บทที่ 467: ความผิดหวังในกองฟาง
เกาฉุ่ยเซิงชะงักกึก ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อภาพรอยแผลแตกยาวและคราบเลือดสีแดงสดที่เริ่มแห้งกรังเกรอะกรังบนหน้าผากเนียนของเจียงหมิ่นอวิ๋นปรากฏแก่สายตา ความตกตะลึงระคนสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวจนต้องขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน เขาเอ่ยถามออกไปพลางพยายามข่มกลั้นอารมณ์ที่กำลังปะทุเดือด แต่ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับสั่นเครือและเต็มไปความเดือดดาลที่ไม่อาจปิดบัง
"ไอ้หมาโจวเยว่หัวมันทำร้ายคุณอีกแล้วเหรอครับ"
เจียงหมิ่นอวิ๋นมีท่าทีลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าลงช้าๆ เพียงเท่านั้นทำนบน้ำตาที่กั้นไว้ก็พังทลายลงมา อาบไล้พวงแก้มทั้งสองข้างโดยที่เธอยังไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมาสักคำเดียว
"ฉุ่ยเซิง... ฉันอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ นะ ชีวิตแบบนี้ฉันทนไม่ได้อีกแล้ว"
น้ำเสียงของเธอสั่นเครือและเต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด นี่ไม่ใช่การเล่นละครตบตาหรือมารยาหญิงเพื่อเรียกร้องความสนใจแต่อย่างใด แต่มันคือความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจจนถึงขีดสุดของเธอแล้วจริงๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจวเยว่หัวในยามนี้เรียกได้ว่าแตกหักจนไม่เหลือชิ้นดี ส่วนกับโจวหยางลูกเลี้ยงตัวแสบก็นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเหมือนน้ำกับไฟที่พร้อมจะเผาผลาญทำลายกันได้ทุกเมื่อ ที่เลวร้ายที่สุดเห็นจะเป็นแม่เฒ่าโจว ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าต้นตอของปัญหามันอยู่ที่ลูกชายตัวเองไร้น้ำยา แต่กลับโยนความผิดทุกอย่างมาที่เธอ แล้วยังจะมากดดันบีบคั้นให้เธอมีลูกสืบสกุลอยู่นั่นแหละ
นี่แหละคือสภาพชีวิตจริงของเจียงหมิ่นอวิ๋น มันยุ่งเหยิงและพันกันมั่วซั่วเหมือนกลุ่มด้ายที่พันกันจนยุ่งเหยิงและไม่มีวันแก้ปมออกได้
ภาพของหญิงสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนอยู่ตรงหน้า บาดลึกลงไปในหัวใจของเกาฉุ่ยเซิงราวกับมีมีดกรีด เขาเจ็บปวดรวดร้าวราวกับเป็นคนที่ถูกกระทำเสียเอง
"ผมจะไปจัดการมันเดี๋ยวนี้แหละ"
ความโกรธพุ่งพล่านจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เกาฉุ่ยเซิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เตรียมจะพุ่งตัวออกไปเอาเรื่องคนสารเลวพรรค์นั้นให้สาสม
"ไม่มีประโยชน์หรอกฉุ่ยเซิง ต่อให้คุณไปหาเรื่องเขา เขาก็ยังทำกับฉันเหมือนเดิมอยู่ดี"
ประโยคตัดพ้อนั้นทำให้เกาฉุ่ยเซิงชะงักฝีเท้าลงทันควัน เขาเงียบเสียงลงพลางทอดสายตามองเจียงหมิ่นอวิ๋นที่นั่งห่อไหล่อยู่ตรงหน้าด้วยแววตาเวทนา เธอดูเปราะบางและโรยราเหมือนดอกไม้ที่กำลังจะร่วงโรยลงสู่พื้นดิน
เขายังจำภาพในอดีตได้แม่นยำราวกกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ตอนที่เจียงหมิ่นอวิ๋นเพิ่งเดินทางลงมาเป็นปัญญาชนในชนบทใหม่ๆ เธอช่างสวยสง่าและสดใสราวกับดอกเก๋อซางที่บานสะพรั่งท้าทายแสงตะวันท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้าง แต่ดูสภาพของเธอตอนนี้สิ...
สภาพที่ทรุดโทรมของเธอในเวลานี้ทำให้เขาอดรู้สึกปวดใจไม่ได้ เกาฉุ่ยเซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น
"สหายเจียง คุณอยากให้ผมช่วยอะไรบอกมาได้เลยนะ ขอแค่คุณพูดมา ผมสัญญาว่าจะทำให้ได้ทุกอย่าง"
เจียงหมิ่นอวิ๋นเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาที่เคยหม่นหมองพลันส่องประกายแห่งความหวังวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปมืดมนลงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว
"ไม่ได้หรอก..." เธอส่ายหน้าเบาๆ อย่างหมดหวัง
"คุณยังไม่ได้ลองบอกเลย จะรู้ได้ยังไงว่าไม่ได้"
เกาฉุ่ยเซิงแย้งขึ้นทันควันด้วยความมั่นใจ ตอนนี้เขาไม่ใช่เกาฉุ่ยเซิงคนเดิมที่ต้อยต่ำและไร้กำลังอีกต่อไปแล้ว เขามีธุรกิจ มีลู่ทาง และมีเงินทองมากพอที่จะปกป้องดูแลใครสักคนได้สบายๆ ขอแค่เป็นเรื่องที่ช่วยเจียงหมิ่นอวิ๋นได้ เขาพร้อมจะทุ่มสุดตัวอย่างไม่ลังเล
เจียงหมิ่นอวิ๋นสูดหายใจเข้าลึก ตัดสินใจทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในมืออย่างเด็ดเดี่ยว เธอเอื้อมมือไปคว้ามือหนาหยาบกร้านของเกาฉุ่ยเซิงมากุมไว้แนบกับอกของตัวเอง แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อสื่อความหมาย
"ฉุ่ยเซิง... คุณมอบลูกให้ฉันสักคนจะได้ไหม"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดผ่าเปรี้ยงลงมากลางกบาลของเกาฉุ่ยเซิง สมองของเขาขาวโพลนไปชั่วขณะ ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่
"สหายเจียง... คุณ... คุณพูดอะไรออกมาน่ะ"
กว่าเกาฉุ่ยเซิงจะหาเสียงตัวเองเจอและเรียกสติกลับคืนมาร่างได้ เขาก็ทำได้เพียงพึมพำถามออกไปอย่างตะกุกตะกักเหมือนคนละเมอที่ยังไม่ตื่นดี
แต่ทว่าครั้งนี้ เจียงหมิ่นอวิ๋นไม่ได้ตอบกลับด้วยคำพูด เธอเลือกที่จะใช้การกระทำเป็นคำตอบแทน ร่างบอบบางโถมเข้าใส่ร่างสูงใหญ่กำยำของเกาฉุ่ยเซิงเต็มแรง กอดรัดเอวสอบของเขาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างพร้อมกับช้อนตามองด้วยแววตาหยาดเยิ้มสื่อความนัย
"ทีนี้... คุณเข้าใจหรือยังคะ"
เธอถามเสียงกระเส่าแผ่วเบาอยู่แนบอกเขา
เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เกาฉุ่ยเซิงจะไม่เข้าใจได้อย่างไร หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วและแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่านจนใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด
"สหายเจียง...จะ...เจียง... คุณ... คุณอย่าล้อเล่นแบบนี้สิครับ"
เขาเริ่มพูดติดอ่างขึ้นมาทันที แม้ใจจริงเขาจะแอบมีใจรักเจียงหมิ่นอวิ๋นมานานแสนนาน แต่ความจริงที่ว่าเธอเป็นหญิงที่มีพันธะแล้วมันค้ำคออยู่ เขาจะทำเรื่องผิดศีลธรรมพรรค์นั้นลงไปได้อย่างไรกัน
เจียงหมิ่นอวิ๋นมองปฏิกิริยาตื่นตระหนกราวกับกระต่ายตื่นตูมของเขาแล้วก็นึกโมโหจนแทบจะกัดลิ้นตัวเองตาย ไอ้คนซื่อบื้อเอ๊ย! กี่ชาติกี่ภพก็ยังเป็นไอ้ขี้ขลาดตาขาวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผู้หญิงที่ตัวเองรักเสนอตัวให้ถึงที่ขนาดนี้แล้ว ยังจะมัวมาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมอยู่ได้
เธอตัดสินใจรุกหนักขึ้นด้วยการดึงคอเสื้อตัวเองให้กว้างออก เผยให้เห็นลาดไหล่ขาวเนียนที่มีรอยฟกช้ำจางๆ ปรากฏอยู่รำไร
"เกาฉุ่ยเซิง ถ้าคุณไม่ยอมช่วยฉัน ถ้าคุณไม่ต้องการฉัน ฉันคงต้องตรอมใจตายคาบ้านโจวแน่ๆ"
เธอไม่สนหรอกว่าเด็กในท้องจะเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ขอแค่เธอยังมีทะเบียนสมรสกับโจวเยว่หัว เด็กที่เกิดมาก็ต้องได้ชื่อว่าเป็นลูกของโจวเยว่หัววันยังค่ำ
เกาฉุ่ยเซิงตกใจจนตาถลนแทบถลนออกจากเบ้าเมื่อเห็นภาพวาบหวิวตรงหน้า ร่างกายเขาสะดุ้งโหยงและดีดตัวถอยหลังโดยอัตโนมัติ ทว่าด้วยความรีบร้อนและไม่ทันระวัง เขาจึงลืมดูตาม้าตาเรือ ศีรษะกระแทกเข้ากับคานไม้ของเพิงเก็บฟางเข้าอย่างจังจนกองฟางสั่นสะเทือนไปทั้งแถบ
"โอ๊ย!"
เขาร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดพลางยกมือลูบหัวป้อยๆ แต่ปากก็ยังละล่ำละลักพูดไม่หยุดด้วยความตื่นตระหนก "สหายเจียง! คุณรีบใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเถอะครับ เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา แบบนี้มันไม่ถูกต้อง!"
พูดจบเขาก็ไม่รอฟังคำตอบใดๆ อีก เกาฉุ่ยเซิงรีบตะกายหนีออกจากกองฟางอย่างทุลักทุเล วิ่งหายลับไปในความมืดราวกับเพิ่งเจอผีหลอกกลางวันแสกๆ
เจียงหมิ่นอวิ๋นที่ลงทุนเปลืองเนื้อเปลืองตัวไปขนาดนั้นได้แต่นั่งชะงักงัน ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความเจ็บใจ ร่างกายสั่นเทิ้มไปด้วยความโกรธเคือง
"ไอ้โง่! ไอ้คนไร้น้ำยา! ไอ้ขี้ขลาด!"
เธอสบถด่าไล่หลังเขาไปอย่างเหลืออด อุตส่าห์เสนอตัวให้ถึงปากขนาดนี้แล้ว มันยังกล้าปฏิเสธแล้ววิ่งหนีหางจุกตูดไปอีก
ปฏิเสธเนี่ยนะ!
เจียงหมิ่นอวิ๋นรับความจริงข้อนี้ไม่ได้อย่างรุนแรง ต้องรู้ก่อนนะว่าเกาฉุ่ยเซิงน่ะหลงรักเธอหัวปักหัวปำมาตั้งสองชาติภพแล้ว แล้วทำไมเขาถึงกล้าปฏิเสธเธอได้ลงคอแบบนี้
สิ่งที่เจียงหมิ่นอวิ๋นลืมคิดไปก็คือ แม้เกาฉุ่ยเซิงจะรักเธอมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะล่วงเกินเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งเธอมาเสนอตัวให้แบบโจ่งแจ้งขนาดนี้ สำหรับคนซื่อๆ หัวโบราณอย่างเกาฉุ่ยเซิงแล้ว มันเป็นเรื่องที่รับมือไม่ถูกและยอมรับไม่ได้อย่างรุนแรง
ในสายตาของเขา เจียงหมิ่นอวิ๋นคือนางฟ้า คือเทพธิดาสูงส่งที่เขาทำได้เพียงเฝ้ามองด้วยความเทิดทูนบูชา ไม่ใช่คนที่จะฉวยโอกาสล่วงเกินได้ง่ายๆ
***
ตัดภาพกลับมาที่บ้านตระกูลโจว
บรรยากาศการเตรียมมื้ออาหารวันรวมญาติควรจะคึกคักและเต็มไปด้วยความสุขสันต์ แต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยเสียงครวญครางน่ารำคาญของแม่เฒ่าโจว เดี๋ยวก็บ่นปวดเอว เดี๋ยวก็ร้องปวดขา สรุปสั้นๆ คือหาข้ออ้างที่จะไม่เข้าครัวทำกับข้าวนั่นแหละ
"คุณย่าคะ บ้านอื่นเขาเริ่มกินข้าวกันแล้วนะ เมื่อไหร่บ้านเราจะได้กินบ้างคะ หนูหิวแล้ว"
เสี่ยวโจวเหม่ยถามด้วยความไร้เดียงสาตามประสาเด็ก ดวงตาแป๋วแหววจ้องมองไปที่ย่าของตนอย่างรอคอย
แม่เฒ่าโจวโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ "โอ๊ย ไปๆ อย่ามายุ่งวุ่นวายกับฉัน ไปตามแม่เลี้ยงแกโน่น ไปบอกให้มันรีบกลับมาทำกับข้าวเดี๋ยวนี้"
"แต่ว่า... แม่เลี้ยงถูกพี่ชายทำให้โมโหจนหนีออกจากบ้านไปแล้วนี่คะ" เด็กหญิงตัวน้อยตอบเสียงใสซื่อ
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ตอนที่เจียงหมิ่นอวิ๋นกำลังจะเตรียมลงมือทำอาหาร จังหวะที่เธอกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำมันที่ตู้ จู่ๆ ก็มีชามใบหนึ่งลอยละลิ่วมากระแทกหน้าผากเธออย่างจังจนเลือดอาบหน้า
เสี่ยวโจวเหม่ยจำภาพนั้นได้ติดตาว่า ตอนที่เห็นแม่เลี้ยงเลือดไหลอาบ พี่ชายของเธอเพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างท้าทายเท่านั้น วินาทีนั้นเธอกลัวพี่ชายตัวเองขึ้นมาจับใจ เขาดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
ตอนแรกนึกว่าแม่เลี้ยงจะอาละวาดบ้านแตกเหมือนทุกที แต่ผิดคาด เจียงหมิ่นอวิ๋นกลับทำเพียงแค่ใช้สายตาเย็นชาจ้องมองพี่ชายแวบหนึ่ง แล้วก็ยกมือกุมแผลวิ่งหนีออกจากบ้านไปเลยโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เสี่ยวโจวเหม่ยเล่าเหตุการณ์กระท่อนกระแท่นให้ย่าฟังตามประสาเด็ก
แม่เฒ่าโจวได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนโมโห "อะไรนะ! นังนั่นมันหนีไปแล้วเรอะ?"
"วันปีใหม่แท้ๆ มันกล้าหนีไป แล้วทีนี้ใครจะมาทำกับข้าวเลี้ยงคนทั้งบ้านล่ะเนี่ย!"
นางโวยวายลั่นบ้านด้วยความเกรี้ยวกราด โดยไม่ได้มีความห่วงใยเลยสักนิดว่าลูกสะใภ้ของตนจะบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด หรือหลานชายตัวดีทำรุนแรงเกินไปหรือไม่ สิ่งเดียวที่เธอสนในตอนนี้คือปากท้องของตัวเองเท่านั้น
"ไอ้เจ้าโจวหยางนี่ก็จริงๆ เลย จะยั่วโมโหกันตอนไหนไม่ทำ ดันมาทำเอาตอนวันสิ้นปีแบบนี้ แล้วมื้อเที่ยงนี้พวกเราจะกินอะไรกันล่ะฮะ!"
[จบบท]