บทที่ 398: ข่าวดีในซองจดหมาย
ถ้าไม่ใช่เพราะความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง ลูกสะใภ้จะรู้รสนิยมการกินของพวกเขาได้อย่างแม่นยำขนาดนี้เชียวหรือ
โจวอี้คุนมองภรรยาที่กำลังเคี้ยวของว่างตุ้ยๆ แล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวขึ้นมา
"ถังหมิ่นหัว คุณอย่าลืมสิว่าคุณคือนักวัตถุนิยมที่แน่วแน่มั่นคงนะ"
คนทำงานสายวิทยาศาสตร์และการวิจัยอย่างพวกเขา ไม่มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณหรือลางสังหรณ์อะไรทั้งนั้น ทุกอย่างต้องจับต้องได้ พิสูจน์ได้ และมีเหตุผลรองรับ เรียกว่าหายใจเข้าออกเป็นกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์และเคมี
แต่การที่นักวัตถุนิยมตัวแม่อย่างถังหมิ่นหัวหลุดปากชมเปาะออกมาแบบนี้ ก็พอจะเดาได้ไม่ยากเลยว่าเธอถูกอกถูกใจลูกสะใภ้คนนี้มากแค่ไหน
ถังหมิ่นหัวหัวเราะร่า ไม่ได้โต้เถียงอะไร กลับเร่งเร้าสามีด้วยความตื่นเต้น
"เหล่าโจว คุณอย่ามัวแต่พูดมาก รีบแกะดูเร็วเข้าว่าลูกสะใภ้เขียนอะไรถึงเราบ้าง"
ส่วนจดหมายของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนน่ะหรือ
เธอแทบไม่ได้นึกถึงด้วยซ้ำ เพราะจดหมายของโจวจงเฟิงที่ส่งมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เนื้อหาแทบจะท่องจำได้ขึ้นใจจนร้องเป็นเพลงได้อยู่แล้ว
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ก็มีอยู่แค่ไม่กี่ประโยคเดิมๆ
พ่อกับแม่สบายดีไหมครับ? ผมสบายดี ทุกอย่างเรียบร้อย หวังว่าพ่อกับแม่จะดูแลรักษาสุขภาพ อย่าทำงานหนักจนเกินไป จบ.
จดหมายแต่ละฉบับที่ส่งมา แทบไม่เคยมีความยาวเกินหนึ่งร้อยตัวอักษร เป็นการเขียนแบบประหยัดหมึกและกระดาษอย่างที่สุด เท่าที่จำความได้ มีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นที่พ่อลูกชายตัวดีเขียนมายาวเกินร้อยคำ
ครั้งแรกคือตอนที่เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเข้ากรมทหารและไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมทหาร ครั้งนั้นเขียนมาเต็มหน้ากระดาษเพื่ออธิบายเหตุผล
และครั้งที่สอง ก็คือตอนที่เขาแต่งงานกับเจียงซูหลัน
ครั้งนั้นเขาเขียนจดหมายมาหนึ่งฉบับ... ไม่สิ ต้องเรียกว่าเรียงความสรรเสริญภรรยาเสียมากกว่า
เนื้อหาในจดหมายฉบับนั้นแทบไม่ได้พูดถึงเรื่องของตัวเองเลย ทุกบรรทัดอัดแน่นไปด้วยคำชื่นชมเจียงซูหลันว่าดีอย่างนั้น วิเศษอย่างนี้ เขียนบรรยายความดีงามของเมียรักมาถึงสามหน้ากระดาษเต็มๆ
ทันทีที่ได้อ่านจดหมายฉบับนั้น โจวอี้คุนและถังหมิ่นหัวก็รู้แจ้งเห็นจริงในทันทีว่า เจ้าลูกชายท่อนไม้ทื่อๆ ของพวกเขา ได้ตกลงไปในบ่อรักจนโงหัวไม่ขึ้นเสียแล้ว
คืนวันที่ได้รับจดหมายแจ้งข่าวการแต่งงาน สองสามีภรรยานอนไม่หลับทั้งคืน
พวกเขานอนมองเพดานพลางคิดทบทวนว่า ในฐานะพ่อแม่ พวกเขาอาจจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์นัก ไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก แต่ในที่สุดโจวจงเฟิงก็ได้พบกับคนที่เขารัก และได้แต่งงานกับหญิงสาวที่เขาเลือกเอง
ต่อจากนี้ไป จะมีคนคอยดูแลและมอบความรักให้เขาแทนพ่อแม่ที่อยู่ห่างไกล
แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ดีที่สุดแล้วจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ ในวันรุ่งขึ้นหลังจากได้รับจดหมาย โจวอี้คุนและถังหมิ่นหัวจึงปฏิบัติการกวาดล้างตั๋วปันส่วนและคูปองต่างๆ ทั่วทั้งฐานทัพวิจัย พวกเขารวบรวมเงินเดือนที่เก็บสะสมมาหลายปีโดยแทบไม่ได้ใช้จ่าย ส่งไปให้ลูกชายและลูกสะใภ้จนหมดเกลี้ยง
ในเมื่อไม่สามารถไปร่วมงาน ไม่สามารถไปเป็นสักขีพยาน และไม่สามารถไปเยี่ยมเยียนลูกสะใภ้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดและแสดงความรัก ก็คือการสนับสนุนด้านวัตถุและเงินทองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และตอนนี้...
จดหมายฉบับใหม่ก็เดินทางมาถึงมือพวกเขาอีกครั้ง
โจวอี้คุนหยิบซองจดหมายขึ้นมาลองชั่งน้ำหนักในมือ แล้วเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ
"โอ้โห หนาปึกเลยนะเนี่ย"
คำพูดนั้นกระตุกต่อมความอยากรู้อยากเห็นของถังหมิ่นหัวเข้าอย่างจัง เธอรีบกุลีกุจอเข้ามาใกล้ เร่งยิกๆ
"แกะเลยสิเหล่าโจว! มัวลีลาอยู่ได้ รีบเปิดดูเร็วเข้า!"
สามนาทีต่อมา...
หลังจากอ่านเนื้อความในจดหมายจนจบ
โจวอี้คุนก็นิ่งค้างไป ราวกับถูกใครสาปให้กลายเป็นหิน แม้แต่คนสุขุมเยือกเย็นอย่างเขา ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและเหตุการณ์วิกฤตมานับไม่ถ้วน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ถังหมิ่นหัวที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ เห็นสามีเงียบไปก็ร้อนรนจนแทบนั่งไม่ติด เธอถามเซ้าซี้ไม่หยุด
"เหล่าโจว ลูกสะใภ้เขียนว่ายังไงบ้าง? คุณพูดสิ! เงียบแบบนี้คนรอมันใจจะขาดนะคุณ!"
แต่ไม่ว่าจะเขย่าตัวหรือเรียกยังไง โจวอี้คุนก็ยังคงนิ่งเงียบ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมา
ถังหมิ่นหัวเป็นคนใจร้อนโดยทุนเดิม เห็นแบบนี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอคว้าจดหมายจากมือสามีมาอ่านเองเสียเลย
เธอกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว ทีละบรรทัด ทีละหน้า
เมื่ออ่านจบทั้งสามหน้ากระดาษ...
ปฏิกิริยาของเธอก็ไม่ต่างจากสามี ถังหมิ่นหัวยืนตัวแข็งทื่อ แข้งขาพาลจะขยับไม่ออก มือไม้เย็นเฉียบ เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างไปชั่วขณะ
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่
ผ่านไปสักพัก ถังหมิ่นหัวก็เอื้อมมือไปหยิกต้นแขนของโจวอี้คุนอย่างแรง
"โอ๊ย!" โจวอี้คุนสะดุ้งสุดตัว
ถังหมิ่นหัวถามเสียงลอยๆ "เหล่าโจว เจ็บไหม?"
แรงหยิกเมื่อกี้ไม่ใช่เล่นๆ เนื้อแทบหลุดติดมือมาด้วยซ้ำ โจวอี้คุนลูบแขนป้อยๆ พลางหันมามองภรรยาด้วยสายตาเหลือเชื่อ
"สหายถังหมิ่นหัว คุณลองหยิกตัวเองดูบ้างสิว่าจะเจ็บไหม"
ถังหมิ่นหัวทำตามคำแนะนำทันที เธอหยิกแขนตัวเองอย่างแรงหนึ่งที
"โอ๊ย! เจ็บ!" เธอสูดปากด้วยความเจ็บปวด
ความเจ็บปวดนั้นช่วยเรียกสติให้กลับคืนมา ถังหมิ่นหัวเบิกตากว้าง หันไปมองหน้าสามีแล้วละล่ำละลักพูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
"เหล่าโจว... ซู... ซูหลันบอกว่า... เธอท้องแล้ว"
ดวงตาของเธอเริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ
"พวกเรา... กำลังจะได้เป็นปู่เป็นย่าคนแล้วใช่ไหม?"
หลาน... เลือดเนื้อเชื้อไขของลูกชาย ตัวเล็กๆ ที่พวกเขายังไม่เคยแม้แต่จะอุ้มชู จู่ๆ สถานะของพวกเขาก็ถูกเลื่อนขั้นให้กลายเป็นปู่ย่าโดยไม่ทันตั้งตัว
ความรู้สึกนี้มันช่างเหมือนความฝันเสียจริง
เมื่อได้ยินภรรยาย้ำคำนั้น โจวอี้คุนก็ได้สติกลับมาเต็มร้อย เขาถอนหายใจยาวก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆ เพื่อซ่อนความตื้นตันใจ
ชายชราผู้ที่ตลอดชีวิตคุ้นเคยแต่การออกคำสั่งและการบริหารงานวิจัย กลับล้มเหลวไม่เป็นท่าในเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว
ความรักรูปแบบเดียวที่เขาคิดออก คือไม่การไปอยู่เคียงข้าง ก็คือการทุ่มเงินทองให้
ใบหน้าอันหล่อเหลาและภูมิฐานตามวัยของโจวอี้คุนฉายแววจริงจังขึ้นมาทันที เขาหันไปปรึกษาภรรยาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"เราไปเยี่ยมซูหลันกันดีไหม?"
แต่แล้วความคิดนั้นก็ต้องถูกปัดตกไปในวินาทีถัดมา เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธตัวเองเสียงเครียด
"ไม่ได้... ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานขนาด 40 มม. ยังวิจัยไม่สำเร็จ ตอนนั้นผมสาบานไว้แล้วว่า ถ้ายังสร้างเจ้านี่ไม่สำเร็จ ผมจะไม่มีวันก้าวเท้าออกจากฐานทัพตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาด"
คำสัตย์ปฏิญาณของลูกผู้ชายและหน้าที่ต่อประเทศชาติค้ำคออยู่ แม้ใจจะอยากบินไปหาหลานมากแค่ไหน แต่ภาระหน้าที่ก็สำคัญยิ่งชีพ
โจวอี้คุนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ รีบพุ่งตัวไปที่ตู้หัวเตียงแล้วรื้อค้นข้าวของกุกกัก
หาอยู่นานสองนานก็ยังไม่เจอ เขาจึงหันกลับมาถามภรรยาหน้าตื่น
"เหล่าถัง สมุดบัญชีเงินฝากของเราอยู่ไหน?"
"ส่งไปให้หมด! เอาสมุดบัญชีส่งไปให้ซูหลันเดี๋ยวนี้เลย!"
ถังหมิ่นหัวที่กำลังเคี้ยวมะม่วงอบแห้งอยู่ถึงกับถลึงตาใส่สามี
"ต้องให้คุณบอกหรือไง?"
เธอบ่นอุบอิบพลางค้อนวงใหญ่ใส่โจวอี้คุน น้ำเสียงเจือความแง่งอนเล็กน้อย
"ถ้าขืนปล่อยให้คุณรู้ที่ซ่อนสมุดบัญชี ป่านนี้ฉันคงหมดสภาพความเป็นเจ้าบ้านไปนานแล้ว"
พูดจบ ถังหมิ่นหัวก็เดินดุ่มๆ ไปที่ข้างตู้หัวเตียง ก้มลงไปที่มุมผนังด้านล่าง แล้วเอื้อมมือไปงัดเอาก้อนอิฐก้อนหนึ่งออกมาจากกำแพง
จากนั้นเธอก็ล้วงมือเข้าไปในโพรงมืดๆ หลังก้อนอิฐ แล้วดึงเอาห่อพลาสติกสีขุ่นออกมา
ถ้าโจวอี้คุนตาไม่ฝาด...
นั่นมันสมุดบัญชีเงินฝากของครอบครัวไม่ใช่หรือ?
ซ่อนอยู่ในรูหนูเนี่ยนะ?
โจวอี้คุนยืนอ้าปากค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ผ่านไปครู่ใหญ่ กว่าเขาจะหาเสียงตัวเองเจอ
"สหายถังหมิ่นหัว... คุณก็เป็นถึงปัญญาชนชั้นสูง เป็นนักวิชาการระดับประเทศ การที่คุณเอาสมบัติของครอบครัวไปยัดไว้ในรูหนูแบบนี้... มันสมเหตุสมผลตรงไหนมิทราบ?"
มิน่าล่ะ เขาถึงหาไม่เคยเจอ ต่อให้รื้อบ้านทั้งหลัง ถ้าไม่ทุบกำแพงก็คงไม่มีวันหาเจอชาตินี้
ถังหมิ่นหัวไม่สะทกสะท้าน เธอปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนห่อพลาสติกออกอย่างไม่แยแส
"ก็เพราะเป็นที่ที่คนเขาหาไม่เจอนั่นแหละ ถึงเรียกว่าที่ซ่อนที่ดี"
"คุณไม่ต้องมายุ่งหรอกน่าว่าฉันจะซ่อนไว้ที่ไหน"
เธอแกะห่อพลาสติกออก หยิบสมุดบัญชีขึ้นมาเปิดดูตัวเลขยอดเงินคงเหลือ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที
"มีแค่พันห้าร้อยหยวนเอง... น้อยไปหน่อยนะเนี่ย"
ถังหมิ่นหัวเดินวนไปวนมาในห้องด้วยความร้อนใจ ราวกับหนูติดจั่น
"ไม่ได้การแล้ว ไม่พอหรอก แบบนี้ไม่พอแน่ๆ"
เธอหยุดเดินแล้วหันมาสั่งการสามีด้วยแววตามุ่งมั่น
"ฉันจะไปบุกหอพักสหายหญิง ไปกวาดตั๋วปันส่วนมาให้เรียบ ส่วนคุณ... รับผิดชอบฝั่งหอพักชาย ไปรีดไถพวกผู้ชายมาให้หมด"
"อีกครึ่งชั่วโมงกับสิบห้าวินาที มาเจอกันที่นี่ แล้วเตรียมเรียกเสี่ยวฉินมาเอากล่องพัสดุไปส่งด้วย"
โจวอี้คุนมองภรรยาที่กำลังจัดแจงแผนการอย่างคล่องแคล่วด้วยสายตาว่างเปล่า
"......"
เมียเขาก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร บทจะทำอะไรก็รวดเร็วปานพายุบุก ตลอดชีวิตคู่ที่ผ่านมาไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ
สิบนาทีต่อมา...
ณ ลานพักผ่อนของเจ้าหน้าที่หญิง
ถังหมิ่นหัวกำลังกุมมือหญิงชราคนหนึ่งไว้แน่น พลางส่งสายตาเว้าวอนระคนเกลี้ยกล่อม
"โธ่... พี่สาวที่รัก พวกเราอยู่ที่นี่วันๆ ก็มีแต่ข้าวโรงอาหาร ตั๋วพวกนี้เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ รกกระเป๋าเปล่าๆ"
"เอาอย่างนี้สิ พี่แบ่งตั๋วพวกนี้มาให้ฉัน แล้วรอบหน้าถ้าลูกสะใภ้ของฉันส่งอาหารทะเลแห้งมาให้อีก ฉันจะแบ่งให้พี่ชุดใหญ่เลย"
"จริงจริ๊ง! ไม่ได้โม้! ฉันจะแยกส่วนของพี่ไว้ต่างหากเลย แถมผลไม้อบแห้งให้ด้วยเอ้า!"
"ถ้าลูกสะใภ้ฉันไม่ส่งมานะ ฉันถังหมิ่นหัวขอเอาเกียรติเป็นประกัน ฉันจะยกส่วนของฉันให้พี่กินคนเดียวเลย เอ้า!"
[จบบท]