บทที่ 6: ดูตัว
เจี่ยงซิ่วเจินซึ่งเข้าใจความหมายของแม่สามีแจ่มแจ้งรีบเสริมขึ้น “แม่คะ เรื่องดูตัวจัดขึ้นในอีก 3 วันข้างหน้า แถมยังจัดที่ที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูนเราด้วย รับรองว่าจะไม่เกิดเรื่องที่ซูหลันถูกรังแกเหมือนคราวก่อนแน่นอนค่ะ”
คำรับรองนั้นทำให้แม่เจียงคลายความกังวลใจลงได้บ้าง
เธอก้มลงมองใบหน้าของลูกสาวที่งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงยิ่งเต็มไปด้วยความเศร้าใจ “ซูหลันเอ๊ย ลูกไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ดี พ่อกับแม่ไม่สามารถปกป้องลูกได้” จนต้องมาเผชิญเรื่องแบบนี้
เจียงซูหลันส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าขาวนวลของเธอดูจริงจังอย่างยิ่ง “แม่คะ แค่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว”
การที่เธอมีครอบครัวที่รักและห่วงใยเธอมากขนาดนี้ ก็นับว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้ว
...
เช้าวันนัดดูตัวมาถึง ไก่ขันไปแล้วสามรอบ ท้องฟ้าเริ่มสาง ควันสีขาวลอยอ้อยอิ่งจากปล่องไฟของบ้านแต่ละหลัง
แม่เจียงก็ลุกจากเตียงคังตั้งแต่เช้าตรู่ก่อนใคร เธอมุ่งไปที่ตู้ไม้เพื่อค้นหาเสื้อนวมตัวที่เจียงซูหลันทำไว้เมื่อช่วงก่อนสิ้นปี เสื้อตัวนั้นเป็นสีฟ้าอ่อนลายจุดสีขาว แล้วกำชับให้ลูกสาวเปลี่ยนใส่
“ลูกผิวขาว ใส่สีนี้ยิ่งดูดีเลยจ้ะ”
เจียงซูหลันที่ยังคงงัวเงียเพิ่งตื่น ถูกแม่ดึงให้ลุกขึ้นจากเตียงคัง เธอรู้ดีว่าแม่กังวลเรื่องนี้จนเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน จึงไม่ได้ขัดขืน ยอมปล่อยให้แม่จัดการแต่งตัวให้แต่โดยดี
เป็นความจริงที่เธอเหมาะกับสีฟ้าอ่อนมาก มันยิ่งขับให้สีผิวของเธอดูขาวผ่องสว่างไสว คิ้วตาที่ได้รูปอยู่แล้วก็ยิ่งดูงดงามราวกับภาพวาด ทำให้เธอดูสดใสและสะอาดสะอ้าน
“สวยมากจ้ะ เอาชุดนี้แหละ” แม่เจียงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “แม่ตุ๋นไข่อุ่นไว้ในเตาให้แล้ว ลูกไปกินรองท้องก่อนนะ ไข่ตุ๋นมันไม่มีกลิ่นอะไร ไม่ต้องกังวลว่าจะไปเหม็นใส่คนอื่นเขา”
โดยปกติธรรมเนียมแล้ว อาหารที่ไม่มีกลิ่นและย่อยง่ายจนไม่ทำให้ต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆ นั้น จะเตรียมไว้ให้เฉพาะในพิธีแต่งงานเท่านั้น
แต่ครอบครัวเจียงรักและทะนุถนอมลูกสาวคนนี้มาก แม้จะเป็นเพียงการไปดูตัว ก็ยังเตรียมพร้อมทุกอย่างให้ล่วงหน้าอย่างดีที่สุด
เจียงซูหลันโผเข้ากอดแม่เจียง ซบใบหน้าลงกับอกอุ่นๆ ของแม่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันตัวเดินไปยังห้องครัว
เมื่อร่างของเธอหายลับไป ในห้องก็เหลือเพียงแม่เจียงกับเจี่ยงซิ่วเจินสองคน
แม่เจียงมองลูกสะใภ้คนโตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความลังเล อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนกลับลงไป
“แม่คะ วางใจเถอะ ฉันจัดการเอง” เจี่ยงซิ่วเจินพยักหน้ารับคำมั่น ก่อนจะหันไปกำชับสมาชิกคนอื่นในบ้าน “วันนี้พวกเราไม่ต้องตามไปนะ เดี๋ยวจะพากันไปทำให้ฝ่ายชายตกใจเปล่าๆ”
แม้ว่าคนอื่นๆ ในครอบครัวเจียงจะแสดงท่าทีไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เพื่ออนาคตที่สำคัญของเจียงซูหลัน ทุกคนจึงยอมอดทน
หลังจากเจียงซูหลันกินตุ๋นไข่เสร็จเรียบร้อยก็ออกจากบ้าน เธอนั่งรถแทรกเตอร์ของกองพลน้อยเพื่อเดินทางไปยังคอมมูนซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าลี้
เมื่อมาถึงหน้าประตูที่ทำการกองพลน้อย บรรยากาศที่นั่นก็เต็มไปด้วยความคึกคักจอแจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เจียงซูหลันถึงกับประหลาดใจเล็กน้อย
นับเป็นภาพที่หาดูได้ยากที่ที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูนจะคึกคักถึงเพียงนี้ บริเวณใต้ต้นหวยเก่าแก่ที่กิ่งก้านถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำค้างบางๆ เต็มไปด้วยสหายชายหนุ่มและสหายหญิงสาวจำนวนมากยืนจับกลุ่มพูดคุยกัน
เจี่ยงซิ่วเจินคงสังเกตเห็นความสงสัยบนใบหน้าของเจียงซูหลัน
เธอจึงเอ่ยอธิบายระหว่างที่กำลังเดินทักทายสมาชิกคอมมูนคนอื่นๆ ไปตลอดทาง “วันนี้เป็นกิจกรรมดูตัวของคอมมูนซื่อเหลียนน่ะ พอดีเวียนมาจัดที่คอมมูนของเราพอดี”
เจี่ยงซิ่วเจินแหงนมองดวงอาทิตย์เพื่อประเมินเวลาคร่าวๆ แล้วจึงหันมากำชับน้องสามี
“งานนี้มีคนจากสี่คอมมูนมารวมกัน มีคู่ดูตัวทั้งหมด 19 คู่ ของเธอเป็นรอบ 10 โมงนะ อยู่ที่ห้องทำงาน 203 จำไว้ให้ดีล่ะ อย่าเข้าผิดห้อง”
เจียงซูหลันพยักหน้ารับ พลางเม้มริมฝีปากสีชมพูของเธอเอาไว้
เมื่อเห็นท่าทางที่ยังคงดูงุนงงและมีความกังวลฉายชัดนั้น
เจี่ยงซิ่วเจินก็ยิ่งเป็นห่วง จึงเอ่ยปลอบใจให้คลายกังวล “ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ แม่ของพี่บอกมาว่า โจวเยว่หัวเป็นคนดีและนิสัยใช้ได้เลย”
“อ้อ ถ้าเขาถาห ว่า ถ้าแต่งงานกันแล้วจะดีกับลูกๆ ของเขาไหม เธอก็แค่ตอบไปว่าเธอจะดีกับลูกเขา เข้าใจที่พี่พูดนะ”
เจียงซูหลันกะพริบตา ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่เบาแต่หนักแน่น “พี่สะใภ้ใหญ่ วางใจเถอะค่ะ หนูไม่ทำพังแน่นอน”
นี่คือโอกาสสุดท้ายของเธอแล้ว
หลังจากบอกลาเจี่ยงซิ่วเจิน เจียงซูหลันก็เดินไปตามแนวชายคาเพื่อขึ้นไปยังชั้นบน
ระหว่างทาง เธอได้ยินเสียงคนข้างๆ กำลังซุบซิบนินทากัน
“นั่นเจียงซูหลันใช่ไหม สวยจริงๆ เลยนะ”
“แหม ถ้าไม่สวย จะถึงตาเธอได้ดูตัวกับรองผู้อำนวยการโรงงานเหล็กกล้าสาขาที่หนึ่งคนนั้นเหรอ!”
“โชคดีอะไรอย่างนี้นะ เลือกทีเดียวได้คนดีที่สุดไปครองเลย!”
เจียงซูหลันหยุดเดินแล้วเงยหน้ามองไปยังต้นเสียง ดวงตาที่ใสกระจ่างคู่หนึ่งของเธอจ้องมองไป จนกลุ่มคนที่กำลังนินทารู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
และเพียงเท่านั้น กลุ่มคนเหล่านั้นก็วงแตกสลายตัวไปในทันที
เจียงซูหลันเลือกที่จะไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เธอตั้งใจนับขั้นบันไดขณะก้าวขึ้นไปทีละขั้นสู่ชั้นสอง ความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นเล็กน้อยทำให้เธอก้มหน้ามองพื้น เลยไม่ทันสังเกตเห็นคนที่กำลังรีบร้อนลงมา จนกระทั่งชนเข้าอย่างจัง
แก้วน้ำเคลือบในมือของอีกฝ่ายสาดน้ำชาร้อนๆ รดเสื้อนวมตัวใหม่ที่เธอเพิ่งเปลี่ยนมาจนเปียกเป็นวง
“อุ๊ย ขอโทษนะคะ ให้ฉันพาไปที่ห้องทำงานไหม ฉันมีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนนะ” สหายหญิงผมสั้นหน้าเรียวคนหนึ่งกล่าวขอโทษอย่างร้อนรน
เจียงซูหลันก้มมองรอยเปียกบนเสื้อ สลับกับมองสหายหญิงแปลกหน้าคนนั้น เธอส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะ ช่างเถอะ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับอย่างระแวดระวัง “คุณเป็นปัญญาชนหญิงที่มาดูตัวเหมือนกันเหรอคะ”
อีกฝ่ายแสดงอาการชะงักไปครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะพยักหน้าอย่างลังเลใจ
เจียงซูหลันขมวดคิ้วเข้าหากัน “ถ้าอย่างนั้นคุณก็คงไม่คุ้นเคยกับที่นี่เท่าไหร่ ฉันไปจัดการเองดีกว่า ไม่ต้องรบกวนคุณพาไปหรอก”
ปัญญาชนหญิงคนนั้นกล่าวคำขอโทษอีกครั้ง แล้วก็รีบเดินจากไปอย่างลนลานราวกับถูกหมาป่าตัวโตไล่ตามมา
เจียงซูหลันมองตามแผ่นหลังที่จากไปอย่างตื่นตระหนก พลางจดจำลักษณะหน้าตาของอีกฝ่ายไว้ในใจ ก่อนจะเดินไปยังห้องน้ำของที่ทำการกองพลน้อยที่เธอคุ้นเคยดีเพื่อจัดการล้างคราบสกปรก แล้วจึงย้อนกลับขึ้นไปที่ชั้นสองอีกครั้ง
แต่ทว่าในตอนนี้ ทางเดินกลับเงียบสงัดผิดปกติ ประตูห้องทำงานทุกบานปิดสนิท
มีเพียงเสียงพูดคุยแว่วออกมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งบ่งบอกว่ากิจกรรมดูตัวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เธอเหลือบมองนาฬิกาแขวนสีเทาบนผนัง และพบว่าตัวเองสายไปแล้วสิบนาที
เจียงซูหลันเม้มปากแน่น พยายามเร่งฝีเท้าเดินไปยังหน้าห้องทำงาน 203
เธอเงยหน้าขึ้นตรวจสอบป้ายหมายเลขห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่ผิดแน่แล้วจึงยกมือขึ้นเคาะประตู
เสี้ยววินาทีก่อนที่ประตูจะเปิดออก ตรงหน้าเธอก็มีข้อความแถวหนึ่งปรากฏขึ้นมาลอยผ่านไป
【จะไปแต่งงานกับพ่อม่ายเมียหย่าทำไม นอกจากจะหัวล้าน นกเขาไม่ขัน แถมยังล่มปากอ่าวแล้ว เธอยังต้องไปเลี้ยงลูกให้เขา สุดท้ายแม้แต่ตายไปก็ยังไม่ได้ฝังรวมด้วยกันเลย!】
...
ย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านี้
หลังจากโจวจงเฟิงเสร็จสิ้นภารกิจ เขาก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ แล้วจึงเดินทางจากบ้านพักของเพื่อนทหารที่เมืองผิงเซียง มณฑลตง มุ่งตรงมายังที่ทำการกองพลน้อยของคอมมูนในทันที
รถยนต์คันใหญ่แล่นมาด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ปลุกให้ฝุ่นดินคลุ้งตลบไปทั่วทั้งบริเวณ ก่อนจะมาจอดสนิทบนพื้นดินที่ถูกบดอัดแน่นหน้าประตูที่ทำการกองพลน้อย
ทันทีที่เขาก้าวลงจากรถ
หัวหน้าอวี๋แห่งคอมมูน ซึ่งได้รับคำสั่งมาตั้งแต่เมื่อคืนและกำลังยืนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ก็รีบนำขบวนรองหัวหน้าคนอื่นๆ กรูเข้าไปต้อนรับขับสู้ราวกับหมู่ดาวที่กำลังล้อมรอบดวงจันทร์
“ใช่สหายโจวหรือเปล่าครับ”
[จบบท]