บทที่ 110: ความลับของใครของมัน
เสียงเจื้อยแจ้วดังขึ้นทำลายความเงียบ ลั่วหมิงเวยเหลือบมองพี่ชายสลับกับดินสอในมือก่อนจะหันไปหาผู้เป็นพ่อ ดวงตากลมโตเป็นประกาย “พ่อคะ พ่อก็ดูลายมือพี่ชายสิคะ พี่เขียนสวยมากเลยนะ แม่ชมพี่ทุกวันว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้น”
ลั่วหมิงรุ่ยผู้ถูกกล่าวถึงไม่ได้เอ่ยคำใด ใบหน้าเล็กเกร็งเครียด ก้มหน้าซ่อนสายตา จนกระทั่งลั่วเยี่ยนชิงเอื้อมมือไปหยิบสมุดคัดอักษรตรงหน้าขึ้นมา เด็กชายจึงคล้ายจะหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น
ชั่วอึดใจต่อมา น้ำเสียงทุ้มเรียบก็ดังขึ้น “ก็ดี”
ลั่วหมิงหานรีบหันไปหาพี่ชาย “พี่ครับพี่ พ่อชมพี่แน่ะ ดีใจหรือเปล่า”
ริมฝีปากของลั่วหมิงรุ่ยเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียงตอบรับในลำคอ “อืม”
“พ่อคะ...” ลั่วหมิงเวยปรารถนาจะใกล้ชิดบิดา แต่ไอเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้เธอไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้ ถึงกระนั้นความต้องการในใจก็ยังคงอยู่ไม่จางหาย แต่สิ่งที่ได้รับตอบกลับมามีเพียงสายตาคมกริบที่ปรายมองมาเพียงแวบเดียว
ปฏิกิริยาของผู้เป็นพ่อทำให้เด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและเจ็บปวด ของเหลวอุ่นร้อนเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่สวยอย่างห้ามไม่อยู่
คิ้วเข้มของลั่วเยี่ยนชิงขมวดเข้าหากัน
ภาพนั้นทำให้เด็กหญิงหวาดกลัวจนต้องรีบส่ายหน้าปฏิเสธ “หนูไม่ได้ร้องไห้นะคะ พ่ออย่าเกลียดเวยเวยนะ เวยเวยไม่ได้ร้องไห้ เวยเวยเป็นเด็กดี ไม่ใช่เด็กขี้แงค่ะ”
“อืม”
ปมเหนือสันจมูกคลายออก ลั่วเยี่ยนชิงพยักหน้ารับเบาๆ
“ลั่วเยี่ยนชิง!”
เสียงที่ดังมาจากในครัวเป็นของเจียงหลี
ฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเดินชะงักลง ลั่วเยี่ยนชิงหยุดนิ่งแล้วมองเลยออกไปนอกห้องนั่งเล่น ก่อนที่เสียงใสกังวานเจือความออดอ้อนของภรรยาจะลอยมาให้ได้ยินอีกครั้ง “ลั่วเยี่ยนชิง ถ้าคุณไม่ยุ่ง ก็เข้ามาช่วยฉันในครัวหน่อยสิ”
ห้องนั่งเล่นกับห้องครัวอยู่ไม่ไกลกันนัก เจียงหลีพอจะได้ยินเสียงพึมพำระหว่างสามพ่อลูก แม้จะไม่ชัดเจนแต่เธอก็มั่นใจว่าเขาอยู่ในห้องนั่งเล่น
เมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาหยุดลงที่หน้าประตูครัว รอยยิ้มก็ผุดขึ้นในดวงตาหงส์ของเจียงหลี และทันทีที่ร่างสูงสง่าก้าวเข้ามา เธอก็เอ่ยขึ้น “คุณช่วยเด็ดผักบุ้งกับถั่วแขกตรงนั้น แล้วล้างให้สะอาดด้วยนะ”
“อืม”
เจียงหลีบ่นอุบอิบกับตัวเอง “พูดอะไรให้มันยาวกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง”
แม้จะได้ยินเต็มสองหู แต่ลั่วเยี่ยนชิงก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร
พื้นที่ในครัวไม่ได้กว้างขวางแต่ก็ไม่ถึงกับคับแคบ การที่คนสองคนจะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ด้วยกันจึงไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัด
ข้าวสวยหุงสุกแล้ว น่องไก่ก็หมักได้ที่ ระหว่างที่ลั่วเยี่ยนชิงลงมือเด็ดผักบุ้ง เจียงหลีก็เริ่มเทน้ำมันลงกระทะเพื่อเตรียมทอด
เมื่อน้ำมันร้อนได้ที่ราวห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เจียงหลีก็หรี่ไฟเตาลงเล็กน้อย แล้วจึงหยิบน่องไก่ที่หมักไว้ออกมาคลุกแป้ง ชุบไข่ และเกล็ดขนมปังตามลำดับ ก่อนจะค่อยๆ หย่อนลงทอดทีละชิ้น
เวลาผ่านไปไม่นาน น่องไก่ทอดสีเหลืองทองกรอบนอกนุ่มในส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ถูกตักขึ้นมาพักไว้ จากนั้นเจียงหลีก็ลงมือทำหมูพะโล้ต่อ ส่วนลั่วเยี่ยนชิงที่เด็ดผักเสร็จแล้วก็หันไปเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างทำความสะอาด
“รอบนี้คุณกลับมาอยู่บ้านได้กี่วันคะ”
คำถามของเจียงหลีทำให้ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หนึ่งเดือน”
“อย่างนั้นเหรอ”
หนึ่งเดือน! ก็ดีเหมือนกัน ในช่วงเดือนนี้จะได้ให้เขาใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกๆ ทั้งสามคนเสียหน่อย
แล้วลั่วเยี่ยนชิงก็พูดขึ้นมา “ตอนบ่ายผมต้องออกไปข้างนอก”
เจียงหลีถาม “เรื่องงานเหรอคะ”
ลั่วเยี่ยนชิงเงียบไปอึดใจหนึ่ง “...อืม”
เจียงหลีสังเกตเห็นท่าทีลังเลของเขาได้ชัดเจนจึงเลิกคิ้วขึ้น ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องงานเสียแล้ว แต่เมื่อเขาไม่อยากพูด เธอก็จะไม่ซักไซ้ให้มากความ
เพราะคนเราต่างก็มีความลับเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ต่อให้เป็นสามีภรรยากันก็ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกเรื่องให้อีกฝ่ายฟัง
มื้อกลางวันวันนั้นประกอบด้วยกับข้าวห้าอย่างและซุปหนึ่งอย่าง มีทั้งน่องไก่ทอด หมูพะโล้ ผัดผักบุ้งไฟแดง ถั่วแขกผัดแห้ง ไข่เจียวมะเขือเทศ และซุปสาหร่าย
แม้จะดูเหมือนมีปริมาณมาก แต่ความจริงแล้วกับข้าวแต่ละจานมีปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดปกติเท่านั้น
[จบบท]