บทที่ 108: คุณพอใจก็แล้วกัน
เจียงหลีเว้นจังหวะไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “เรื่องที่ให้คนมาติดตั้งก๊อกน้ำก็เป็นความคิดของฉันเองค่ะ ส่วนของสองสามชิ้นที่คุณเห็นว่ามันงอกขึ้นมาในห้องนั่งเล่นนั่น โทรทัศน์คือของขวัญแต่งงานที่พี่ชายรองให้ฉัน
ส่วนจักรเย็บผ้า จักรยาน แล้วก็วิทยุเป็นของที่บ้านให้ฉันมาตอนแต่งงาน แต่ว่า...ฉันตั้งใจว่าจะแพ็กโทรทัศน์ส่งกลับไปที่บ้านเกิดก่อนสิ้นปี คนที่บ้านจะได้ดูทีวี เปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกบ้าง คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ”
“เรื่องนี้ผมจัดการให้” ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับมาสั้นๆ
คำตอบของเขาทำเอาเจียงหลีพูดต่อไม่ถูกไปชั่วขณะ “ฉันเห็นว่าห้องนอนมันกว้างดี ก็เลยกั้นห้องเล็กๆ ออกมาทำเป็นห้องหนังสือส่วนตัว” เธอตัดสินใจรวบยอดพูดให้จบในคราวเดียว พร้อมกับกะพริบตาคู่สวยใสราวกับตาจิ้งจอกของตัวเอง “ฉันว่าคุณคงไม่ถือสาหรอกเนอะ”
“คุณพอใจก็แล้วกัน”
อะไรกันนะ หมายความว่ายังไงที่ว่า ‘คุณพอใจก็แล้วกัน’ ช่วยพูดให้มันชัดเจนกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง
เจียงหลีบ่นอุบอยู่ในใจ เมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังเหลืออีกเรื่องที่ต้องบอก เธอจึงเปิดปากพูดอีกครั้ง “อ้อ อีกเรื่องค่ะ ฉันซื้อเครื่องซักผ้าเข้าบ้าน โดยใช้ใบรับรองการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่คุณฝากไว้กับย่าฉี”
“รับทราบ”
เมื่อเห็นว่าเจียงหลียังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เขาจึงเม้มริมฝีปากนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะถาม “ยังมีเรื่องอื่นอีกไหม”
“พวกรุ่ยรุ่ยคิดถึงคุณมากนะคะ ไหนๆ ตอนนี้คุณก็ได้หยุดพักร้อนกลับมาบ้านแล้ว ก็ช่วยใช้เวลากับพวกเขาให้มากขึ้นหน่อยเถอะค่ะ”
ลั่วเยี่ยนชิงยังคงนิ่งเงียบ ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดของเธอ
“การเลี้ยงลูกไม่ใช่แค่ให้พวกเขามีกินมีใช้ก็พอนะคะ สิ่งที่พวกเขาต้องการมากกว่าคือเวลาจากพ่อแม่”
แต่ถึงเจียงหลีจะพูดขนาดนี้แล้ว ลั่วเยี่ยนชิงก็ยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรกลับมา
“เอาเถอะค่ะ ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว คุณทำงานของคุณไป ส่วนฉันจะไปดูลูกๆ” เมื่อสิ้นสุดคำพูดนั้น เจียงหลีก็หมุนตัวเดินไปยังห้องนอนของเด็กๆ ทั้งสามคน
ภายในห้อง ลั่วหมิงรุ่ยนั่งสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสือ สายตากำลังจดจ่ออยู่กับสารานุกรมสัตว์สำหรับเด็ก
ส่วนคู่แฝดชายหญิงกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน พี่ชายนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงของตัวเอง มือเล็กๆ กำลังสาละวนอยู่กับกบสปริงไขลาน ขณะที่น้องสาวนอนคว่ำอยู่ข้างเตียงพี่ชาย เพลิดเพลินกับการต่อตัวต่อเจ็ดชิ้น
อันที่จริง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสารานุกรมที่ลั่วหมิงรุ่ยกำลังอ่าน หรือของเล่นที่ฝาแฝดกำลังเล่นอยู่ รวมไปถึงของเล่นและหนังสืออ่านเล่นสำหรับเด็กชิ้นอื่นๆ ที่วางอยู่ในห้อง ล้วนเป็นของที่เจียงหลีใช้แต้มของระบบแลกซื้อมาจากร้านค้าทั้งสิ้น
ที่สำคัญคือ ของทุกชิ้นล้วนเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาดในยุคนี้ เธอจึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะดูแปลกแยกหรือล้ำสมัยเกินไป
“แม่คะ แล้วพ่อไปไหนเหรอคะ”
เสียงใสๆ ของลั่วหมิงเวยดังขึ้นทันทีที่ประตูห้องเปิดออก เมื่อเห็นว่าเป็นเจียงหลี เธอก็เอ่ยปากถามหาพ่อของตัวเองทันที
“พ่อเขาอยู่ในห้องหนังสือจ้ะ แม่แวะมาดูพวกหนูเฉยๆ”
เจียงหลีเดินเข้าไปนั่งลงบนขอบเตียงอย่างนุ่มนวล พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกสาวด้วยความเอ็นดู
คนเป็นพ่อแบบไหนกันนะที่ไม่ชอบใกล้ชิดกับลูกตัวเอง หรือว่าเขาอยากจะสวมบทบาทเป็นพ่อที่เข้มงวดและน่าเกรงขาม แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ก็ไม่น่าจะเย็นชาจนถึงขั้นไม่ยอมพูดคุยกับลูกๆ เลยไม่ใช่หรือไง
เจียงหลีขมวดคิ้วมุ่นอย่างใช้ความคิด เธอไม่เข้าใจท่าทีของลั่วเยี่ยนชิงที่มีต่อลูกๆ ทั้งสามคนเลยจริงๆ
“แม่ขา...กำลังคิดอะไรอยู่คะ”
คำถามของลูกสาวทำให้เจียงหลีหลุดจากภวังค์ เธอมองลูกน้อยแล้วคลี่ยิ้มออกมา “แม่กำลังคิดอยู่จ้ะ ว่ากลางวันนี้จะทำอะไรอร่อยๆ ให้พวกหนูทานดี”
ลั่วหมิงหานร้องขึ้นมาทันที “น่องไก่ทอดครับ หานหานอยากกินน่องไก่ทอด อยากกินเนื้อหอมๆ”
ลั่วหมิงเวยทำเสียงจ๊วบจ๊าบในลำคอ พร้อมกับพูดเสริมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “เวยเวยก็อยากกินน่องไก่ทอดเหมือนกันค่ะ”
“ได้เลยจ้ะ แม่จะทำให้ทาน”
แววตาของเจียงหลีทอประกายอ่อนโยน เธอพยักหน้ารับคำ ก่อนจะนั่งลงเล่นกับลูกแฝดอยู่ราวสิบนาที จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับเด็กๆ ว่า “เอาล่ะ ได้เวลาที่รุ่ยรุ่ยต้องคัดลายมือแล้วนะ ส่วนหานหานกับเวยเวย วันนี้ให้ฝึกเขียนตัวเลขต่ออีกสี่บรรทัดก็พอ เขียนเสร็จแล้วต้องนั่งเงียบๆ ห้ามส่งเสียงดังรบกวนพี่ชายนะจ๊ะ”
[จบบท]