ระหว่างที่โจวสือจิงกำลังลงโทษเธอตามวิธีของเขา เวินซวี่เสวี่ยก็รีบคว้ามือของชายหนุ่มเอาไว้ นิ้วมือเรียวบางออกแรงกำแน่น ราวกับนั่นเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นได้ ใบหน้าของเธอซีดขาว เสียงอ้อนวอนขาดเป็นห้วงเพราะความหวาดกลัว
“อย่าทำเหมือนเมื่อก่อนอีกนะ”
ใบหน้าของโจวสือจิงยังคงไร้อารมณ์ ไม่มีแม้แต่ท่าทีลังเลให้เห็น มีเพียงน้ำเสียงเย็นชาเสียจนทำให้หัวใจของคนฟังหดเกร็ง
“เมื่อก่อนยังได้ แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่ได้?”
เวินซวี่เสวี่ยเคยตอบคำถามนี้ไปแล้ว เธอไม่เข้าใจว่าเขาจะถามซ้ำอีกทำไม ทั้งที่เหตุผลทุกอย่างก็น่าจะชัดเจนอยู่แล้ว ทว่าภายใต้สายตาที่กดดันของเขา เธอก็ทำได้เพียงฝืนรวบรวมความกล้าแล้วตอบออกไป
“ตอนนี้ฉันมี...”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมอยู่ทั่วทั้งห้อง เสียงรูดซิปก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสียงนั้นชัดเจนเสียจนร่างของเวินซวี่เสวี่ยแข็งค้าง คำพูดที่เหลือถูกกลืนกลับลงคอในทันที
ท้ายที่สุดโจวสือจิงก็ไม่ได้ทำตามที่เธอร้องขอ
ยิ่งเธอไม่ยินยอม เขากลับยิ่งรุนแรง ราวกับการขัดขืนของเธอไปกระตุ้นความเย็นชาในตัวเขาให้เด่นชัดขึ้นทุกขณะ ความหวาดกลัวและความน้อยใจที่สะสมอยู่ในอกเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเวินซวี่เสวี่ยก็ทนไม่ไหว เธอนอนขดอยู่บนโซฟาและเริ่มส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น
โจวสือจิงเพียงมองดูเธอด้วยแววตาเย็นชา สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย คล้ายเสียงร้องไห้ตรงหน้าไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้ เขารอจนเธอร้องไห้ไปพักใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาหาและทำซ้ำอีกครั้ง
เวินซวี่เสวี่ยไม่สนใจสิ่งใดแล้ว เธอปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาไม่หยุด ได้แต่ซุกหน้าร้องไห้เสียงสั่นอยู่บนโซฟา
ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ ฮือ
คนสารเลว
ต่อหน้าคนอื่นเขาแสดงออกอย่างหนึ่ง แต่เมื่อลับหลังกลับกลายเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง
หลายวันที่ผ่านมา เวินซวี่เสวี่ยใจสั่นเพราะเขามานับครั้งไม่ถ้วน เพียงเพราะโจวสือจิงคอยปกป้องและเข้าข้างเธอต่อหน้าพ่อของเธอ ทุกครั้งที่ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างเธอ ความรู้สึกซึ่งพยายามฝังกลบมาตลอด 3 ปีก็เหมือนจะฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ในคืนนี้ ความรู้สึกเหล่านั้นกลับถูกเขาทำลายลงด้วยมือของเขาเอง
เวินซวี่เสวี่ยหมดหวังในตัวเขาอีกครั้ง
เธอเกลียดเขา
เธอเกลียดเขา
เธอเกลียดเขา!
แม้ทุกอย่างจะจบลงแล้ว โจวสือจิงก็ยังดูเรียบร้อยและสง่างามเหมือนเดิม เสื้อผ้าของเขาแทบไม่ต่างจากก่อนหน้า มีเพียงรอยยับบางๆ บนเสื้อเชิ้ตที่บอกว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น
ส่วนหญิงสาวบนโซฟากลับมีสภาพบอบช้ำจนแทบแตกสลาย ถึงอย่างนั้น ความงามของเธอก็ยังคงสะดุดตา ผมยาวยุ่งกระจายอยู่ข้างแก้ม ดวงตาแดงช้ำเพราะผ่านการร้องไห้ ร่างกายบอบบางสั่นไหวตามแรงสะอื้นที่ยังหยุดไม่ได้
โจวสือจิงโน้มตัวลงไปหา ก้มใบหน้าเข้าใกล้ ก่อนจะยื่นมือไปเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเธออย่างอ่อนโยน ราวกับคนที่ทำให้เธอร้องไห้จนมีสภาพเช่นนี้ไม่ใช่เขา
เวินซวี่เสวี่ยปัดมือของเขาออกเต็มแรง แม้แรงที่เหลืออยู่จะน้อยนิด เสียงของเธอทั้งแหบแห้งและอ่อนระโหย
“ไสหัวไป”
โจวสือจิงทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาหยิบกระดาษเช็ดหน้าออกมาอีกหลายแผ่น แล้วค่อยๆ เช็ดใบหน้าของเธอต่อไปโดยไม่พูดอะไร
นิ้วมือเรียวยาวของเขาเลื่อนผ่านมาถึงริมฝีปากของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ เวินซวี่เสวี่ยจึงอ้าปากกัดปลายนิ้วของเขาไว้ในทันที เธอกัดแน่นราวกับต้องการระบายความเจ็บใจทั้งหมดออกมา
ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำจ้องเขาด้วยทั้งความน้อยใจและความโกรธ ริมฝีปากของเธอสั่นจนเสียงที่หลุดออกมาไม่มั่นคง
“พี่รังแกฉัน พี่ทำกับฉันแบบนี้ ฉันจะฟ้องพ่อ แล้วก็ฟ้องแฟนฉันด้วย”
“อืม”
โจวสือจิงยังคงสงบนิ่งอย่างน่ากลัว เขาใช้นิ้วบีบปลายคางของเธอเบาๆ บังคับให้เธอยอมคลายปาก ก่อนจะดึงนิ้วของตัวเองกลับออกมา
“ไปบอกพวกเขาสิ ว่าพี่รังแกเธอยังไง”
ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ก้มมองเวินซวี่เสวี่ยจากด้านบน แววตาของเขาเย็นชาไร้ความรู้สึก ท่าทีที่มองลงมาทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกแรงกดดันหนักอึ้งทับอยู่บนร่าง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เวินซวี่เสวี่ยก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง
เธอรู้สึกราวกับว่าน้ำตาทั้งหมดที่มีมาตลอดชีวิตกำลังจะถูกใช้จนแห้งในคืนนี้
เมื่อ 3 ปีก่อน เธอตัดสินใจไปต่างประเทศ นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดจริงๆ เธอเคยคิดว่าระยะทางและกาลเวลาจะช่วยตัดความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงระหว่างเธอกับโจวสือจิงได้ ขอเพียงไม่พบหน้า ไม่เข้าใกล้ และไม่ปล่อยให้ตัวเองกลับไปอยู่ในโลกของเขาอีก ทุกอย่างก็น่าจะจบลง
แต่เธอคิดไม่ถึงว่าเมื่อตัวเองกลับมา ทั้งคู่จะยังพัวพันกันไม่จบ
“พอแล้ว”
ในที่สุดท่าทีของโจวสือจิงก็อ่อนลง คราวนี้เขาไม่ได้หยิบกระดาษเช็ดหน้าขึ้นมาอีก แต่โน้มตัวลงไปอุ้มเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน ใช้ปลายนิ้วค่อยๆ เช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มให้
“เสี่ยวเสวี่ย ไม่ร้องแล้ว พี่ผิดเอง พี่ขอโทษ”
เวินซวี่เสวี่ยร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทัน เสียงปฏิเสธของเธอจึงขาดเป็นช่วงตามแรงสะอื้น
“ฉันเกลียดพี่ ปล่อยฉันนะ”
โจวสือจิงไม่ยอมปล่อย เขาอุ้มเธอเข้าไปในห้องน้ำ จากนั้นจึงค่อยๆ ช่วยชำระร่างกายให้อย่างใจเย็น การกระทำของเขาในตอนนี้อ่อนโยนเสียจนดูเหมือนก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น
“เครื่องประดับชั้นสูงชุดที่เสี่ยวเสวี่ยชอบ ราคาห้าสิบล้าน พรุ่งนี้พี่ซื้อให้เธอ ดีไหม?”
“ไม่เอา”
เวินซวี่เสวี่ยไม่ยอมอ่อนข้อให้แม้แต่นิดเดียว ต่อให้เขาหยิบยกของราคาแพงเพียงใดขึ้นมาใช้ปลอบ เธอก็ไม่คิดเปลี่ยนใจ
“ของที่พี่ให้ ฉันจะโยนลงถังขยะให้หมด”
โจวสือจิงคล้ายไม่ได้ยินคำปฏิเสธของเธอ เขายังคงเสนอของชิ้นใหม่ด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“แล้วนาฬิกาล่ะ? ปาเต็ก ฟิลิปป์ดีไหม?”
เวินซวี่เสวี่ยปัดมือเขาออก ไม่ยอมให้เขาสัมผัสตัว ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธซ้ำไปมาโดยไม่ลังเล
“ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา พี่ออกไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าพี่อีก”
ชายหนุ่มเหมือนจะถอนหายใจเบาๆ เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่านั้นฟังดูน่าหลงใหลเป็นพิเศษเมื่อดังอยู่ท่ามกลางความมืดของราตรี แต่เสียงของเขาเบาเกินไป ไม่นานก็ถูกเสียงสายน้ำที่ไหลต่อเนื่องกลบจนฟังแทบไม่ออก
โจวสือจิงลุกขึ้นยืนในฉับเดียว
สีหน้าของเวินซวี่เสวี่ยเปลี่ยนไป ร่างกายสั่นขึ้นมาโดยที่เธอควบคุมไม่ได้ ความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้ายังฝังแน่นอยู่ในใจ เพียงเห็นเขาขยับตัว ความทรงจำเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาทันที
มือของชายหนุ่มยังเปียกชื้น มีหยดน้ำเกาะอยู่ตามปลายนิ้ว เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาอย่างไม่รีบร้อน ค่อยๆ เช็ดน้ำบนมือจนแห้ง ก่อนจะโยนผ้าผืนนั้นลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ
จากนั้นเขาก็เริ่มปลดเข็มขัด
เสียงหัวเข็มขัดโลหะกระทบกันดังบาดหูท่ามกลางห้องน้ำอันเงียบสงบ เวินซวี่เสวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น เธอเงยหน้ามองเขาอย่างหวาดระแวง
รอยแดงตรงหางตาของเธอยิ่งทำให้ใบหน้านั้นดูน่าสงสาร ดวงตาคู่สวยยังมีน้ำตาคลออยู่ เห็นได้ชัดว่าเธอมีบางอย่างอยากพูด แต่ความดื้อรั้นทำให้เธอไม่ยอมเปิดปาก
ช่างเถอะ
ช่างเถอะ
ช่างเถอะ
ก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นตั้งหลายครั้งแล้ว เพิ่มอีกครั้งก็คงไม่ต่างกัน
คราวนี้เธอจะไม่เปิดปากอ้อนวอนเขาอีกเด็ดขาด!
เวินซวี่เสวี่ยก้มหน้าลงอย่างดื้อดึง ตั้งใจว่าจะไม่มองเขาและไม่ยอมแสดงความอ่อนแอออกมาอีก ไม่นานนัก มือเย็นเฉียบข้างหนึ่งก็เข้ามาบีบปลายคาง บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้น
เวินซวี่เสวี่ยฝืนต่อต้าน ไม่ยอมทำตามแรงมือของเขา โจวสือจิงจึงก้มลงมาหา ก่อนจะบดจูบหนักๆ ลงบนริมฝีปากของเธอ
จูบนั้นไม่ได้ดำเนินอยู่นาน
เขาเพียงแตะต้องและชิมความหวานอย่างผิวเผิน แล้วถอนริมฝีปากออกในเวลาไม่นาน
หลังจากนั้น เวินซวี่เสวี่ยก็รู้สึกว่ามีวัตถุเย็นๆ ถูกยัดใส่ลงมาในมือ
เธอก้มมองด้วยความตกใจและสับสน ก่อนจะพบว่าสิ่งที่อยู่ในมือคือเข็มขัดเส้นที่โจวสือจิงเพิ่งปลดออกจากเอว
สายตาของชายหนุ่มหยุดอยู่บนแนวไหล่ที่เกร็งแน่นของเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นมา แววตาของเขาสงบนิ่ง แต่กลับมีน้ำหนักที่มองไม่เห็นกดทับลงบนใบหน้าของเวินซวี่เสวี่ย ทำให้เธอไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาคู่นั้นได้
“ถ้ายังโกรธ พี่ให้เธอตีคืน”
เสียงของเขายังคงสงบนิ่งเช่นเดียวกับแววตา ทุกถ้อยคำดังชัดผ่านความมืดหนาทึบของค่ำคืน
เวินซวี่เสวี่ยชะงักไป เธอมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ราวกับไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินถูกต้องหรือไม่
“พี่ยอมให้ฉันตีคืนจริง ๆ เหรอ?”
“อืม”
เวลานี้เวินซวี่เสวี่ยนั่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ สายน้ำใสสะอาดไหลผ่านผิวกายขาวเนียน ตั้งแต่เริ่มช่วยชำระร่างกายให้เธอ โจวสือจิงก็คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ข้างอ่างมาโดยตลอด
ตอนนี้เขาก็ยังอยู่ในท่าเดิม
เวินซวี่เสวี่ยลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ความตกใจและความลังเลยังไม่จางหายไปจากสีหน้า เมื่อเธอยืนเต็มตัว ตำแหน่งของคนทั้งคู่ก็สลับกัน กลายเป็นเธอที่ยืนอยู่เบื้องบนและก้มมองเขาแทน
แต่โจวสือจิงเป็นชายผู้กุมอำนาจและอยู่เหนือคนอื่นมานานหลายปี แม้เวลานี้เขาจะอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า บรรยากาศรอบตัวก็ยังแข็งแกร่งจนยากจะต่อต้าน เมื่อเขาเงยสายตาขึ้นเพียงเล็กน้อย แรงกดดันในดวงตาคู่นั้นก็พุ่งตรงเข้าหาเธอ
ทั้งเย็นชาและน่าหวาดกลัว
ปลายนิ้วซีดขาวของเวินซวี่เสวี่ยกดลงบนเข็มขัดแน่น เส้นเลือดสีเขียวบนหลังมือปรากฏให้เห็นรางๆ ลมหายใจของเธอเริ่มถี่ขึ้น หัวใจเต้นแรงจนแทบกระแทกออกมาจากอก
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงกำเข็มขัดไว้แน่น
เวินซวี่เสวี่ยยกมือขึ้น สะบัดเข็มขัดออกไป แล้วฟาดลงบนตัวชายหนุ่มหนึ่งครั้ง
[จบบท]