บทที่ 128: ลั่วเยี่ยนชิงออกโรงเพื่อภรรยา
แม้จะได้รับอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้ถึงสองวัน แต่ในใจของจางเซิงกลับไม่รู้สึกยินดีสักเท่าไรนัก ความปรารถนาที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก เขาต้องการให้ทุกคนในทีมวิจัย ผู้นำสถาบัน และแม้กระทั่งทีมโครงการอื่นๆ ต้องหันมามองเขาด้วยความชื่นชมและยอมรับ
ในวัยที่ใกล้จะแตะเลขสี่ จางเซิงไม่อาจทนใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมายได้อีกต่อไป ภาพของตัวเองในวันเกษียณที่ยังคงเป็นเพียงนักวิจัยระดับล่าง คอยหลอกหลอนให้เขาต้องขวนขวายอยู่เสมอ
ดังนั้น ถึงแม้หัวหน้าทีมจะประกาศให้ทุกคนได้หยุดพักผ่อน แต่ในใจของจางเซิงกลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง ทว่าอำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในมือของเขา สุดท้ายแล้วเขาก็จำต้องยอมกลับบ้านตามคำสั่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทว่าสิ่งที่เขาไม่คาดคิดมาก่อนก็คือ ในจังหวะที่ก้าวเท้าเข้าบ้านและยังไม่ทันจะได้นั่งลงให้หายเหนื่อยดีด้วยซ้ำ ลั่วเยี่ยนชิงกลับมาหาเขาถึงที่ พร้อมกับเอ่ยปากชวนให้ออกไปเดินเล่นด้วยกัน
การปรากฏตัวของลั่วเยี่ยนชิงสร้างความประหลาดใจให้จางเซิงไม่น้อย ชายผู้นี้คือดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นที่ไว้วางใจและชื่นชมของบรรดาผู้บริหารระดับสูงในสถาบัน
ครั้งหนึ่งจางเซิงเคยพยายามอย่างยิ่งที่จะหาลู่ทางย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในทีมโครงการภายใต้การนำของลั่วเยี่ยนชิง แต่เส้นทางของเขากลับไม่ราบรื่นนัก ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา เขาพเนจรย้ายกลุ่มวิจัยมาแล้วไม่ต่ำกว่าสองแห่ง แต่ก็ไม่เคยสร้างผลงานชิ้นใดให้โดดเด่นพอที่จะเป็นที่จดจำได้เลย
หากดึงดันที่จะย้ายสังกัดอีกครั้ง คงหนีไม่พ้นที่จะถูกครหาและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเขาเป็นแน่ แค่ตอนที่เขาพยายามย้ายไปยังทีมโครงการที่สอง เสียงซุบซิบนินทาลับหลังก็ดังพอให้ได้ยินแล้ว แม้จะแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆ ในใจก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสร้างความขุ่นเคืองให้เขาไม่น้อยเลย
แล้วการที่วันนี้ลั่วเยี่ยนชิงเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเขาด้วยตัวเอง มันจะหมายความว่าอย่างไร หรือว่าโอกาสที่เขารอคอยกำลังจะมาถึง ชายคนนี้อาจต้องการจะเชิญเขาเข้าร่วมทีมสำหรับโครงการวิจัยชิ้นใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็คงจะดีไม่น้อย
ภายในใจของจางเซิงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ความคาดหวังและความยินดีผสมปนเปกันไปกับความไม่แน่นอน ขณะที่สองเท้าก้าวเดินตามร่างสูงของลั่วเยี่ยนชิงเข้าไปในร้านอาหารของรัฐ
ตลอดเส้นทางที่เดินเคียงกันมา ลั่วเยี่ยนชิงกลับเอาแต่เงียบขรึม ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ มีเพียงจางเซิงที่พยายามชวนคุยเรื่องต่างๆ ในสถาบันวิจัยเป็นระยะ แต่การตอบสนองที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียง "อืม" ในลำคอเท่านั้น
เมื่อถึงโต๊ะ ลั่วเยี่ยนชิงจัดการสั่งอาหารสามอย่าง ข้าวสวยสองถ้วย พร้อมด้วยสุราขาวชั้นดีอีกหนึ่งขวด เขาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งเงินสดและตั๋วปันส่วน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถึงแม้ภายนอกจะดูเย็นชาและไม่สันทัดเรื่องการเข้าสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ชายผู้นี้กลับเข้าใจในขนบธรรมเนียมและมารยาททางสังคมเป็นอย่างดี
"เสี่ยวลั่ว...คุณมีเรื่องอะไรอยากจะคุยกับผมหรือเปล่า"
ในที่สุดจางเซิงก็ตัดสินใจทำลายความเงียบลง เขาข่มความรู้สึกที่วุ่นวายในใจพลางเหลือบมองอาหารและสุราบนโต๊ะ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือรับประทาน เลือกที่จะเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการนัดพบในครั้งนี้
ณ วินาทีนั้น ความคิดก่อนหน้านี้ของเขาเลือนรางลง จางเซิงตระหนักได้ว่าเก้าในสิบส่วนคงเป็นจินตนาการของเขาเอง เขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่บ่งบอกว่าการเชิญมาทานอาหารมื้อนี้ ไม่ใช่เพื่อทาบทามเขาเข้าร่วมทีมโครงการใหม่อย่างที่หวังไว้แน่นอน
เพราะหากเป็นเรื่องงาน คงไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนมาถึงร้านอาหารของรัฐเพื่อสนทนาเพียงไม่กี่ประโยค อีกทั้งถ้าต้องการจะชวนเขาเข้าร่วมทีมจริงๆ เหตุใดตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน ชายผู้นี้ถึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่คำเดียว
ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้สนใจว่าในหัวของจางเซิงกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่ เขาเพียงแค่เปิดขวดสุราแล้วรินลงในแก้วของอีกฝ่ายและของตัวเองอย่างละนิด ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำและเยือกเย็นเจือความเฉยชาอยู่จางๆ จะเอื้อนเอ่ยออกมา "สหายลู่พูดว่าภรรยาของผมเป็นนางจิ้งจอก รบกวนคุณช่วยกลับไปบอกเธอด้วยว่า ผมรู้เรื่องนี้แล้ว"
ถ้อยคำของลั่วเยี่ยนชิงทำให้จางเซิงหยุดชะงัก ความรู้สึกกระอักกระอ่วนและอับอายแล่นปราดขึ้นมาจับที่ใบหน้า "นี่มัน..." เขารู้ดีว่าภรรยาของเขา ลู่ผิง คงจะนำเรื่องความคับข้องใจของเขาไปพูดคุยเล่นกับคนอื่น จนเลยเถิดไปถึงการกล่าวพาดพิงภรรยาคนใหม่ของชายตรงหน้าด้วยถ้อยคำที่ไม่น่าฟังอย่าง ‘นางจิ้งจอก’
แต่คำถามที่ผุดขึ้นในหัวคือ ลั่วเยี่ยนชิงไปรู้เรื่องราววงในของผู้หญิงพวกนี้มาจากไหนกัน หรือว่า...ภรรยาเด็กที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ของเขาเป็นคนฟ้อง
"ดื่มสิครับ" ลั่วเยี่ยนชิงเหลือบมองแก้วสุราของจางเซิง พร้อมกับผายมือเป็นเชิงเชื้อเชิญ
"ขอบคุณครับ แต่พอดีช่วงนี้สุขภาพผมไม่ค่อยดี คงต้องของดแอลกอฮอล์"
มันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว ที่ว่าดื่มไม่ได้นั้นไม่ใช่เสียทีเดียว แต่เป็นเพราะทุกครั้งที่ดื่ม เขาจะเมาจนขาดสติ ด้วยเหตุนี้จางเซิงจึงหลีกเลี่ยงการดื่มสุรากับผู้คนมาโดยตลอด
เมื่อได้ยินคำปฏิเสธ ลั่วเยี่ยนชิงก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ
ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง ไม่มีใครแตะต้องอาหารบนโต๊ะ เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจางเซิงก็เป็นฝ่ายขยับตัวลุกขึ้นยืน "ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีธุระต้องไปจัดการ วันนี้คงจะร่วมโต๊ะกับคุณต่อไม่ได้แล้ว ต้องขอตัวก่อน"
[จบบท]