บทที่ 133: ของขวัญจากลูกเขย
ชายหนุ่มละสายตาจากกองเอกสาร ขยับกายเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าสองก้าว ก่อนจะหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน สายตาของเขาทอดมองไปยังกระดาษต้นฉบับที่กางแผ่อยู่ แต่หากจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งที่เขาสนใจคือเนื้อหาที่ถูกบรรจงเขียนลงบนนั้นต่างหาก
“พ่อคะ หนูเอง หลีเป่าค่ะ พ่อโทรศัพท์มาหาหนูแบบนี้ ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”
ทันทีที่ยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู เจียงหลีก็รีบเอ่ยถามบิดาด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
พ่อเจียงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงปกติ “ที่บ้านเราสบายดีกันหมด พ่อโทรมาก็แค่อยากจะถามลูกหน่อยว่าทำไมถึงส่งโทรทัศน์กลับมาที่บ้าน แล้วเงินที่ส่งมาด้วยกันอีกนั่นล่ะมันอะไรกัน หลีเป่าเอ๊ย ลูกต้องหัดใช้ชีวิตให้เป็นนะ จะใช้เงินมือเติบแบบนี้ไม่ได้รู้ไหม เดี๋ยวสามีลูกรู้เข้า ชีวิตคู่ของพวกลูกสองคนจะราบรื่นได้ยังไง”
“พ่อพูดเรื่องอะไรกันคะ โทรทัศน์เหรอคะ พ่อจะบอกว่าหนูเป็นคนส่งโทรทัศน์กับเงินกลับไปให้ที่บ้านอย่างนั้นเหรอ” เจียงหลีฟังแล้วก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอวางแผนไว้ว่าจะส่งโทรทัศน์กลับไปให้ที่บ้านก็ตอนช่วงใกล้จะถึงวันปีใหม่ แต่ระยะเวลาก็ยังอีกตั้งหลายเดือน เหตุใดบิดาของเธอถึงได้...
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเธอ เจียงหลีจึงรีบพูดชี้แจงผ่านสายโทรศัพท์ “อ๋อ หนูเข้าใจแล้วค่ะพ่อ โทรทัศน์นั่นเป็นฝีมือของลูกเขยพ่อเขาแหละค่ะ เงินก็เหมือนกัน เขาก็เคยเปรยๆ กับหนูไว้เหมือนกันนะคะ ไม่คิดว่าจะจัดการรวดเร็วขนาดนี้”
พ่อเจียงมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “หา ว่ายังไงนะหลีเป่า นี่ลูกจะบอกว่าการส่งโทรทัศน์กับเงินมาให้บ้านเราทั้งหมดนี่เป็นความคิดของลูกเขย แถมเขายังเป็นคนจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเลยอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่แล้วค่ะ เป็นลูกเขยพ่อจัดการเองทั้งหมดจริงๆ ส่วนเรื่องเงิน พ่อก็ให้แม่เก็บเอาไว้เถอะนะคะ อยากจะซื้ออะไรก็ใช้ได้ตามสบายเลย สำหรับโทรทัศน์ก็มีไว้ให้ทุกคนที่บ้านได้ดูเพื่อผ่อนคลายและเรียนรู้เรื่องราวโลกภายนอก พ่อลองให้พี่ใหญ่กับพี่สาม หรือไม่ก็พวกหลานๆ ช่วยกันติดตั้งเสาอากาศตามคำแนะนำในคู่มือ แล้วปรับหาช่องดูนะคะ ไม่นานก็น่าจะรับชมรายการต่างๆ ได้แล้ว”
“แล้วทำไมลูกเขยถึงต้องมาเสียเงินเสียทองทำอะไรแบบนี้ด้วยเล่า พวกลูกเองก็มีลูกเล็กๆ ที่ต้องเลี้ยงดูถึง 3 คน นี่อะไรกัน เดี๋ยวก็ซื้อโทรทัศน์ส่งมาให้ เดี๋ยวก็ส่งเงินมาอีก พอกลับไปแล้วก็ช่วยพูดกับลูกเขยดีๆ หน่อยนะ บอกเขาไปว่าที่บ้านเราอยู่ดีกินดีกันทุกคน ไม่ต้องลำบากส่งอะไรมาให้อีก”
ถึงปากจะบ่นไปอย่างนั้น แต่ลึกๆ ในใจแล้วพ่อเจียงกลับรู้สึกยินดีอยู่ไม่น้อย การที่ลูกเขยอุตส่าห์ส่งของมีค่าอย่างโทรทัศน์ที่ใครๆ ก็อยากได้มาให้ แถมยังสอดเงินมาในกล่องอีกตั้งมากมายขนาดนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขาให้เกียรติและพอใจในตัวลูกสาวของตนมากเพียงใด
เจียงหลีได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “พ่อคะ นั่นมันเป็นน้ำใจของลูกเขยพ่อนะคะ พ่อกับแม่ก็รับไว้เถอะ ส่วนเรื่องที่ว่าในอนาคตเขาจะส่งอะไรไปอีกหรือเปล่า เรื่องนั้นหนูคงไปห้ามเขาไม่ได้หรอกค่ะ”
“เฮ้อ เจ้าลูกคนนี้นี่... ช่างเถอะๆ เอาเป็นว่าแค่ลูกกับลูกเขยใช้ชีวิตคู่กันอย่างมีความสุข พ่อกับแม่ก็หมดห่วงแล้วล่ะ” พ่อเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“หนูกับลั่วเยี่ยนชิงและลูกๆ ทั้งสามคนสบายดีค่ะ แต่พ่อกับแม่ต้องดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ นะคะ ไม่อย่างนั้นหนูอยู่ที่ปักกิ่งจะเป็นห่วงเอาได้”
“เออๆ รู้แล้วน่า แค่นี้ก่อนนะ พ่อจะวางแล้ว”
“ค่ะพ่อ สวัสดีค่ะ”
เมื่อวางสายแล้ว เจียงหลีจึงหมุนตัวกลับมา ก็เห็นลั่วเยี่ยนชิงกำลังก้มตัวลงไปสอนเจ้าตัวเล็กทั้งสามทำงานฝีมือกันอย่างขะมักเขม้น
“ลั่วเยี่ยนชิง”
เธอเอ่ยเรียกชื่อเขาเบาๆ
ลั่วเยี่ยนชิงเงยหน้าขึ้นมาสบตา ดวงตาคู่นั้นราวกับกำลังตั้งคำถามว่าเธอมีธุระอะไร
เจียงหลีคลี่ยิ้มบางเบา “ขอบคุณนะคะ ที่บ้านฉันได้รับโทรทัศน์ที่คุณส่งไปให้แล้ว ทุกคนดีใจกันมากเลยค่ะ แต่พ่อฝากมาบอกว่า ท่านรับรู้ถึงน้ำใจของคุณแล้ว ต่อไปไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินแบบนี้อีก”
ลั่วเยี่ยนชิงเอ่ยตอบเรียบๆ “ไม่ได้สิ้นเปลือง” ในความคิดของเขา การซื้อของและส่งเงินไปให้ครอบครัวของภรรยาเป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้ว
[จบบท]