บทที่ 107: มันเข้าใจยากขนาดนั้นเลยเหรอคะ
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องครัว ลั่วเยี่ยนชิงก็สังเกตเห็นก๊อกน้ำที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ดวงตาคมกริบฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับสู่ความเรียบเฉยดังเดิม
เขาวางตะกร้าผักลงบนโต๊ะ แล้วหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มายังห้องนั่งเล่น ทว่าเมื่อสายตาปะทะเข้ากับโทรทัศน์ จักรเย็บผ้า จักรยาน และวิทยุ ความนิ่งสงบที่เคยเป็นเกราะกำบังก็สั่นคลอนอีกครั้ง
แต่ก็เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความราบเรียบ
กระเป๋าเดินทางถูกวางลงบนโซฟาไม้อย่างแผ่วเบา ก่อนที่เจ้าของร่างสูงจะก้าวเท้าหายเข้าไปในห้องหนังสือ
เจียงหลีกับเด็กน้อยทั้งสามที่เฝ้ามองอยู่ตลอดพลันมีสีหน้าซับซ้อนขึ้นมาพร้อมกัน การกระทำทุกอย่างของเขาตั้งแต่กลับเข้ามาในบ้านพัก ล้วนอยู่ในสายตาของพวกเธอ
“แม่คะ…”
เวยเวยเขย่าชายกระโปรงของเจียงหลี ดวงตากลมโตที่เหมือนลูกองุ่นฉ่ำน้ำเอ่อคลอไปด้วยความน้อยใจ
“แม่ครับ พ่อไม่เห็นพวกเราเหรอ” หานหานกระซิบถามเสียงสั่น ความสงสัยและความเสียใจฉายชัดในแววตา
มีเพียงรุ่ยรุ่ยที่ยังคงเม้มปากนิ่ง แต่แววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยนั้นก็บ่งบอกความผิดหวังในใจได้เป็นอย่างดี
“ไปเล่นของเล่นในห้องกันก่อนนะลูก” เจียงหลีขยี้เรือนผมนุ่มของรุ่ยรุ่ยอย่างอ่อนโยน “พาน้องๆ เข้าห้องไปนะ”
เด็กชายพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างสูงของลั่วเยี่ยนชิงก็ปรากฏตัวที่ห้องนั่งเล่นอีกครั้ง เขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเจียงหลีด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนน่าใจหาย “เธอเข้าไปในห้องหนังสือมา?”
“ฉันแค่ทำความสะอาดบ้าน แล้วก็เลยเข้าไปปัดกวาดในนั้นด้วย” เจียงหลีตอบกลับไปตามตรง แต่ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่อยากให้ใครเข้าไป ทำไมถึงไม่ล็อกประตูให้เรียบร้อย
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงนิ่งเฉยไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะยิงคำถามต่อไป “ได้แตะต้องหนังสือบนชั้นหรือเปล่า” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเยือกเย็นอย่างประหลาด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันช่างเป็นเสียงที่น่าหลงใหลเหลือเกิน
แม้เจียงหลีจะไม่ได้หลงใหลในน้ำเสียงของใครง่ายๆ แต่เธอก็ยอมรับว่าเสียงของเขานั้นไพเราะน่าฟังจริงๆ
“พอมีเวลาว่าง ฉันก็เลยหยิบมาอ่านเล่นแก้เบื่อเล่มหนึ่งค่ะ”
“แล้วอ่านเข้าใจเหรอ”
หนังสือบนชั้นวางของเขามีแต่ตำราวิชาการเฉพาะทาง ไม่ก็เป็นเอกสารอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เขาเรียนโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศทั้งสิ้น
วินาทีนั้นเอง สายตาที่ลั่วเยี่ยนชิงใช้มองเจียงหลีก็เปลี่ยนไปอย่างที่ตัวเขาเองอาจไม่ทันสังเกต
แต่เจียงหลีกลับรับรู้ได้อย่างชัดเจน
เขากำลังดูถูกว่าเธอไม่มีความสามารถพอจะอ่านมันเข้าใจ
ความรู้สึกไม่พอใจก่อตัวขึ้นในใจของเจียงหลี เธอกอดอกพลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “มันเข้าใจยากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
สิ้นเสียงของเธอ ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของลั่วเยี่ยนชิง เจียงหลีก็เริ่มสาธยายเนื้อหาจากหนังสือเล่มนั้นออกมาเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทุกประการ
เธอไม่ได้ท่องจำเนื้อหามาทั้งเล่ม ไม่ใช่เพราะอ่านไม่จบ แต่เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องโอ้อวดความสามารถของตัวเองจนเกินงาม
“เธอ...” ลั่วเยี่ยนชิงถึงกับชะงักงัน คำพูดที่เตรียมจะเอ่ยต่อพลันติดอยู่ในลำคอ ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาไม่ใช่แค่ความประหลาดใจอีกต่อไป แต่มันคือความตกตะลึงอย่างรุนแรง เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหญิงสาวจากชนบท ต่อให้จะเรียนจบชั้นมัธยมปลายด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม จะสามารถอ่านและเข้าใจตำราฟิสิกส์ฉบับภาษาดั้งเดิมได้อย่างแตกฉาน
ความเงียบเข้าครอบงำบรรยากาศในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง
หลังจากปล่อยให้ความเงียบทำงานอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดลั่วเยี่ยนชิงก็เป็นฝ่ายทำลายมันลง เขาเอ่ยถามคำถาม 2 ข้อที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เจียงหลีเพิ่งพูดจบไป โดยไม่รู้ว่าทำไปเพราะต้องการทดสอบหรือด้วยเหตุผลอื่นใด
อาจเพราะสัญชาตญาณที่ไม่ยอมแพ้ใคร หรืออาจเพราะไม่อยากให้ชื่อเสียงในอดีตต้องมัวหมอง เจียงหลีจึงตอบคำถามเหล่านั้นกลับไปด้วยความมั่นใจและสง่างาม
เมื่อการสนทนาจบลง เจียงหลีหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่แล้วเธอก็หยุดชะงัก หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง “สินสอดที่คุณให้มา พ่อกับแม่ของฉันไม่ได้แตะต้องเลยสักเฟิน ท่านยกให้ฉันทั้งหมด ส่วนของที่เห็นในบ้านพัก ฉันเป็นคนจัดการเองโดยขอให้พ่อกับพวกพี่ชายช่วย แล้วก็มีสหายเหอเฟิงที่ช่วยติดต่อช่างฝีมือมาให้ ซึ่งฉันก็ได้จ่ายค่าแรงให้พวกเขาไปหมดแล้ว”
[จบบท]