจินได้แต่มองหน้ากันไปมา เจี่ยงซิ่วเจินจึงเอ่ยถามขึ้น “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันจ๊ะ”
สมาชิกคอมมูนคนหนึ่งที่เดินผ่านไปได้ยินจึงพูดขึ้น “พวกเธอยังไม่รู่อะไรอีกเหรอ วันนี้บ้านนั้นเขากำลังจัดงานหมั้นกันน่ะสิ ลูกสาวบ้านเจียงคนนั้นน่ะ ได้ยินว่าผู้อำนวยการโรงงานใหญ่ฝ่ายชายจะมามอบของหมั้นด้วยตัวเองเลยนะ”
พอได้ยินเช่นนั้น คนในครอบครัวเจียงที่กำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่ในบ้านก็พากันเดินตามออกมา เมื่อพวกเขาได้ยินเรื่องราวทั้งหมด สีหน้าก็พลันเคร่งเครียดลง
จางกุ้ยอิง คู่ปรับตลอดกาลของแม่เจียง ถือชามกระเบื้องเคลือบซดโจ๊กข้าวโพดเสียงดังซู้ดซ้าด แต่ก็ไม่วายจงใจเอ่ยถามขึ้น “พี่สาวจ๊ะ แล้วว่าที่ลูกเขยบ้านพี่ล่ะ จะมามอบของหมั้นเมื่อไหร่กันเหรอ”
นี่หาใช่คำถามไม่ แต่เป็นการจงใจพูดจาถากถางให้เจ็บใจ
แม่เจียงสวนกลับไปแบบไม่เบาไม่แรงนัก “ธุระกงการอะไรของเธอไม่ทราบ ถึงเขาจะมาเมื่อไหร่ก็ช่างเถอะ แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีทางมาหมั้นในวันเดียวกับบ้านเจียงที่อับโชคนั่นแน่”
แต่ยังไม่ทันขาดคำดีนัก เพื่อนบ้านที่สนิทสนมกับแม่เจียงก็รีบเข้ามาสะกิดเตือนเบาๆ “พี่สาว อย่าหาว่าฉันไม่เตือนพี่นะ เรื่องสำคัญแบบนี้ถ้าพี่ยังไม่รีบตัดสินใจให้เด็ดขาด เผื่อฝ่ายชายเขาหนีไปจะทำยังไง นั่นยังถือเป็นเรื่องเล็กนะ แต่พี่ลืมไปแล้วเหรอว่าซูหลันยังมีเจิ้งเซี่ยงตงคอยตามตอแยไม่เลิกอยู่”
คำเตือนนั้นทำให้แม่เจียงตกใจจนสะดุ้งเฮือก
ที่ผ่านมาเธอมัวแต่กังวลเรื่องการวางท่าทีของฝ่ายเจ้าสาว กลัวว่าลูกสาวจะถูกมองว่ารีบร้อนจนโดนอีกฝ่ายดูถูกเอาได้ แต่กลับลืมเรื่องของเจิ้งเซี่ยงตง ไอ้คนพาลไร้ยางอายนั่นไปเสียสนิท
คราวนี้ แม่เจียงมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเจียงซูหลัน ซึ่งตัวเจียงซูหลันเองก็ได้สติกลับมาในจังหวะนั้นพอดี
พอนึกถึงเจิ้งเซี่ยงตงขึ้นมาได้ เธอก็ตัดสินใจพูดทันที “แม่คะ หนูจะไปที่คอมมูนเดี๋ยวนี้เลย”
เธอตั้งใจจะไปยืมโทรศัพท์เพื่อโทรแจ้งอีกฝ่าย สองแม่ลูกสบตากันอย่างเข้าใจความหมาย โดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไรออกไปอีก
ทว่า คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางกลับเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ซูหลันบ้านเธอจะรีบไปคอมมูนทำไมแต่เช้าตอนนี้ล่ะ”
แม่เจียงจึงตอบกลับไปแบบคลุมเครือ “พอดีมีธุระต้องไปทำนิดหน่อยน่ะ”
ทว่า สายตาของแม่เจียงกลับจับจ้องไปยังโต๊ะเก้าอี้กองนั้นนิ่ง พลางจมอยู่ในภวังค์ความคิด
…
เจียงซูหลันกับเจี่ยงซิ่วเจินจึงพากันขึ้นรถแทรกเตอร์เพื่อมุ่งหน้าไปยังที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูน
ทีมการผลิตหมัวผานที่พวกเขาอาศัยอยู่ไม่มีโทรศัพท์ติดตั้ง ในบรรดากองพลน้อยกว่าสิบแห่งของคอมมูน มีเพียงห้องทำงานของหัวหน้าที่ทำการกองพลน้อยเท่านั้นที่มีโทรศัพท์ใช้งาน
เมื่อเจียงซูหลันเดินทางไปถึง เธอก็ทักทายหัวหน้าอวี๋
หัวหน้าอวี๋ยิ้มตอบกลับมาด้วยท่าทีที่เป็นกันเองอย่างมาก ไม่หลงเหลือมาดของผู้นำระดับสูงแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขาทราบถึงจุดประสงค์ที่เธอมาในวันนี้ เขาก็ยังอุตส่าห์ขยับย้ายเครื่องโทรศัพท์มาไว้ข้างๆ เพื่อให้เธอสามารถโทรได้อย่างสะดวก
เจียงซูหลันกล่าวขอบคุณ ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่จดเบอร์โทรไว้ออกจากกระเป๋าเสื้อ ท่ามกลางสายตาที่จดจ่อและแรงกระตุ้นจากเจี่ยงซิ่วเจินและหัวหน้าอวี๋ เธอก็ค่อยๆ หมุนแป้นโทรศัพท์ตามเบอร์ที่โจวจงเฟิงทิ้งไว้ให้
แต่ทว่า ในการโทรออกครั้งแรก กลับไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ
เจียงซูหลันจึงหันไปมองหัวหน้าอวี๋ตามสัญชาตญาณ “โทรไม่ติดค่ะ”
หัวหน้าอวี๋มองดูเครื่องโทรศัพท์เจ้าปัญหา สลับกับคิดอยู่ครู่หนึ่ง “สงสัยว่ามันจะเก่าเกินแกงอีกแล้วล่ะมั้ง”
พูดจบเขาก็ใช้ฝ่ามือตบเข้าไปที่เครื่องโทรศัพท์อย่างแรงเสียงดังปังๆ อยู่หลายต่อหลายที ภาพนั้นทำเอาเจียงซูหลันถึงกับมุมปากกระตุกเล็กน้อย เธอมองหัวหน้าอวี๋ยื่นเครื่องโทรศัพท์กลับมาให้ “เอ้า ลองดูอีกทีสิ”
ครั้งนี้ โทรศัพท์มีสัญญาณดังขึ้น เพียงแต่สัญญาณดังอยู่นานหลายครั้ง และยังถูกโอนสายไปถึงสองรอบ กว่าจะมีคนรับสาย “ฮัลโหล ที่นี่บ้านพักรับรองหมายเลขสี่ครับ”
เจียงซูหลันสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำ “สวัสดีค่ะ ฉันขอสายสหายโจวจงเฟิงค่ะ”
“รบกวนรอสักครู่นะครับ”
สัญญาณโทรศัพท์เงียบไป เจี่ยงซิ่วเจินกับหัวหน้าอวี๋ที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ ก็เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา “เป็นอะไรไป ทำไมเงียบไปล่ะ”
เจียงซูหลันรีบทำท่าจุ๊ปากส่งสัญญาณไปทางทั้งสองคน แล้วจึงเอามือป้องหูโทรศัพท์ไว้ “ใจเย็นๆ ค่ะ พวกเขากำลังตามคนให้อยู่”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจี่ยงซิ่วเจินกับหัวหน้าอวี๋ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
สามนาทีต่อมา ปลายสายก็มีเสียงตอบกลับมาอีกครั้ง “สวัสดีครับสหาย ไม่ทราบว่ายืนยันใช่ไหมครับว่าต้องการพูดสายกับสหายโจวจงเฟิง”
เจียงซูหลันรีบพยักหน้าตอบรับ “ยืนยันค่ะ พอดีฉันมีเรื่องด่วนจริงๆ รบกวนคุณช่วยต่อสายให้เร็วหน่อยนะคะ”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อไป “ต้องขอโทษด้วยครับสหาย พอดีผมตรวจสอบดูแล้ว สหายโจวเพิ่งมีธุระด่วน ออกไปข้างนอกชั่วคราวครับ”
คำตอบนั้นทำให้เจียงซูหลันขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “ธุระด่วนเหรอคะ แล้วเขาได้บอกไว้บ้างไหมคะว่าจะกลับมาประมาณเมื่อไหร่”
อีกฝ่ายดูเหมือนจะเปิดสมุดบันทึกตรวจสอบอีกครั้ง “เขาบอกไว้ว่าจะกลับมาเร็วๆ นี้ครับ หรือถ้ายังไงคุณจะทิ้งที่อยู่กับเบอร์โทรไว้ก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยแจ้งเรื่องต่อให้”
เจียงซูหลันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจฝากข้อมูลติดต่อกลับไว้
หลังจากวางสาย เธอก็ยืนนิ่งไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
เจี่ยงซิ่วเจินที่ยืนรออยู่ข้างๆ ร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว เธอเผลอเพิ่มระดับเสียงดังขึ้น “ซูหลัน สรุปว่าสหายโจวเขาว่ายังไงบ้างจ๊ะ”
ในตอนนั้นเอง เธอไม่ได้ทันสังเกตเลยว่า โจวเยว่หัว ซึ่งกำลังพากลุ่มญาติที่จะไปช่วยงานหมั้นของบ้านเจียง (อีกตระกูล) กำลังแวะพักอยู่ที่ที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูนเช่นกัน และเมื่อได้ยินคำถามนั้น คนกลุ่มนั้นทั้งหมดก็หันมามองเป็นตาเดียว
[จบบท]