บทที่ 73: สองเส้นทาง
เจียงหมิ่นอวิ๋นอยากจะหันศีรษะไปโขกอะไรให้ตายไปเสียตอนนี้ให้มันจบสิ้นไป
ทว่าเรื่องราวมักไม่เป็นไปตามที่คิด เมื่อใครบางคนที่อยู่ใกล้ๆ ตาไวเหลือบไปเห็นรอยบวมแดงบนใบหน้าของเจียงหมิ่นอวิ๋นเข้าพอดี จึงทักขึ้นมาด้วยความห่วงใย
“ลี่หงจ๊ะ เธอรีบหยุดถามลูกก่อนเถอะ ไปดูเด็กบ้านเธอก่อนดีกว่าไหมว่าหน้าเขาไปโดนอะไรมา ทำไมมันบวมแบบนั้นล่ะ แม้แต่ตาก็บวมเป่งเหมือนคนเพิ่งร้องไห้มาหนักๆ เลย”
คำพูดนั้นทำให้เจี่ยงลี่หงตกใจ เธอรีบวิ่งเข้าไปใกล้ๆ สองก้าว “หมิ่นอวิ๋น นี่มันเรื่องอะไรกัน ลูกเขยไม่ให้ลูกเอาของกลับมาบ้านเรา เขาก็เลยตีลูกเหรอ”
คราวนี้ ทุกคนที่ยืนฟังอยู่รอบๆ ก็พากันนิ่งไปตามๆ กัน นี่มันคำถามประเภทไหนกัน หรือกลัวว่าเจียงหมิ่นอวิ๋นจะอับอายขายหน้าไม่พอหรืออย่างไร จึงต้องตอกย้ำให้เธอกลายเป็นตัวตลกต่อหน้าทุกคน
เจียงหมิ่นอวิ๋นซึ่งร้องไห้จนแทบจะหมดสติอยู่แล้ว พลันรู้สึกถึงความโกรธทั้งหมดที่สะสมไว้พุ่งสูงจนถึงขีดสุด เธอดทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงระเบิดอารมณ์ออกมาทันที โดยไม่สนใจแล้วว่าต้องรักษาภาพลักษณ์คนอัธยาศัยดีหรือควบคุมอารมณ์เก่งอะไรทั้งนั้น
เธอแค่อยากปลดปล่อยมันออกมา และตะโกนใส่หน้าเจี่ยงลี่หงเสียงดัง “ไม่มี! ไม่มีของอะไรทั้งนั้น! บ้านโจวไม่ได้ให้ฉันเอาอะไรกลับมาบ้านเราเลย!”
“ไม่แค่นั้นด้วยซ้ำ ฉันยังโดนตบหน้ากลับมาอีกหนึ่งฉาด! ฉันเอาหน้าชาๆ กับน้ำตาอีกสองชั่งกลับมาให้นี่ไง น้าพอใจหรือยังล่ะ”
“น้าต้องการให้คนเขารู้กันทั้งกองพลน้อยเลยใช่ไหม ว่าฉัน เจียงหมิ่นอวิ๋น แต่งงานได้แค่วันเดียวก็โดนแม่ผัวตบหน้า แล้วก็ร้องไห้แจ้นกลับมาบ้านแม่แบบนี้!”
ขนาดเจียงซูหลันที่เป็นคนนอกแท้ๆ ยังรู้เลยว่าการที่เจ้าสาวร้องไห้กลับบ้านในวันแรกหลังแต่งงานมันน่าอับอายเพียงใด เธอยังอุตส่าห์พูดกระตุ้นให้เจียงหมิ่นอวิ๋นหยุดร้องไห้
แต่เจี่ยงลี่หงล่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่แม่เลี้ยง แต่เจียงหมิ่นอวิ๋นรู้ดีว่าตั้งแต่ที่เจี่ยงลี่หงก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านเจียง เธอก็ไม่เคยทำให้เจี่ยงลี่หงลำบากใจให้เลยสักครั้ง
แต่สิ่งที่เจี่ยงลี่หงทำในตอนนี้คืออะไร เธอตะโกนซะดังลั่นราวกับอยากให้คนทั้งทีมการผลิตแห่ออกมาดู
คราวนี้สมใจแล้ว ทุกคนรู้กันหมดแล้วว่าเจียงหมิ่นอวิ๋นแต่งงานวันแรกก็โดนตบ แล้วก็ร้องไห้กลับมาบ้าน
เจี่ยงลี่หงโดนตะคอกใส่จนมึนงงไปหมด เธอถอยหลังไปสองสามก้าว ได้แต่ขยุ้มชายเสื้อตัวเองอย่างทำอะไรไม่ถูก “น้าไม่รู้ น้าไม่รู้จริงๆ นะ...”
เธอก็แค่อยากจะระบายอารมณ์ที่อัดอั้นมาจากเจียงซูหลัน อยากจะเอาชนะผู้หญิงคนนั้นสักครั้ง อยากจะให้คนบ้านเจียง (ซูหลัน) ได้เห็นว่าลูกเขยของบ้านเจียง (หมิ่นอวิ๋น) ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่ใครจะไปคิดว่าสถานการณ์มันจะกลายเป็นแบบนี้ไปได้
เจียงหมิ่นอวิ๋นมองแม่เลี้ยงด้วยสายตาเย็นชา เธอผลักเจี่ยงลี่หงออกไปอย่างแรง แล้วก็ร้องไห้วิ่งตรงกลับไปที่บ้านเจียง
ชาวบ้านที่มามุงดูละครฉากใหญ่ ต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวกันไปอย่างเงียบๆ เพียงแค่ชั่วครู่เดียวเท่านั้น เรื่องที่เจียงหมิ่นอวิ๋นถูกบ้านสามีทำร้ายในวันแรกของการแต่งงานก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งกองพลน้อยหมัวผาน และในขณะเดียวกัน เรื่องที่สามีของเจียงซูหลันซื้อของมามากมายเพื่อมาเยี่ยมบ้านภรรยาก็กระจายไปทั่วเช่นกัน
มีเพียงเจี่ยงลี่หงเท่านั้นที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ การเปรียบเทียบครั้งนี้ไม่เพียงแต่ไม่สำเร็จ แต่ครอบครัวเจียงของเธอยังต้องกลายเป็นตัวตลกอีกครั้ง
เจียงซูหลันที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ได้แต่ส่ายหัว โจวจงเฟิงเองก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาที่ครอบครัวของเจียงซูหลันไม่ใช่คนแบบนั้น การที่มีแม่ยายแบบเจี่ยงลี่หง ที่ไม่รู้จักกาลเทศะและทำตัวเป็นพิษแบบนี้ ชีวิตคู่มันคงจะลำบากน่าดู
บ้านของเจียงซูหลันเป็นหนึ่งในครอบครัวแรกๆ ที่ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ บ้านของพวกเขาตั้งอยู่เกือบใจกลางกองพลน้อยหมัวผาน
พอเจียงซูหลันกับโจวจงเฟิงกลับมาถึง ก็มีคนรีบออกมาต้อนรับทันที แม่เจียงเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน “อะไรกันเนี่ย กลับบ้านตัวเองแท้ๆ ยังจะซื้อของอะไรมาอีก”
ที่พวกเขารู้ได้เร็วขนาดนี้ ก็เพราะว่าข่าวนี้มันดังไปทั่วทั้งกองพลน้อยหมัวผานแล้ว
เจียงซูหลันเข้าไปกอดแขนแม่เจียง พลางยิ้มอ้อน “แม่ขา ก็เพราะกลับบ้านไงถึงต้องซื้อ ถ้าไม่ซื้อกลับบ้านแล้วจะให้ไปซื้อไปฝากที่ไหนล่ะคะ”
แม่เจียงเถียงลูกสาวไม่ออก ท่านหันไปมองโจวจงเฟิง ที่ตอนนี้แขนทั้งสองข้างเต็มไปด้วยข้าวของ นี่พวกเขาซื้ออะไรกันมาเยอะแยะขนาดนี้ ท่านรีบหันไปบอกให้พวกผู้ชายในบ้านมาช่วยโจวจงเฟิงถือของ
ขณะที่ตัวเองเดินตามหลังเจียงซูหลันไป แล้วก็แอบหยิกแขนลูกสาวเบาๆ ดุเสียงค่อย “ยัยเด็กโง่เอ๊ย! เอาเงินไปใช้จนหมดแบบนี้ แล้วพอไปถึงที่เกาะจะเอาเงินที่ไหนใช้กันล่ะ”
เจียงซูหลันนึกอยู่แล้ว เธอเลยกระซิบข้างหูแม่เจียง “นี่เป็นเงินที่หนูช่วยชีวิตโจวเยว่หัว แล้วเขาจ่ายเป็นค่าชดเชยให้ต่างหากล่ะคะ”
แม่เจียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ช่วยชีวิตโจวเยว่หัว นี่ลูกสาวเธอไม่ได้หลอกกันใช่ไหม
ขณะที่โจวจงเฟิงทยอยวางของชิ้นแล้วชิ้นเล่าลงบนโต๊ะแปดเซียนในห้องโถงกลาง หัวใจของแม่เจียงก็แทบจะหลั่งเลือด ท่านตะโกนออกมาเกือบจะเป็นเสียงร้อง
“เจียงซูหลัน! นี่ลูกมือเติบเกินไปแล้วนะ! ทำแบบนี้มันไม่ใช่ลักษณะของคนที่จะสร้างครอบครัวเลยนะ” ถึงจะเป็นเงินที่ได้มาจากการช่วยคนก็เถอะ
เจียงซูหลันยิ้มตาหยี เธอไม่กลัวเลยสักนิด แถมยังตอบกลับด้วยเสียงหวานๆ “แม่จ๋า หนูไม่ได้มือเติบสักหน่อย นี่มันของที่จำเป็นต้องซื้อทั้งนั้นเลยนะ จะประหยัดเรื่องพวกนี้ได้ยังไงล่ะ”
ทั้งน้ำมันทาผิว ครีมไข่มุก ไหมพรม เกลือ แป้งฟู่เฉียง รองเท้ายาง แล้วก็หมูสามชั้น ในบรรดาของพวกนี้ มีชิ้นไหนบ้างที่ไม่จำเป็นสำหรับบ้านเรา
ถึงเหตุผลมันจะเป็นแบบนั้น แต่แม่เจียงที่ประหยัดมัธยัสถ์มาทั้งชีวิต ไม่เคยใช้เงินมือเติบขนาดนี้มาก่อน แค่เห็นกองของพวกนั้นก็ทำให้เปลือกตากระตุกไม่หยุด ท่านต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นลมล้มพับไปซะก่อน
“ไหมพรม! ใครใช้ให้ลูกไปซื้อไหมพรมมา บ้านเรามีใครต้องใช้ของแพงๆ แบบนี้ด้วยเหรอ แถมยังซื้อมาตั้งเยอะแยะอีก”
มันเป็นไหมพรมขนแกะคุณภาพดี ที่ทั้งนุ่มแล้วก็น่าสัมผัส แต่นี่มันต้องแพงขนาดไหนกัน
“แล้วก็รองเท้ายางอีก เท้าของพ่อเขาน่ะ ใส่อะไรมันก็เหมือนกันนั่นแหละ จะซื้อรองเท้ายางดีๆ แบบนี้มาทำไมให้เปลืองเงิน แล้วก็ครีมไข่มุกนั่นอีก พวกเราทั้งบ้านผิวหนังก็แห้งยังกับเปลือกไม้ ใครมันจะไปใช้ของดีๆ แบบนั้นกัน”
คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะเป็นแบบนี้ พวกเขายอมจ่ายเงินให้ลูกได้ไม่อั้น จ่ายเท่าไหร่ก็ไม่เคยเสียดาย แต่พอถึงคราวที่ลูกๆ ซื้อของมาให้บ้าง ต่อให้เป็นแค่เข็มเล่มเดียว ก็สามารถบ่นได้ยาวเหยียดว่ามันแพงเกินไป ไม่เห็นจะชอบเลย
จริงๆ แล้ว พวกเขาไม่ชอบงั้นเหรอ? ก็แค่ไม่อยากให้ลูกต้องมาเสียเงินไปเปล่าๆ
เจียงซูหลันเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน เธอเข้าไปสวมกอดเอวของแม่เจียงไว้แน่น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “แม่~ พรุ่งนี้หนูก็ต้องไปแล้วนะ แม่เลิกบ่นหนูเถอะนะ นะคะ ดีกันนะ”
“ตั้งหลายปีมานี้ หนูไม่เคยซื้ออะไรให้พวกแม่เลย มีแต่บ้านเราที่คอยซื้อของให้หนูตลอด ตอนนี้หนูพอจะมีเงินเก็บบ้าง แม่ก็ให้หนูซื้อเถอะค่ะ อีกอย่าง การที่หนูได้ซื้อของให้แม่ ได้ซื้อให้ที่บ้านน่ะ…”
เธอทาบมือลงบนหน้าอก ดวงตาคู่สวยโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว แล้วกระซิบเสียงเบา “หนูมีความสุขจริงๆ นะคะแม่!”
มันเป็นความรู้สึกยินดีแบบสุดๆ ที่ในที่สุด เธอก็มีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อครอบครัวบ้างแล้ว
[จบบท]