บทที่ 401: การเติมเต็มที่ขาดหาย
ชายหนุ่มผู้ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอคนนี้ คือผลพวงของความรักที่หล่นหาย คือชิ้นส่วนของความผูกพันที่เว้าแหว่งไปในอดีต
เจียงซูหลันยืนนิ่งฟังเรื่องราวเหล่านั้นด้วยความสงบ หัวใจของเธอเต้นช้าลงด้วยความเห็นอกเห็นใจ ก่อนที่ร่างกายจะขยับไปเองตามสัญชาตญาณ หญิงสาวโผเข้ากอดร่างสูงใหญ่ของสามีไว้แน่น วงแขนเล็กๆ พยายามโอบรัดแผ่นหลังกว้างนั้นให้ได้มากที่สุด ราวกับต้องการถ่ายเทความอบอุ่นทั้งหมดที่มีไปสู่หัวใจที่เคยเหน็บหนาวดวงนั้น
น้ำเสียงของเธอหนักแน่นและจริงจัง ขณะที่เงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
"โจวจงเฟิง คุณฟังฉันนะ ต่อไปนี้คุณจะมีฉัน แล้วก็จะมีลูกตัวน้อยๆ ของเราอยู่เคียงข้างคุณเสมอ"
ถ้าหากว่าพ่อแม่ของเขาไม่สามารถมอบคำว่า 'บ้าน' ที่สมบูรณ์แบบให้กับเขาได้ เธอกับลูกในท้องนี่แหละที่จะเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง บ้านที่อบอุ่น บ้านที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับเขา
เมื่อได้ยินประโยคสัญญาใจนั้น ความรู้สึกหลากหลายก็ประเดประดังเข้ามาในอกของโจวจงเฟิง มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยาก เหมือนกับหลุมลึกที่เคยว่างเปล่าในใจจู่ๆ ก็ถูกถมจนเต็มตื้นขึ้นมาในพริบตาเดียว
ชายหนุ่มทำได้เพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ "อืม" พร้อมกระชับอ้อมกอดตอบกลับไปอย่างแนบแน่น
ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความซึ้งใจ ภายในตัวบ้านนั่นเอง
แม่เจียงที่กำลังสาละวนอยู่หน้าเตาไฟในครัว หูแว่วได้ยินเสียงบุรุษไปรษณีย์ตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม่จึงจำใจต้องวางตะหลิวในมือลง เช็ดไม้เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลวกๆ แล้วรีบเดินแกมวิ่งออกมาดู
"ซูหลัน พวกลูกทำอะไรกันอยู่น่ะ... หือ?"
คำบ่นที่เตรียมจะพ่นใส่ลูกสาวลูกเขยต้องชะงักค้างอยู่แค่ริมฝีปาก เมื่อภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสองสามีภรรยากำลังยืนกอดกันกลมอยู่กลางลานบ้าน
แม่เจียงชะงักกึกไปครู่หนึ่ง สมองแล่นเร็วปรู๊ดปร๊าดประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะรีบงัดข้อแก้ตัวระดับเทพออกมาตะโกนตอบโต้บุรุษไปรษณีย์ทันควัน
"อ๋อ! ซูหลันปวดท้องน่ะเอง มิน่าล่ะเจ้าโจวถึงต้องช่วยพยุงไว้!"
ปากก็ตะโกนบอกคนนอกรั้ว ขาก็ซอยยิกๆ รีบเดินไปเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน ปากก็ยังไม่หยุดพ่นคำแก้ตัวเพื่อกู้หน้าลูกหลาน
"ขอโทษทีนะพ่อหนุ่ม ขอโทษจริงๆ พอดีซูหลันลูกสาวฉันท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที อาการเขาเลยไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ปวดท้องขึ้นมาดื้อๆ พวกเราเลยมัวแต่วุ่นวายไม่ได้ยินเสียงเรียกน่ะ"
คำพูดพวกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ตัวกับบุรุษไปรษณีย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปถึงคู่รักข้าวใหม่ปลามันที่ยืนกอดกันไม่อายฟ้าดินอยู่ข้างหลังด้วย
เจียงซูหลันที่ได้ยินแม่แถสีข้างถลอกแบบนั้นก็หน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที เธอผละออกจากอ้อมกอดสามี แล้วฟาดฝ่ามือลงบนอกแกร่งของโจวจงเฟิงดังป้าบด้วยความเขินอาย
"คุณดูสิ เห็นไหมล่ะ?"
โจวจงเฟิงยอมปล่อยมือจากเอวภรรยาแต่โดยดี แต่ก็เปลี่ยนมาจับจูงมือเธอพาเดินตามแม่ยายออกไปหน้าบ้านแทน เขาเอ่ยปลอบใจด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ทุกข์ร้อน
"ไม่เป็นไรหรอกน่า ครั้งแรกอาจจะเขิน ครั้งที่สองก็เริ่มชิน พอหลายๆ ครั้งเข้า เดี๋ยวแม่ก็ชินไปเองนั่นแหละ"
เขาไม่ได้คิดจะบอกให้แม่ยายหลบฉากไปเพื่อให้พวกเขาได้สวีทกันสองต่อสองหรอกนะ เพราะลึกๆ แล้วเขาหลงรักบรรยากาศแบบนี้เข้าเต็มเปา บรรยากาศที่มีคนแก่คอยบ่นกระปอดกระแปด มีข้าวสวยร้อนๆ รออยู่บนโต๊ะ ฝนตกก็มีคนห่วงวิ่งเอาลมมากางให้ อากาศหนาวก็มีคนคอยเตือนให้ใส่เสื้อหนาๆ
สิ่งเหล่านี้คือความอบอุ่นแบบครอบครัวที่เขาโหยหาและไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ดังนั้นต่อให้โดนบ่นสักหน่อย เขาก็ยินดีรับฟังและทะนุถนอมช่วงเวลานี้ไว้อย่างดีที่สุด
ที่หน้าประตูรั้ว
บุรุษไปรษณีย์กำลังยืนปาดเหงื่อคุยกับแม่เจียง "ตกลงว่ามีคนอยู่บ้านสินะครับป้า ผมก็นึกว่าไม่มีใครอยู่เสียอีก"
เขาตะโกนเรียกจนคอแหบไปสามรอบ เกือบจะถอดใจปั่นจักรยานกลับไปแล้วเชียว
แม่เจียงถลึงตาใส่ลูกสาวลูกเขยที่เพิ่งเดินตามมาแวบหนึ่ง เป็นเชิงตำหนิว่า 'เห็นไหม เกือบไปแล้ว' ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มการค้าขอโทษขอโพยบุรุษไปรษณีย์อีกรอบ
"ต้องขอโทษจริงๆ พ่อหนุ่ม ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ คนท้องคนไส้บทจะไม่สบายตัวขึ้นมา คนเป็นสามีเขาก็ห่วงหน้าพะวงหลังจนไม่ได้ยินเสียงอะไรข้างนอกนั่นแหละ"
พูดจบ แม่เจียงก็หันขวับไปเด็ดมะเขือเทศลูกแดงฉ่ำจากแปลงผักข้างรั้วมาสองลูก ยัดใส่มือบุรุษไปรษณีย์ทันที
"อากาศร้อนจะตายชัก เอานี่ไปกินดับกระหายหน่อยนะพ่อหนุ่ม ถือว่าเป็นคำขอโทษจากป้า"
บุรุษไปรษณีย์ที่ตระเวนส่งของทั่วเกาะมาตลอดทั้งเช้ารู้สึกร้อนจนแทบไหม้จริงๆ แต่ด้วยกฎระเบียบเขาจึงไม่กล้ารับของจากชาวบ้าน
"ไม่เป็นไรครับป้า ไม่ต้องลำบากหรอก แค่เซ็นรับของให้เรียบร้อยก็พอแล้วครับ" เขาปฏิเสธอย่างสุภาพ พร้อมกับล้วงเอาซองจดหมายออกมาจากกระเป๋าสะพาย "มาครับ สหายเจียงซูหลัน เซ็นชื่อตรงนี้เลย"
เจียงซูหลันได้ยินชื่อตัวเองก็รีบเดินเข้าไปหา ทว่าสภาพการเดินของเธอนั้นช่างน่าทึ่ง ขาเรียวเล็กนิดเดียวนั่นต้องแบกรับน้ำหนักท้องที่ใหญ่โตมโหฬาร ราวกับลูกบอลยักษ์ที่พร้อมจะพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ยามที่เธอขยับตัวก้าวเดินแต่ละที ท้องกลมป่องนั่นก็โยกไหวไปมาน่าหวาดเสียว
ดูๆ ไปแล้ว เหมือนกับว่ามันพร้อมจะร่วงลงมากองกับพื้นได้ทุกวินาที
น่ากลัวชะมัด!
แม้แต่บุรุษไปรษณีย์ที่เห็นคนท้องมาเยอะยังอดไม่ได้ที่จะเบิกตาตากว้างด้วยความตกตะลึง
"มิน่าล่ะ ผมตะโกนเรียกตั้งนานคุณถึงไม่ออกมา ท้องใหญ่ขนาดนี้ กว่าจะเดินจากในบ้านออกมาถึงหน้าประตูรั้ว คงต้องใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงได้มั้งครับเนี่ย"
ขืนเดินเร็วกว่านี้ มีหวังได้หน้าทิ่มคะมำเอาง่ายๆ
เจียงซูหลันหลุดขำออกมาเบาๆ เธอไม่ได้แก้ตัวเรื่องที่ทำอะไรกันก่อนหน้านี้ แต่ยื่นมือไปรับสมุดจากบุรุษไปรษณีย์มาจรดปากกาเซ็นชื่อลงไปอย่างคล่องแคล่ว แล้วส่งคืนให้เขา
"ลำบากคุณแย่เลย ขอบคุณมากนะคะสหาย"
พอส่งสมุดคืนเสร็จ เธอก็ฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายเผลอ ยัดมะเขือเทศสดๆ สองลูกที่แม่เด็ดมาเมื่อกี้ใส่เข้าไปในอ้อมแขนเขาอย่างรวดเร็ว
"เอาไปกินระหว่างทางเถอะค่ะ ถือว่าไถ่โทษที่ทำให้คุณต้องรอนานนะคะ รับไว้เถอะค่ะ"
ด้วยท่าทีที่จริงใจและรอยยิ้มหวานๆ ของหญิงท้องแก่ บุรุษไปรษณีย์ก็จนปัญญาจะปฏิเสธ จำต้องรับน้ำใจนั้นไว้
หลังจากกล่าวขอบคุณและเตรียมตัวจะปั่นจักรยานออกไป เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองท้องของเจียงซูหลันอีกครั้งอย่างพิจารณา แล้วโพล่งออกมาว่า
"ท้องใหญ่ขนาดนี้ ลูกแฝดแน่นอนใช่ไหมครับเนี่ย?"
ถ้าไม่ใช่ลูกแฝด ท้องคงไม่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้แน่
เจียงซูหลันก้มลงมองหน้าท้องของตัวเอง สายตาเปี่ยมไปด้วยความรักความเอ็นดู "ใช่แล้วจ้ะ"
"ว่าแล้วเชียว! งั้นคุณต้องระวังตัวให้มากๆ นะครับ คราวหน้าถ้ามีจดหมายมาอีก ผมไม่ตะโกนเรียกให้ออกมาเดินตากแดดแล้ว เดี๋ยวผมจะสอดไว้ที่ช่องประตูให้เลย"
ขืนให้คนท้องแฝดเดินเตาะแตะออกมาแบบนี้ ถ้าเกิดเป็นลมเป็นแล้งไปเขาคงรับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ
เจียงซูหลันชะงักไปนิดหนึ่ง รู้สึกว่าบุรุษไปรษณีย์คนนี้ช่างเป็นคนตลกและจิตใจดีจริงๆ เธอยิ้มรับและมองส่งเขาจนลับสายตา
เมื่อคนนอกกลับไปแล้ว แม่เจียงก็เก็บความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป แม่ชะโงกหน้ามามองซองจดหมายในมือลูกสาว
"ใครส่งจดหมายมาให้น่ะลูก? หรือว่าจะเป็นพวกพี่ชายตัวดีของลูก?"
พูดจบ แม่เจียงก็ส่ายหน้าปฏิเสธความคิดตัวเองทันควัน "ไม่น่าใช่ ไม่ใช่หรอก ไอ้ลูกชายพวกนั้นของฉันน่ะใจคอหยาบกระด้างยิ่งกว่าสากกะเบือตำข้าว อย่าว่าแต่จะเขียนจดหมายหาเลย ขนาดฉันกับพ่อเราหลงทางหายตัวไป พวกมันยังอาจจะนึกไม่ถึงด้วยซ้ำว่าจะต้องออกตามหา"
ดูเอาเถอะว่าแม่เจียงเผาลูกชายตัวเองได้เกรียมขนาดไหน
เจียงซูหลันไม่ได้โต้แย้งอะไรกับแม่ เธอเพียงก้มลงพิจารณาจ่าหน้าซองจดหมาย ที่อยู่ต้นทางมาจากทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ... แต่ชื่อผู้ส่งกลับเป็นชื่อที่ไม่คุ้นตาเลยสักนิด
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโจวจงเฟิงโดยสัญชาตญาณ
"คุณคะ... หรือว่าจะเป็นพ่อกับแม่ส่งมา?"
จดหมายจากภาคตะวันตกเฉียงเหนือ นอกจากพ่อแม่ของโจวจงเฟิงแล้ว ก็คงไม่มีใครอื่นอีก
ทันทีที่สิ้นเสียงภรรยา ใบหน้าของโจวจงเฟิงก็ตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น เขาหลุบตาลงมองซองจดหมายแวบหนึ่ง แล้วรีบเบือนหน้าหนีราวกับของในมือนั่นเป็นของร้อน
"ส่งถึงคุณ คุณก็เปิดอ่านเถอะ"
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยจนเกือบจะเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะยื่นมือไปแตะต้องมัน และทำท่าจะเดินเลี่ยงหนีไปทางอื่นเสียด้วยซ้ำ
เจียงซูหลันรู้ดีว่าปมในใจของเขานั้นผูกแน่นมานาน ไม่ใช่เรื่องที่จะคลี่คลายได้ในวันสองวัน
เธอส่งเสียง "อืม" รับคำเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแขนเขาไว้
"งั้นเราเข้าไปเปิดดูในบ้านกันเถอะ ซองหนาปึกขนาดนี้ ฉันว่าข้างในคงเขียนอะไรมาเยอะแยะไปหมดแน่ๆ"
ถึงปากโจวจงเฟิงจะบอกว่าไม่สนใจ แต่พอถูกมือเล็กๆ ของภรรยาดึงรั้งเอาไว้ เขาก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม ยอมเดินตามแรงดึงของเธอเข้าบ้านไปแต่โดยดี ไม่มีการขัดขืนแม้แต่น้อย
แม่เจียงที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ ก็หูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น นี่เป็นจดหมายจากพ่อแม่สามีของลูกสาวเหรอเนี่ย?
ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งปรี๊ดจนคันยุบยิบไปทั้งหัวใจ อยากรู้เหลือเกินว่าทางโน้นเขียนมาว่ายังไงบ้าง
ภายในห้องโถงกลาง
ทันทีที่เข้ามาถึง เจียงซูหลันก็รีบหาเก้าอี้ทรุดตัวลงนั่ง การยืนนานๆ ทำให้ขาของเธอเริ่มบวมเป่งและปวดหนึบ ส่งผลให้หน้าท้องตึงเขม็งจนอึดอัด
เมื่อจัดท่านั่งจนสบายตัวแล้ว เธอก็เหลือบมองโจวจงเฟิงที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ ด้วยความรวดเร็วและไม่ลังเล เจียงซูหลันจัดการฉีกปากซองจดหมายออกทันที
พรึ่บ!
เสียงของบางอย่างร่วงหล่นลงมาจากซองจดหมาย กระทบกับพื้นโต๊ะ
ปึกธนบัตรหนาเตอะและตั๋วปันส่วนสารพัดชนิด ไหลทะลักออกมาจากซองจดหมายกองพะเนินอยู่ตรงหน้า
วินาทีนั้น ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงันอย่างสมบูรณ์แบบ
[จบบท]