บทที่ 127: นี่...ยังใช่ตัวเขาอยู่หรือ
เจียงหลีได้แต่ครุ่นคิดถึงสาเหตุที่แท้จริง อาจเป็นเพราะจางเซิงผู้เป็นนักวิจัยรู้สึกอิจฉาริษยาสามีของเธออยู่ลึกๆ จึงมักนำเรื่องของศาสตราจารย์ลั่วไปพูดในแง่ลบให้ภรรยาฟังที่บ้าน จนความไม่พอใจนั้นส่งผ่านมายังลู่ผิงผู้เป็นภรรยาและหวนกลับมาทำร้ายเธอในที่สุด หรืออาจจะเป็นตัวลู่ผิงเอง ที่รู้สึกอิจฉาในความงามของเธอ และทนไม่ได้ที่เธอได้ครอบครองผู้ชายที่เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและรูปลักษณ์อย่างศาสตราจารย์ลั่ว
โดยที่เจียงหลีไม่รู้ตัวเลยว่า ข้อสันนิษฐานที่เธอขบคิดอยู่ในหัวนั้น มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นความจริงทั้งหมด
"แม่ครับ ผมจะเชื่อฟังแม่ จะไม่พูดถึงผู้ใหญ่ในทางไม่ดีอีกแล้ว แต่ว่า...เราให้พ่อไปจัดการให้แม่ได้ไหมครับ ไปเอาคืนให้แม่ไง"
เจ้าหนูลั่วหมิงหานเงยหน้าขึ้นมองแม่ พร้อมกับเอ่ยข้อเสนอขึ้นมาเสียงใส
"แม่บอกแล้วไงลูก ว่าไม่ว่าใครจะว่ายังไง แม่ก็ไม่เป็นอะไรหรอก"
เจียงหลีใช้นิ้วแตะที่ปลายจมูกเล็กๆ ของลูกชายเบาๆ "ส่วนเรื่องที่จะให้พ่อไปจัดการแทนน่ะ มันเกินความจำเป็นไปมากเลยนะลูก พ่อของลูกมีเรื่องสำคัญกว่าให้ต้องทำตั้งเยอะแยะ จะให้เอาเวลามาเสียไปกับเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกัน จริงไหม"
"เอ่อ..."
ลั่วหมิงหานไม่ได้เอ่ยคำพูดใดต่อ แต่สุดท้ายเขาก็ค่อยๆ พยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง แม้จะไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของแม่ทั้งหมด แต่เขาก็รู้ดีว่าทุกคำที่แม่อธิบายล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ
และหน้าที่ของเขาก็คือการเชื่อฟังแม่แต่โดยดี
ภาพของเด็กชายตัวน้อยที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ทำให้เจียงหลีรู้สึกทั้งซับซ้อนและปวดใจไปพร้อมกัน เด็กชายที่อายุยังไม่เต็มสามขวบดีด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาเรียนรู้ที่จะสังเกตสีหน้าและฟังน้ำเสียงของผู้คนเพื่อเอาตัวรอด เพียงเพราะเขาเกิดมาโดยปราศจากไออุ่นของผู้เป็นแม่ และไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่ออย่างที่ควรจะเป็น
ยิ่งนึกถึงเรื่องนี้ หัวใจของเธอก็ยิ่งเจ็บแปลบ เจียงหลีโน้มตัวลงจนหน้าผากชิดกับหน้าผากเล็กๆ ของลูกชาย ก่อนจะคลอเคลียเบาๆ แล้วกระซิบด้วยความอ่อนโยน "จริงๆ แล้ว หานหานของแม่จะทำตัวซุกซนตามประสาเด็กบ้างก็ได้นะ มีพ่อกับแม่อยู่ตรงนี้ทั้งคน ลูกไม่จำเป็นต้องฝืนทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้นก็ได้"
พอพูดถึงตรงนี้ เจียงหลีก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เธอจึงเอ่ยถามลูกชาย "แล้วพี่ชายกับเวยเวยไปไหนกันล่ะ ทำไมไม่กลับมาพร้อมกับลูกเลย"
ลั่วหมิงหานตอบอย่างฉะฉาน "น้องสาวอยากไปเล่นที่บ้านพี่ลูลู่น่ะครับ พี่ชายก็เลยตามไปอยู่เป็นเพื่อน"
ในห้องทำงาน ลั่วเยี่ยนชิงกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือตรงหน้า แต่บทสนทนาระหว่างเจียงหลีกับลูกชายกลับลอยเข้ามาในหูอย่างไม่ตั้งใจ
สายตาคมกริบละออกจากหน้ากระดาษ แล้วทอดมองไปยังบานประตูที่แง้มอยู่ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ขณะที่แววตาอันเรียบเฉยค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งยากจะหยั่งถึง
จิ้งจอกสาวงั้นหรือ
เขาไม่คิดว่าคำพูดนั้นจะหลุดออกมาจากปากภรรยาของนักวิจัยจางเพื่อชมเชยภรรยาของเขาเป็นแน่
ยิ่งหลังจากที่ได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันมาหนึ่งวันเต็ม เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเจียงหลี...ภรรยาของเขา เป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความสดใส ไม่ใช่คนที่จะก่อเรื่องสร้างปัญหาให้ใครก่อน การวางตัวก็เป็นธรรมชาติและสง่างามในแบบของตัวเอง
คนที่มีลักษณะเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบ และไม่มีทางที่จะไปสร้างความบาดหมางกับใครโดยไม่มีเหตุผล
แล้วเหตุใดภรรยาของนักวิจัยจางจึงต้องใช้คำพูดถากถางภรรยาของเขาด้วย ลั่วเยี่ยนชิงขบคิดอย่างไรก็หาคำตอบไม่พบ แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้คือ เขาจะไม่มีวันปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปเฉยๆ
หากเขาไม่ได้ยินเรื่องนี้ก็คงแล้วไป แต่เมื่อได้ยินเข้าเต็มสองหูแล้ว การจะนิ่งเฉยก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้อง
เพราะหากเขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เมื่อเขากลับไปหมกมุ่นกับงานวิจัยที่สถาบันอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับการถูกรังแกในรูปแบบไหนอีกบ้าง
ความคิดที่ผุดขึ้นมาทำให้ลั่วเยี่ยนชิงชะงักงันไปชั่วครู่
เขา...ทำไมเขาถึงต้องเป็นห่วงว่าเธอจะถูกคนอื่นรังแก แล้วทำไมเขาถึงคิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องซุบซิบนินทาของผู้หญิงพวกนั้นด้วย
นี่...นี่ยังใช่ตัวเขาอยู่หรือเปล่า
ชั่วขณะนั้น ลั่วเยี่ยนชิงรู้สึกสับสนในตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ทว่าท้ายที่สุดแล้ว...ราวห้าโมงเย็นของวันนั้น ลั่วเยี่ยนชิงก็นัดจางเซิงให้ออกมาพบกันที่ร้านอาหารของรัฐซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักข้าราชการ
วันนี้เป็นวันเสาร์พอดี ทีมวิจัยของจางเซิงที่ตรากตรำทำงานหนักมาเกือบสองเดือนโดยที่โครงการไม่มีความคืบหน้าใดๆ ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าทีมให้หยุดพักเป็นเวลาสองวัน เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายและอาจนำไปสู่การค้นพบแนวทางใหม่ๆ เมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง
[จบบท]