บทที่ 460: มหกรรมช็อปแหลกแหกกระเป๋าตังค์
หากจะกล่าวว่าโจวจงเฟิงกำลังเดินเลือกซื้อของอยู่ตามปกติ ก็คงจะเป็นคำพูดที่ดูจะเบาหวิวเกินความจริงไปสักหน่อย เพราะภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในเวลานี้ ดูเหมือนเขากำลังวางแผนการจะเหมาสินค้าทั้งห้างสรรพสินค้ากลับบ้านเสียมากกว่า
ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกดูมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ดวงตาคู่คมกวาดมองสินค้าบนชั้นวางราวกับกำลังสแกนพื้นที่เป้าหมายในสนามรบ สิ่งของที่เขาหยิบจับขึ้นมาพิจารณาแต่ละชิ้นนั้นไม่ใช่ของกินเล่นไร้สาระ หากแต่เป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันหนาวกองโตที่เขาตั้งใจเตรียมไว้สำหรับใส่กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองหลวงในช่วงเทศกาลหยวนเซียวที่จะถึงนี้
เจียงซูหลันยืนมองสามีของเธอด้วยความรู้สึกทึ่งปนขบขัน เธอถึงกับชะงักค้างไปชั่วครู่เมื่อได้ยินรายการข้าวของที่เขาสั่งพนักงานขาย จำนวนมันมากมายมหาศาลจนเธออดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยทักท้วงออกไป
"คุณคะ นี่คุณกะจะซื้อไปถมที่เหรอคะ เยอะขนาดนั้นมันจะขนกลับไหวเหรอ" เจียงซูหลันเอ่ยถามเสียงหลงด้วยความตกใจ
โจวจงเฟิงหันมาทำหน้างงงวยใส่ภรรยา "คุณว่าไงนะ"
ดูเหมือนสติสตางค์ของเขาจะหลุดลอยไปจินตนาการถึงภาพภรรยาแสนสวยในชุดกันหนาวตัวใหม่เสียแล้ว ในหัวของเขามีแต่ภาพเจียงซูหลันสวมเสื้อโค้ทสวยๆ หมุนตัวไปมาอวดโฉมให้เขาดู เขาก็เลยไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดจนต้องเอ่ยถามซ้ำอีกรอบ
"อะไรนะครับ ซูซู"
เจียงซูหลันถอนหายใจยิ้มๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาแล้วเอ่ยย้ำ "ฉันหมายความว่า คุณเอาแต่เลือกซื้อของให้ฉันตั้งเยอะแยะ แล้วของส่วนตัวของคุณล่ะคะ ไม่คิดจะซื้ออะไรบ้างเลยเหรอ"
คำถามนั้นทำให้โจวจงเฟิงหยุดคิดไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยความมั่นใจตามสไตล์ทหารหนุ่มผู้สมถะและชินกับความลำบาก
"ของผมเหรอ ไม่ต้องซื้อหรอก ผมมีเครื่องแบบทหารที่หน่วยแจกให้อยู่แล้ว ครบเซตเลยนะ ทั้งชุดฤดูร้อน ฤดูใบไม้ผลิ แล้วก็ชุดกันหนาว มีครบทุกฤดูเลย ใส่ยังไงก็ไม่หมด"
ที่ผ่านมาพวกเขาใช้ชีวิตอยู่บนเกาะทางใต้ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดปี ชุดกันหนาวหนาเตอะพวกนั้นจึงถูกพับเก็บเข้าตู้ไว้อย่างดีแทบไม่ได้แตะต้องเลยสักครั้ง
เจียงซูหลันหลุดขำออกมาเบาๆ กับความซื่อตรงของเขา "ซื้อสักตัวเถอะค่ะ ถือว่าฉันขอร้อง คุณคงไม่อยากใส่ชุดทหารเต็มยศขึ้นรถไฟหรอกใช่ไหมคะ"
เธอมองการณ์ไกลกว่านั้นมาก การที่เขาสวมเครื่องแบบทหารขึ้นรถไฟทางไกล มันเหมือนเป็นการประกาศศักดาและดึงดูดภาระหน้าที่เข้าหาตัวโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่ว่าการช่วยเหลือประชาชนเป็นเรื่องไม่ดี แต่การเดินทางไกลพร้อมลูกแฝดตัวน้อยสองคนอย่างหน่าวนาวและอันอัน แค่ลำพังต้องดูแลเจ้าตัวเล็กสองคนนี้ก็วุ่นวายจนหัวหมุนแล้ว หากต้องคอยลุกไปช่วยเหลือคนอื่นตลอดทางตามวิสัยของทหาร คงได้หมดแรงข้าวต้มก่อนถึงบ้านแน่ๆ
วาจาเตือนสติของภรรยาทำให้โจวจงเฟิงเริ่มตระหนักและคิดตามอย่างจริงจัง "งั้น... ซื้อหมดเลยไหม"
"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกค่ะ เอาแค่เสื้อนวมสักตัวก็พอ" เจียงซูหลันรีบสรุปความต้องการ อย่างน้อยก็เอาไว้สวมทับเพื่อปกปิดเครื่องแบบทหาร ลดความเป็นจุดเด่นลงบ้างก็น่าจะเพียงพอแล้ว
"ตกลงครับ" โจวจงเฟิงรับคำอย่างว่าง่าย เชื่อฟังภรรยาทุกอย่าง
ในขณะที่คู่สามีภรรยากำลังปรึกษาหารือเรื่องเสื้อผ้ากันอยู่นั้น ที่ด้านหน้าของแผนกสินค้า พ่อเจียงและแม่เจียงกำลังยืนดูแลหลานๆ และเด็กๆ ที่ติดตามคณะมาด้วย
เสี่ยวเถี่ยตั้น เด็กชายตัวน้อยเริ่มออกอาการอยู่ไม่สุขตามประสาเด็กซน เขาแหงนหน้ามองปู่กับย่าแล้วบ่นงุ้งงิ้งด้วยความสงสัย "ตาครับ ยายครับ ทำไมคุณอาเล็กกับคุณอาเขยถึงคุยกันเยอะจังเลย วันๆ มีเรื่องคุยกันไม่หยุดเลยเหรอครับ"
ปกติเขาเห็นสองคนนี้ชอบแอบกระซิบกระซาบกันอยู่บ่อยๆ แต่วันนี้คุยกันกลางห้างนานสองนานจนเขาเมื่อยขาไปหมดแล้ว
คำถามซื่อๆ ไร้เดียงสาของหลานชายทำเอาพ่อเจียงกับแม่เจียงหัวเราะร่าด้วยความเอ็นดู
"เอาไว้โตขึ้นหนูมีภรรยา เดี๋ยวหนูก็รู้เองแหละ" พ่อเจียงเอ่ยแซวหลานชายตัวแสบ
พอได้ยินคำว่า 'ภรรยา' เสี่ยวเถี่ยตั้นก็ทำท่าขนลุกขนพองราวกับเจอของแสลง เขายกมือเท้าสะเอวประกาศเจตนารมณ์เสียงดังฟังชัด
"เชอะ! ใครเขาอยากจะมีกันเล่า ผมไม่เอาหรอกภรรยงภรรยาอะไรนั่นน่ะ ผมจะอยู่กับเจ้าเหลยอวิ๋นเป่าไปจนแก่เฒ่าเลยคอยดู!"
คำประกาศก้องของเสี่ยวเถี่ยตั้นได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อนซี้ข้างกายทันที เหลยอวิ๋นเป่าพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยเต็มที่
"ใช่ๆ ผมก็เหมือนกัน ผมไม่แต่งงานหรอก ผมจะอยู่เป็นเพื่อนซี้กับพี่เถี่ยตั้นตลอดไปเลย!"
สำหรับเด็กชายทั้งสองคนในวัยนี้ มิตรภาพลูกผู้ชายสำคัญกว่าเรื่องความรักหนุ่มสาวที่พวกเขายังไม่เข้าใจเสียอีก
ไม่นานนัก เจียงซูหลันกับโจวจงเฟิงก็เดินกลับมาสมทบกับทุกคน ในมือของพวกเขามีถุงขนมติดไม้ติดมือมาด้วย เป็นเกาลัดคั่วร้อนๆ หอมฉุยกับถังหูหลูเคลือบน้ำตาลแวววาวน่าทาน
เด็กๆ ร้องเฮลั่นด้วยความดีใจเมื่อได้รับแจกขนม เจียงซูหลันจัดการแบ่งขนมให้เด็กๆ เสร็จสรรพก็หันไปหาพ่อแม่ของเธอ
"พ่อคะ แม่คะ ไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวเราไปดูของทางโซนโน้นกันก่อนดีกว่า"
แผนการที่เธอตกลงกับโจวจงเฟิงไว้ดิบดีคือ ต้องจัดการซื้อเสื้อผ้าให้ผู้หลักผู้ใหญ่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาเลือกซื้อของให้ตัวเองทีหลัง ไม่อย่างนั้นพ่อกับแม่คงเกรงใจจนไม่ยอมซื้ออะไรแน่
พ่อเจียงกับแม่เจียงพยักหน้ารับ เจียงซูหลันรับลูกแฝดคนหนึ่งมาจากแม่ ส่วนโจวจงเฟิงก็อุ้มอีกคนไว้ในอ้อมแขน ทั้งสี่คนผลัดกันอุ้มเจ้าตัวเล็กเดินชมห้างอย่างมีความสุข
เป้าหมายแรกของพวกเขาคือเคาน์เตอร์กระจกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้าง โซนนี้อัดแน่นไปด้วยพับผ้าสำหรับตัดเย็บและเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
บนตู้กระจกมีม้วนผ้าหลากสีสันวางซ้อนกันเป็นตั้งสูง มีทั้งสีครามเข้ม สีน้ำตาลไหม้ สีดำสนิท และสีเหลืองดิน ดูละลานตาไปหมด ส่วนผนังด้านหลังตู้แขวนโชว์เสื้อผ้าสำเร็จรูปหลากหลายรูปแบบ ซึ่งดูดีและทันสมัยกว่าที่พวกเขาเคยเห็นในห้างสรรพสินค้าเมืองผิงเซียงอย่างเทียบกันไม่ติดเลยทีเดียว
สายตาอันเฉียบคมของเจียงซูหลันกวาดไปสะดุดเข้ากับเสื้อคลุมตัวสั้นพื้นสีน้ำเงินเข้ม ปักลายดอกไม้สีขาวเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วตัว เธอมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าเสื้อตัวนี้เกิดมาเพื่อแม่เจียงชัดๆ
เจียงซูหลันกระชับลูกน้อยในอ้อมแขน แล้วชี้นิ้วไปที่เสื้อตัวนั้น
"น้องคะ รบกวนช่วยหยิบเสื้อตัวนั้นลงมาให้ดูหน่อยได้ไหมคะ"
พนักงานขายสาวนามว่า 'อู๋ลี่' เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มลูกค้าบ้านนอกด้วยสายตาเรียบเฉย เธอทำท่าอิดออดเล็กน้อย เพราะเสื้อตัวนี้เป็นสินค้ายอดนิยมที่มีคนขอดูบ่อยมาก แต่พอบอกราคาไป ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ถอดใจวางคืนแล้วเดินหนี ทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะต้องคอยหยิบขึ้นหยิบลงให้เสียเวลา
"จะดูจริงๆ เหรอคะ ราคามันสูงนะ" อู๋ลี่เปรยขึ้นลอยๆ พลางถอนหายใจ
แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะมาคุ เสี่ยวหวัง พนักงานหนุ่มที่ติดตามคณะของเจียงซูหลันมาตั้งแต่ต้นก็ตวาดเสียงเข้มขึ้นทันที
"อู๋ลี่! ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย ไม่ได้ยินที่ลูกค้าสั่งเหรอ เขาจะดูเสื้อ รีบหยิบลงมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดของเสี่ยวหวังทำเอาอู๋ลี่สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เธอรู้ดีว่าเสี่ยวหวังเป็นคนโปรดของผู้จัดการห้าง ขืนมีเรื่องด้วยคงไม่สวยแน่ หญิงสาวรีบปรับสีหน้า กุลีกุจอปีนเก้าอี้ไปหยิบเสื้อตัวนั้นลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกล่าวขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
"ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ พอดีฉันเหม่อไปหน่อยค่ะ"
เจียงซูหลันไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เธอรับเสื้อมาแล้วหันไปยิ้มให้มารดา "แม่คะ ลองสวมดูหน่อยสิ"
แม่เจียงมองเสื้อลายดอกไม้สีขาวบนพื้นน้ำเงินเข้มด้วยแววตาวูบไหว เนื้อผ้าดี ตัดเย็บประณีต ลวดลายสวยงามแบบผู้ดี ดูยังไงราคาก็ต้องแพงระยับแน่ๆ เธอเริ่มลังเลไม่อยากลองเพราะกลัวจะทำใจไม่ได้หากรู้ราคา
"แม่เร็วเข้าสิคะ หนูอุ้มหน่าวนาวจะไม่ไหวแล้วนะ ตัวหนักขึ้นทุกวัน" เจียงซูหลันเร่งเร้าพลางทำท่าเมื่อยแขน
ด้วยความเกรงใจลูกสาวและไม่อยากให้ลูกเสียหน้าท่ามกลางฝูงชน แม่เจียงจึงจำใจรับเสื้อมาลองสวม เธอตั้งใจไว้แล้วว่าไม่ว่าจะใส่ออกมาดูดีแค่ไหน เธอก็จะบอกว่า 'ไม่ชอบ' เพื่อตัดปัญหาเรื่องเงิน
ทว่าพอสวมเสื้อเข้าไป ความตั้งใจเดิมก็พังทลายลง เพราะมันช่างพอดีตัวราวกับช่างตัดเสื้อวัดตัวเธอไปตัดเย็บอย่างนั้นแหละ
"สวยมากเลยครับคุณป้า"
"เหมาะกับแม่มากเลยค่ะ"
ทุกคนต่างประสานเสียงชมเป็นตาเดียว เจียงซูหลันไม่รอให้แม่เจียงได้เอ่ยปฏิเสธ เธอหันไปสั่งพนักงานขายทันที
"ห่อตัวนี้เลยค่ะ" จากนั้นนิ้วเรียวก็ชี้ไปที่เสื้ออีกตัวบนผนัง "แล้วก็ชุดจงซานตัวนั้นด้วยค่ะ รบกวนหยิบลงมาให้ลองหน่อย"
น้ำเสียงของเจียงซูหลันราบเรียบแต่มั่นคง เธอสั่งซื้อโดยไม่ถามราคาสักคำ ทำเอาอู๋ลี่ พนักงานขายสาวถึงกับใจเต้นระรัว รีบฉีกยิ้มกว้างบริการเต็มที่
"ตาถึงจริงๆ ค่ะคุณลูกค้า ชุดจงซานตัวนี้เหมาะกับผู้หลักผู้ใหญ่มาก ใส่แล้วดูภูมิฐานเหมือนระดับท่านผู้นำเลยนะคะ" อู๋ลี่เชียร์สินค้าสุดฤทธิ์ พลางจินตนาการภาพชายสูงวัยสวมชุดนี้แล้วเหน็บปากกาหมึกซึมที่กระเป๋าเสื้อ คงดูโก้เก๋ไม่หยอก
เจียงซูหลันพยักหน้าเห็นด้วย แล้วยื่นชุดให้พ่อเจียงลอง
พ่อเจียงมองชุดจงซานในมือด้วยแววตาเป็นประกาย สำหรับชายชนบทอย่างเขา ชุดจงซานคือความใฝ่ฝันสูงสุด ทุกครั้งที่เห็นพวกผู้นำจากในเมืองใส่ลงพื้นที่ พร้อมสมุดบันทึกปกแข็งในมือ มันช่างดูสง่างามและน่าเกรงขามเหลือเกิน แต่พอนึกถึงราคาที่น่าจะแพงหูฉี่ ใจมันก็แฟบลงเหมือนลูกโป่งแตก
ทั้งพ่อเจียงและแม่เจียงต่างมีนิสัยเหมือนกันคือมัธยัสถ์จนเข้าขั้นตระหนี่ พวกเขาไม่อยากให้ลูกหลานต้องมาสิ้นเปลืองเงินทองกับคนแก่ที่ใกล้จะลงโลงเต็มที
แต่ดูเหมือนลูกเขยตัวดีจะอ่านใจพ่อตาออก โจวจงเฟิงเดินเข้าไปกระซิบข้างหูพ่อตา
"พ่อลองเถอะครับ ซูซูเขาบ่นอยากซื้อชุดจงซานให้พ่อมานานแล้ว ถือว่าทำเพื่อความสบายใจของลูกสาวเถอะนะครับ พ่อก็รู้ว่าถ้าพ่อไม่รับ เธอคงเสียใจแย่"
คำพูดของโจวจงเฟิงเปรียบเสมือนกุญแจผีที่ไขเข้าสู่หัวใจของพ่อเจียงได้โดยตรง พอเอาลูกสาวมาอ้าง พ่อเจียงก็ยอมแพ้ราบคาบ รีบคว้าเสื้อมาสวมทันที
แต่เนื่องจากพ่อเจียงเป็นคนรูปร่างผอมบาง เสื้อตัวโชว์จึงดูหลวมโครกไปหน่อย ไหล่ตกไม่สวยงามเท่าที่ควร
"มีไซส์เล็กกว่านี้ไหมคะ" เจียงซูหลันถาม
"มีค่ะ รอสักครู่นะคะ"
คราวนี้อู๋ลี่กระตือรือร้นสุดขีด เธอรีบเปิดตู้สต็อกด้านหลังแล้วหยิบชุดจงซานตัวใหม่ที่ยังอยู่ในถุงพลาสติกออกมาให้
พอพ่อเจียงได้ลองไซส์ที่พอดีตัว ภาพลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปทันตา จากชายแก่บ้านนอกกลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ดูมีความรู้และน่าเคารพ ด้วยบุคลิกเดิมที่เป็นหมอชาวบ้านอยู่แล้ว ยิ่งเสริมให้ดูดีขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เจียงซูหลันมองด้วยความพึงพอใจ "เอาตัวนี้ด้วยค่ะ... เอ๊ะ แล้วกางเกงล่ะคะ ไม่เห็นมีขายเลย"
เธอกวาดตามองไปรอบๆ ร้าน เจอแต่เสื้อแขวนเต็มไปหมด
อู๋ลี่เหลือบมองเสี่ยวหวังนิดหนึ่ง ก่อนจะแนะนำด้วยความหวังดี เพราะเห็นว่าเป็นคนกันเองกับผู้จัดการ
"กางเกงสำเร็จรูปทรงมันไม่ค่อยสวยค่ะ แล้วไซส์ก็หายากด้วย ฉันแนะนำให้ซื้อผ้าไปตัดเองดีกว่าค่ะ วัดตัวตัดจะใส่สบายและทรงสวยกว่าซื้อสำเร็จรูปเยอะเลย"
เจียงซูหลันหันไปขอความเห็นจากพ่อแม่ "งั้นซื้อผ้าไปตัดไหมคะ พ่อ แม่ ว่าไง"
พ่อเจียงกับแม่เจียงที่กำลังมึนงงกับเสื้อราคาแพงสองตัวแรก รีบส่ายหน้าดิกปฏิเสธทันควัน
"ไม่เอาๆ พอแล้วลูก เสื้อผ้าที่บ้านมีตั้งเยอะแยะ ใส่ไม่ทันแล้ว ซื้อไปก็เปลืองเปล่าๆ"
เจียงซูหลันทำหูทวนลมกับคำปฏิเสธนั้น เธอหันกลับไปหาพนักงานขาย
"ช่วยแนะนำผ้าที่กำลังฮิตๆ สำหรับผู้ใหญ่ให้หน่อยสิคะ"
"ถ้าอย่างนั้นต้องผ้านี้เลยค่ะ ผ้าโทเรสีกรมท่า ถึงจะไม่จี๊ดจ๊าดเท่าผ้าลินิน แต่ความทนทานนี่ที่หนึ่งเลยค่ะ ซักง่ายแห้งไวด้วย"
เจียงซูหลันลูบเนื้อผ้าอย่างพิจารณา มีให้เลือกหลายสี ทั้งดำ กรมท่า น้ำตาล ไปจนถึงขาวครีม
"พ่อกับแม่ชอบสีไหนคะ"
ความเงียบคือคำตอบ ทั้งสองคนปิดปากเงียบสนิท กะว่าถ้าไม่เลือก ลูกสาวก็คงซื้อไม่ได้
แต่พวกเขาประเมินเจียงซูหลันต่ำไป เธอหยิบผ้ามาทาบกับตัวพ่อและแม่ แล้วหันไปสั่งอู๋ลี่ด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
"เอาสีดำกับสีกรมท่าค่ะ อย่างละแปดฟุต ตัดมาเลย"
พ่อเจียงกับแม่เจียงทำท่าจะพุ่งเข้าไปห้าม แต่ถูกลูกเขยตัวดีดักทางไว้ก่อน โจวจงเฟิงจับแขนพ่อตาแม่ยายไว้แน่นแล้วกระซิบเสียงเครียด
"พ่อครับ แม่ครับ ยอมให้ซูซูจ่ายเถอะครับ ถ้าเธอไม่ได้ซื้อให้พวกท่าน เธอคงนอนไม่หลับแน่ๆ พ่อกับแม่ก็รู้ว่าเธอกตัญญูแค่ไหน อุตส่าห์ดั้นด้นมาดูแลเธอตั้งแต่ท้องจนคลอด ข้าวสารอาหารแห้งก็ขนมาเอง เงินทองก็ไม่ยอมรับ ให้เธอได้ตอบแทนบ้างเถอะครับ"
คำพูดของโจวจงเฟิงทำเอาสองผู้เฒ่าถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ถอนหายใจ "เฮ้อ..."
พวกเขากลัวแต่จะเป็นภาระให้ลูกหลาน หารู้ไม่ว่าสำหรับเจียงซูหลันแล้ว การได้เปย์เงินซื้อของให้พ่อแม่คือความสุขที่สุดของเธอ
เธอจัดการชำระเงินค่าเสื้อและค่าผ้าทั้งหมดอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้ใครทักท้วง
จากนั้นขบวนช็อปปิ้งก็เคลื่อนพลไปยังโซนรองเท้า
ต้องยอมรับเลยว่าตลาดรองเท้าในเมืองกวางโจวนั้นยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ ตู้กระจกยาวเหยียดเต็มไปด้วยรองเท้านานาชนิด ทั้งรองเท้าผ้าใบทำมือ รองเท้ายาง รองเท้าบูทกันฝน รองเท้าปลดแอก รองเท้าหนังหัวต่อ รองเท้าปักลายดอกไม้ และรองเท้าคัทชูหัวตัด
เจียงซูหลันตาลายไปหมด แต่เธอก็ตั้งสติแล้วหยิบรองเท้าหนังหัวต่อสีดำขัดมันวับขึ้นมาคู่หนึ่ง
"คู่นี้มีเบอร์ 42 ไหมคะ"
"แล้วก็รองเท้าคัทชูผ้าปักลายดอกไม้สีดำคู่นั้น มีเบอร์ 37 ไหม"
ด้วยบารมีของเสี่ยวหวังที่ยืนคุมเชิงอยู่ พนักงานขายแผนกรองเท้าจึงรีบวิ่งไปหยิบสินค้ามาบริการอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
เจียงซูหลันยื่นรองเท้าหนังให้พ่อ และส่งรองเท้าปักลายให้แม่
"ลองเลยค่ะ"
เธอตัดสินใจแทนเสร็จสรรพโดยไม่ต้องถามความสมัครใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่ต้องปฏิเสธแน่ๆ
พ่อเจียงกับแม่เจียงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่คราวนี้โจวจงเฟิงรีบเสนอตัวทันที "พ่อครับ แม่ครับ รองเท้านี่ผมขอเป็นเจ้ามือเอง ผมแอบเก็บเงินก้นถุงไว้พอดีเป๊ะ"
ปกติเงินเดือนทั้งหมดเขาจะยกให้เจียงซูหลันดูแล แต่เธอก็มักจะแบ่งเศษเงินให้เขาติดตัวไว้บ้าง ซึ่งเขาก็ไม่รู้จะเอาไปใช้อะไรเพราะกินนอนอยู่ในค่ายทหาร
แปลกแต่จริง คำพูดของลูกเขยมักจะมีน้ำหนักกว่าลูกสาวเสมอ พ่อเจียงได้ยินดังนั้นก็ยอมถอดรองเท้าเก่าๆ แล้วสวมรองเท้าหนังคู่ใหม่อย่างว่าง่าย
พอลองสวมแล้ว พ่อเจียงก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มแก้มปริ รองเท้าหนังสีดำขัดมันวับ เมื่อใส่คู่กับชุดจงซานแล้ว ดูยังไงก็เหมือนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่กำลังจะไปราชการ พ่อเจียงรู้สึกภูมิใจลึกๆ ว่าแก่ป่านนี้แล้วเพิ่งจะได้หล่อกับเขาบ้าง
ส่วนแม่เจียง พอเห็นสายตาพิฆาตของลูกสาวที่เตรียมจะบ่นถ้านางชักช้า เธอก็รีบสวมรองเท้าคัทชูผ้าปักลายดอกไม้ทันที รองเท้าคู่นี้มีสายคาดติดกระดุมแป๊ก สวมง่ายใส่สบาย แถมยังดูเรียบร้อยอ่อนหวาน เหมาะกับเธออย่างที่สุด
"เอาสองคู่นี้แหละค่ะ" เจียงซูหลันสรุป แล้วควักเงินจ่ายทันทีโดยไม่กะพริบตา
หลังจากจัดการเรื่องเครื่องแต่งกายของพ่อแม่เสร็จเรียบร้อย ก็ถึงคิวของคู่สามีภรรยาบ้าง
แม่เจียงที่เดินหิ้วถุงตามหลังมา จิตใจยังคงวนเวียนอยู่กับตัวเลขที่เพิ่งจ่ายไป "ตาแก่เอ๊ย เสื้อผ้าพวกเราสองคนปาเข้าไปเกือบห้าสิบหยวนแล้วนะ"
ห้าสิบหยวน! เงินจำนวนนี้ในชนบทเท่ากับเงินเดือนของข้าราชการหนึ่งเดือนเต็มๆ เลยทีเดียว
แม่เฒ่าโจวที่เดินอยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "เธอเนี่ยนะ ได้ดีแล้วยังจะมาบ่นอีก ลูกเต้าเขากตัญญูขนาดนี้ ถ้าไปเจอลูกหลานขี้เหนียว อย่าว่าแต่ห้าสิบหยวนเลย ห้าเหมาเขายังไม่ควักให้เลยย่ะ"
"มันก็จริงของพี่ แต่พอคิดเป็นตัวเงินแล้วใจมันหายวาบเลย" แม่เจียงสารภาพตามตรง ความรู้สึกของคนเป็นพ่อเป็นแม่มันซับซ้อน ดีใจก็ดีใจ แต่เสียดายเงินแทนลูกก็อดไม่ได้
ด้านหน้าขบวน โจวจงเฟิงที่อุ้มลูกชายเดินเคียงคู่กับภรรยาก็โน้มตัวลงมากระซิบถาม
"ทำไมเมื่อกี้คุณไม่ซื้อรองเท้ายางให้พ่อกับแม่ด้วยล่ะ"
เขาจำได้ว่าที่เกาะฝนตกบ่อย รองเท้ายางน่าจะใช้งานได้จริงมากกว่ารองเท้าสวยงามพวกนั้น
เจียงซูหลันตบหน้าผากตัวเองดังแปะ "ตายจริง! ฉันลืมสนิทเลย อุตส่าห์จดไว้ในใจแล้วนะว่าจะซื้อรองเท้ายางให้ท่านใส่ลุยน้ำ"
"งั้นเดี๋ยวขากลับ คุณช่วยวิ่งย้อนกลับไปซื้อให้หน่อยนะ ผู้ชายเบอร์ 42 ผู้หญิงเบอร์ 37 เหมือนเดิม"
โจวจงเฟิงพยักหน้ารับคำ เขาก้มลงมองเจ้าตัวน้อยอันอันในอ้อมแขนที่เริ่มตาปรือ เขาจึงตบก้นลูกเบาๆ กล่อมให้หลับ ไม่นานอันอันก็เข้าสู่ห้วงนิทรา และเหมือนโรคระบาด หน่าวนาวที่อยู่ในอ้อมแขนแม่ก็หาวหวอดๆ แล้วหลับตามไปติดๆ
"วันนี้เจ้าสองแสบเลี้ยงง่ายจังแฮะ" เจียงซูหลันเปรยขึ้นอย่างโล่งอก
ปกติต้องรบราฆ่าฟันกันกว่าจะยอมนอน แต่วันนี้กินง่าย อยู่ง่าย หลับง่าย ไม่งอแงเลย
"สงสัยจะชอบเที่ยว" โจวจงเฟิงตั้งข้อสังเกต "ผมสังเกตมาหลายทีแล้ว อยู่บ้านล่ะร้องบ้านแตก พอได้ออกมาข้างนอกนี่ตาใสเชียว"
"นั่นสินะ ไม่รู้ได้นิสัยใครมา" เจียงซูหลันหัวเราะ
ทั้งคู่คุยสัพเพเหระกันไปจนเดินมาถึงโซนเสื้อผ้าวัยรุ่น โซนนี้บรรยากาศดูสดใสกว่าโซนผู้สูงอายุมาก มีผ้าให้เลือกหลากหลายชนิด ทั้งผ้าลินิน ผ้าลูกฟูก ผ้าโทเร หรือแม้แต่ผ้าไหมเทียม สีสันก็ฉูดฉาดบาดตา
แต่เจียงซูหลันกับโจวจงเฟิงไม่ได้สนใจเสื้อผ้าหน้าร้อน พวกเขามุ่งหน้าไปยังโซนเสื้อกันหนาว
เมื่อมาถึงโซนนี้ โจวจงเฟิงดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ราวกับแม่ทัพที่ได้กลับมาบัญชาการในสนามรบ เขากวาดตามองปราดเดียวก็ชี้ไปที่เสื้อโค้ทตัวยาวสีแดงสด ที่คอปกประดับด้วยขนสัตว์สีขาวฟูนุ่ม แขวนโชว์เด่นเป็นสง่าอยู่บนราวสูงที่สุด
"น้องครับ เอาตัวนั้นลงมาให้หน่อย"
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาคมคาย หรือรัศมีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวเขา พนักงานขายที่ปกติดูเบื่อโลก กลับรีบกุลีกุจอหยิบไม้สอยเสื้อลงมาให้อย่างรวดเร็วโดยไม่อิดออด
"ตาถึงมากค่ะคุณพี่ เสื้อโค้ทตัวนี้ทำจากขนสัตว์แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนปกคอก็เป็นขนกระต่ายแท้ นุ่มมากค่ะ ไม่เชื่อลองสัมผัสดูสิคะ"
พนักงานขายสาวดูออกว่าคู่รักคู่นี้ 'มีตังค์' แน่นอน ดูจากผิวพรรณและบุคลิกที่ไม่เหมือนชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป
โจวจงเฟิงรับเสื้อมาแล้วส่งลูกชายให้ภรรยาอุ้มชั่วคราว ก่อนจะกางเสื้อออก "ซูซู ลองใส่ดูหน่อยสิ"
เจียงซูหลันมองเสื้อโค้ทตัวหรูแล้วเริ่มลังเล พอเป็นเรื่องของตัวเองเธอมักจะคิดเยอะเสมอ ต่างกับตอนซื้อให้พ่อแม่ที่จ่ายไม่อั้น
เหมือนโจวจงเฟิงจะรู้ทัน เขาก้มลงกระซิบข้างหูเธอประโยคหนึ่ง ทำเอาเจียงซูหลันตาโต "จริงเหรอคะ?"
"จริงครับ ลองเถอะ นะ"
คราวนี้เจียงซูหลันยอมถอดใจ เธอยื่นลูกให้สามีอุ้ม แล้วสวมเสื้อโค้ทสีแดงสดตัวนั้น
จังหวะนั้น ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ด้วยรูปร่างที่สมส่วนและผิวพรรณที่ขาวผ่องของเธอ เมื่อตัดกับสีแดงสดของเสื้อโค้ทและขนกระต่ายสีขาวฟูนุ่มที่รอบคอ ยิ่งขับให้ใบหน้าของเธอดูโดดเด่น งดงามราวกับดอกไม้เมืองหนาวที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะ มันดูหรูหราและเลอค่าจนไม่อาจละสายตาได้
ดวงตาของโจวจงเฟิงเป็นประกายวิบวับ "สวย... สวยมาก"
มันสวยกว่าชุดกระโปรงสีแดงตัวนั้นเสียอีก ขนกระต่ายสีขาวนั่นทำให้เธอดูอ่อนเยาว์และน่าทะนุถนอม แต่แฝงไปด้วยความสง่างามแบบนางพญา
"เสื้อตัวนี้เหมือนเกิดมาเพื่อคุณลูกค้าเลยค่ะ" พนักงานขายเอ่ยชมจากใจจริง "ก่อนหน้านี้มีคนมาลองหลายคน แต่ถ้าไม่ติดพุง ก็ติดที่สีผิว ใส่แล้วดูหมอง แต่คุณลูกค้าใส่แล้วขับผิวสุดๆ เลยค่ะ"
เสียงฮือฮาดังมาจากด้านหลัง แม่เจียงที่เดินตามมาถึงกับอุทาน "โอ้โฮ! สวยจริงๆ ลูกแม่"
เมื่อทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ เจียงซูหลันจึงเดินไปหมุนตัวหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วเอ่ยถามสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
"ราคาเท่าไหร่คะ?"
"หนึ่งร้อยสิบแปดหยวนค่ะ!"
เสียงบอกราคาเหมือนสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ทุกคนในที่นั้นสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่โดยพร้อมเพรียง
หนึ่งร้อยสิบแปดหยวน! นี่มันเงินเดือนคนงานทั่วไปเกือบครึ่งปีเลยนะ!
คิ้วเรียวของเจียงซูหลันขมวดเข้าหากันทันที "แพงเกินไปแล้วค่ะ ฉันว่า..."
"เอาตัวนี้ครับ ห่อเลย"
โจวจงเฟิงสวนขึ้นมาทันควัน เขาจัดการส่งลูกแฝดให้พ่อตาแม่ยายอุ้ม แล้วล้วงกระเป๋าหยิบเงินและตั๋วผ้าออกมานับอย่างคล่องแคล่ว
ความเด็ดเดี่ยวและใจป้ำของเขาทำเอาสาวๆ แถวนั้นมองเจียงซูหลันด้วยสายตาพิจารณาปนอิจฉาริษยาจนแทบลุกเป็นไฟ ทำไมสามีที่บ้านไม่เห็นใจป้ำแบบนี้บ้างนะ! ซื้อเสื้อราคาเป็นร้อยหยวนโดยไม่ต่อรองสักคำ แถมยังหน้าตายิ้มแย้มเหมือนได้จ่ายเงินซื้อความสุข
เจียงซูหลันรีบดึงแขนเสื้อสามี กระซิบเสียงเครียด "คุณคะ มันแพงมากนะ"
"คุณใส่แล้วสวย เท่าไหร่ก็ไม่แพงหรอก" โจวจงเฟิงตอบกลับหน้าตาย มือก็ยื่นเงินให้พนักงานไปเรียบร้อยแล้ว
เขารับถุงกระดาษคราฟท์ใบใหญ่มาถือไว้ แล้วก้มลงกระซิบกับภรรยา "เรียบร้อย จ่ายเงินแล้ว คืนของไม่ได้แล้วนะครับ"
เจียงซูหลันรู้สึกหวานล้ำในอก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหยิกเอวสอบของเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ "คราวหลังห้ามทำแบบนี้อีกนะคะ สิ้นเปลืองแย่"
"ครับๆ ไว้คราวหลังค่อยว่ากัน" โจวจงเฟิงรับคำส่งเดช ในใจคิดว่า 'คราวหลังก็ซื้อให้อีก'
เขามีเงินเก็บ มีเงินเดือน แล้วตัวเองก็ไม่ได้ใช้อะไร จะเก็บไว้ทำไมถ้าไม่ใช่เพื่อความสุขของลูกเมีย?
หลังจากได้เสื้อโค้ทตัวสวยมาครอบครอง เจียงซูหลันก็หมดอารมณ์จะช็อปปิ้งของตัวเองต่อ แต่โจวจงเฟิงกลับเครื่องติด เขาจัดการซื้อผ้าพันคอไหมพรมสีขาว (เพราะสีแดงจะกลืนกับเสื้อโค้ท) กางเกงผ้าลูกฟูก และรองเท้าคัทชูส้นสูงแบบบุขนให้เธออีกหนึ่งคู่
แต่พอถึงคิวของเขาเอง เขากลับปฏิเสธทุกอย่าง
"ไม่เอาครับ ผมหล่ออยู่แล้ว ใส่อะไรก็ดูดี" เขาอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ "ชุดตอนดูตัวกับคุณเมื่อเดือนมีนาคมยังใหม่อยู่เลย ไม่ค่อยได้ใส่ จะซื้อใหม่ทำไม เปลืองเปล่าๆ"
เจียงซูหลันเหนื่อยใจจะเถียงกับคนหลงตัวเอง แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ อาศัยจังหวะที่โจวจงเฟิงเดินไปสอบถามเส้นทางไปตลาดนัดกับชาวบ้าน เธอรีบดึงตัวผู้บังคับการกรมน่ามาปรับทุกข์และวางแผนลับ
"ผู้การน่าคะ รบกวนช่วยฉันหน่อย..."
ผู้บังคับการกรมน่าฟังแผนการแล้วหัวเราะร่า "คู่พวกคุณนี่ตลกชะมัด ลูกเขยแอบไปซื้อรองเท้าให้พ่อตาแม่ยาย ส่วนเมียก็ต้องแอบจ้างคนอื่นไปซื้อเสื้อให้ผัว"
เหมียวหงอวิ๋น ภรรยาของผู้การน่า ตีแขนสามีดังเพียะ "หยุดพูดมากแล้วรีบไปซื้อเร็วเข้า! วิ่งให้ไวนะ อย่าให้ผู้บังคับการกรมโจวจับได้ล่ะ!"
เธอหันมาบ่นสามีตัวเองด้วยความน้อยใจ "ดูตัวอย่างผู้บังคับการกรมโจวบ้างสิ เขาซื้อของให้เมียหัวจรดเท้า ของตัวเองไม่ซื้อสักชิ้น ดูแกสิ... เฮ้อ เห็นแล้วกลุ้ม"
ผู้บังคับการกรมน่าได้แต่เกาหัวแกรกๆ ทำไมอยู่ดีๆ ก็โดนด่าฟะเนี่ย แต่พอมองไปทางโจวจงเฟิง เขาก็อดอิจฉาไม่ได้
'ผู้บังคับการกรมโจวนี่น่าอิจฉาชะมัด เมียไม่ด่า แถมยังแอบซื้อเสื้อให้ใส่อีก เมื่อไหร่เมียเราจะน่ารักแบบนี้บ้างนะ'
หารู้ไม่ว่าถ้าเหมียวหงอวิ๋นรู้ความคิดนี้เข้า คงได้มีมวยคู่เอกกลางห้างสรรพสินค้าแน่
กว่าโจวจงเฟิงจะเดินกลับมาจากการถามทาง ขบวนการลับของคุณนายเจียงก็ปฏิบัติภารกิจสำเร็จ เสื้อนวมตัวยาวถูกซุกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในกองสัมภาระ โดยที่เจ้าตัวไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย
"ตลาดนัดจะวายตอนสี่โมงครึ่งนะครับ เราต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวไม่ทัน" โจวจงเฟิงเร่ง
เมื่อไปถึงตลาดนัด ภาพที่เห็นคือคลื่นมหาชนที่กำลังแย่งชิงซื้อของกันอย่างดุเดือด เหล่าคุณลุงคุณป้าชาวเมืองต่างหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรัง บ้างก็หาบตะกร้าใบใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยเสบียงอาหาร
"โห... คนเมืองเขากินดุจริงๆ" เจียงซูหลันอุทาน "ดูสิคะ ซื้อกันเหมือนจะย้ายบ้านเลย"
แม่เจียงมองด้วยความเข้าใจ "คนเราลำบากมาทั้งปี ก็เพื่อจะได้กินอิ่มนอนอุ่นในช่วงปีใหม่นี่แหละลูก"
เธอสังเกตเห็นว่าคนเฒ่าคนแก่พวกนี้ผิวพรรณดีกว่าคนบ้านนอกอย่างเธอเยอะ "พวกนี้น่าจะมีเงินบำนาญกินแหละ ถึงได้กล้าซื้อขนาดนี้ เรามันคนจน ใครจะไปกล้า"
เจียงซูหลันพยักหน้าเห็นด้วย "มิน่าล่ะ ใครๆ ถึงอยากเข้ามาอยู่ในเมืองกันนัก สวัสดิการมันดีกว่าเห็นๆ"
พ่อเจียงได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ เรื่องบางเรื่องพูดไปก็เท่านั้น
เนื่องจากมีเวลาจำกัดแค่ครึ่งชั่วโมง การช็อปปิ้งในตลาดนัดจึงเปรียบเสมือนสงครามย่อยๆ พวกเขาใช้วิธี 'เห็นแล้วคว้า จ่ายแล้วจบ' กวาดซื้อของแห้ง ของสด ของไหว้เจ้ากันอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลุดออกมาจากวงล้อมมนุษย์ได้ เจียงซูหลันถึงกับหอบแฮ่ก "นี่มันไม่ใช่การซื้อของแล้วค่ะ นี่มันการปล้นชัดๆ"
เหมียวหงอวิ๋นที่มาร่วมแจมด้วยหัวเราะแห้งๆ "นี่ยังน้อยนะ ถ้ามาช่วงก่อนตรุษจีนจริงๆ แถวหน้าสหกรณ์กับห้างสรรพสินค้า ยาวไปถึงปากซอยโน่น ต้องตบตีแย่งชิงกันเลยล่ะ"
หลังจากล่ำลากัน เหมียวหงอวิ๋นกับสามีขอตัวกลับไปที่ท่าเรือ ส่วนครอบครัวเจียงและโจวกลับไปพักผ่อนที่บ้านพักรับรองด้วยสภาพสะบักสะบอม
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาแวะไปที่ร้านถ่ายรูปเพื่อรับรูปที่ถ่ายไว้
เถ้าแก่ร้านถ่ายรูปตาเป็นประกายทันทีที่เห็นครอบครัวหน้าตาดีเดินเข้ามา เขารีบยื่นซองรูปถ่ายให้ พร้อมกับถูมือไปมาด้วยความคาดหวัง
"คุณลูกค้าครับ... คือรูปครอบครัวของคุณลูกค้าถ่ายออกมาสวยมาก ผมขออนุญาตเอารูปนี้ไปขยายติดโชว์หน้าร้านเป็นตัวอย่างได้ไหมครับ?"
[จบบท]