บทที่ 117: ก็แค่คิดถึง
เจียงหลีไม่อาจสลัดข้อกังขาที่วนเวียนอยู่ในหัวออกไปได้ หากเขาใส่ใจเธอจริงดังที่แสดงออก แล้วเหตุใดท่าทีที่เขามีต่อลูกๆ ถึงได้ดูห่างเหินราวกับไม่แยแสเช่นนี้เล่า
แต่แล้วเธอก็นึกถึงคำพูดของแม่เฒ่าฉีที่เคยเล่าให้ฟัง ว่าผู้ชายคนนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องงานเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเรื่องอื่นแทบไม่เคยอยู่ในสายตา
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เจียงหลีก็ส่ายหัวเบาๆ กับตัวเอง พลางบอกตนเองว่าเธอคงจะคิดฟุ้งซ่านเกินไปเอง
ฝ่ายลั่วเยี่ยนชิงนั้นเดิมทีตั้งใจจะเอ่ยปากบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นแววตาเหม่อลอยของหญิงสาว เขาก็เปลี่ยนใจ ดวงตาคมกริบไหวระริกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปราวกับเป็นเรื่องปกติ “กำลังคิดอะไรอยู่เหรอครับ”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังของเขาฉุดรั้งภวังค์ความคิดของเจียงหลีให้กลับคืนมา เธอตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ “คิดถึงคุณอยู่ค่ะ”
ประโยคที่หลุดปากออกไปทำให้เจียงหลีอยากจะกัดลิ้นตัวเอง แก้มของเธอร้อนผ่าวขึ้นมา ความรู้สึกอับอายแล่นปราดไปทั่วร่าง เธอทำอะไรลงไป ทำไมถึงได้พูดจาน่าอายแบบนั้นออกไปต่อหน้าเขากัน
หรือว่าจะทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วรีบเผ่นหนีไปจากสถานการณ์นี้ดี
ในขณะที่ความคิดกำลังสับสนวุ่นวาย เจียงหลีก็เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ภาพที่ชายหนุ่มยืนนิ่งราวกับถูกสะกดไว้ด้วยคำพูดของเธอ ยิ่งทำให้เธอร้อนรนมากขึ้นไปอีก เธอจึงแสร้งกระแอมในลำคอเพื่อกลบเกลื่อน แล้วรีบหาข้ออ้าง “ฉันว่าจะออกไปดูพวกรุ่ยรุ่ยที่หน้าบ้านสักหน่อยค่ะ”
เด็กๆ ทั้งสามคนกำลังเล่นอยู่กับเพื่อนวัยเดียวกันที่ใต้ต้นไทรใหญ่หน้าประตูรั้ว ซึ่งพวกเขาก็ได้มาขออนุญาตเธอเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะออกไป
เจียงหลีข่มความรู้สึกประหม่าเอาไว้สุดความสามารถ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป โดยไม่เปิดโอกาสให้ลั่วเยี่ยนชิงได้ทันพูดอะไรออกมา
ลั่วเยี่ยนชิงมองตามร่างที่รีบร้อนจากไป มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย ก่อเกิดเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แม้แต่เจ้าตัวเองก็อาจไม่รู้ตัว
แน่นอนว่าคนที่เป็นต้นเหตุนั้นไม่มีทางได้เห็นภาพนี้
บริเวณใต้ต้นไทรใหญ่นอกรั้วบ้านนั้นกำลังคึกคักไปด้วยเสียงของเด็กๆ
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่เดี๋ยวพ่อของฉันต้องซื้อโทรทัศน์กลับมาบ้านแน่ๆ”
“พี่สาวของฉันไม่ได้โกหกนะ!”
“ก็ต้องรอให้พ่อของเธอกลับมาก่อนสิถึงจะรู้ได้”
“ใช่แล้ว ไม่อย่างนั้นเธอกับพี่สาวก็เป็นพวกขี้โม้ทั้งคู่!” เฝิงลู่ที่จูงมือเวยเวยอยู่ทำแก้มป่องใส่ “แล้วนี่เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง มาโอ้อวดคิดว่าบ้านฉันไม่มีปัญญาซื้อโทรทัศน์หรือไง”
เหวินอี๋รีบปฏิเสธ “ฉันไม่ได้จะอวดนะ”
“เฝิงลู่ เธอมาแกล้งน้องสาวฉันทำไม” เหวินเยว่ก้าวเข้ามาปกป้องน้องสาว
เฝิงลู่รีบหันไปฟ้องพี่ชายทันที “พี่คะ!”
เฝิงเทาขยับมายืนประจันหน้ากับเหวินเยว่ “น้องสาวฉันไม่ได้แกล้งน้องสาวเธอ อย่ามาใส่ร้ายคนอื่นนะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน ฉันไม่เกี่ยงหรอกนะว่าจะต้องต่อยผู้หญิง!” พูดจบก็ยกกำปั้นน้อยๆ ขึ้นมาขู่ตรงหน้าของเหวินเยว่
“เหอะ! คิดว่าฉันกลัวนายหรือไง!” เหวินเยว่เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ “นี่มันหน้าบ้านฉันนะ ถ้านายกล้าต่อยฉันล่ะก็ ฉันจะเรียกคนที่บ้านมารุมตื้บนายเลยคอยดู!”
เฝิงเทาเยาะเย้ยกลับ “ก็ไหนเธอบอกว่าพ่อของเธอไปห้างสรรพสินค้าซื้อโทรทัศน์ยังไม่กลับมาไม่ใช่เหรอ หรือว่าเธอคิดว่าแม่เลี้ยงของเธอจะมาช่วยเธอจัดการฉันได้ล่ะ”
“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือของเธอหรอก!”
ใบหน้าของเหวินเยว่บึ้งตึงลง
“พี่เทา พวกเราเป็นลูกผู้ชาย อย่าไปรังแกเด็กผู้หญิงเลยน่า”
ซ่งฮุยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเฝิงเทาเอ่ยขึ้น เขาไม่อยากจะลดตัวลงไปช่วยเพื่อนต่อยตีกับเด็กผู้หญิง
“แล้วใครไปรังแกเธอกัน อย่ามาดูถูกกันให้มากนักนะ!”
เฝิงเทาเบ้ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหันไปสนใจรุ่ยรุ่ยแทน “รุ่ยรุ่ย พ่อของนายกลับมาแล้ว พวกเรายังไปดูการ์ตูนที่บ้านนายได้อยู่หรือเปล่า”
รุ่ยรุ่ยยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ หานหานก็เป็นฝ่ายชิงตอบขึ้นมาเสียก่อน “พ่อของผมใจดีที่สุดเลย!” ซึ่งความหมายก็ชัดเจนว่าให้มาดูโทรทัศน์ที่บ้านได้เหมือนเดิม
“มาดูที่บ้านฉันก็ได้นะ รอให้พ่อของฉันซื้อโทรทัศน์กลับมาก่อน แล้วพวกเธอทุกคนก็มาดูที่บ้านฉันได้เลย”
เหวินเยว่ประกาศเชิญชวนเด็กๆ ทุกคนที่กำลังเล่นอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่อย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเสริมขึ้นว่า “เมื่อกี้พวกเธอก็เห็นกันแล้วนี่ พ่อของเวยเวยเดินผ่านพวกเราไปตั้งนานสองนาน แต่ไม่ยอมยิ้มให้พวกเราเลยสักนิด”
“แหม ช่างสังเกตจังเลยนะ”
เฝิงเทาแขวะขึ้น
เหวินเยว่เถียงกลับ “ฉันก็แค่พูดความจริง พ่อของเวยเวยไม่ได้ยิ้มจริงๆ นี่นา!”
เวยเวยแหงนหน้าขึ้นมองเหวินเยว่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ทั้งดื้อรั้นและน่าเอ็นดู “พ่อของฉันเป็นพ่อที่ดีที่สุด!”
[จบบท]