บทที่ 135: ถ้อยคำใต้แสงจันทร์
ภายในบ้านของครอบครัวเจียงยังคงอบอวลไปด้วยความมีชีวิตชีวาไม่จางหาย
ราตรีล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ภายในห้องนอนของพ่อเจียงและไช่ซิ่วเฟิน หญิงสูงวัยพลิกกายไปมาบนเตาคัง ก่อนจะเปรยขึ้นลอยๆ ด้วยความกังวล “เปิดโทรทัศน์ให้คนดูทุกวันแบบนี้ ค่าไฟคงพุ่งขึ้นน่าดู”
“หมู่บ้านเรามีไฟฟ้าก็เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ อย่าเอาเรื่องหยุมหยิมไปพูดให้คนอื่นเขาได้ยินล่ะ” พ่อเจียงในฐานะผู้นำหมู่บ้านเอ่ยเตือนภรรยาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฉันก็มีสมองคิดเป็นน่า” ไช่ซิ่วเฟินสวนกลับด้วยความไม่สบอารมณ์ “ฉันแค่รู้สึกว่าการที่บ้านเราต้องต้อนรับคนเยอะแยะทุกวัน มันออกจะวุ่นวายไปหน่อย”
พ่อเจียงย้อนถาม “แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“คุณมาถามฉัน แล้วฉันจะไปมีคำตอบให้คุณได้ยังไง”
“นอนเถอะน่า การดูโทรทัศน์ช่วยเปิดโลกให้ชาวบ้านได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมื่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน และบ้านเราก็มีโอกาสได้โทรทัศน์เครื่องนี้มา ก็ถือเสียว่าเราได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม”
“ก็ตามใจคุณแล้วกัน” สิ้นคำพูดนั้น ไช่ซิ่วเฟินก็พลิกตัวหันหลังให้สามี ไม่นานนักก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราด้วยความอ่อนเพลีย
ขณะเดียวกัน ในห้องของพี่ชายคนโตและภรรยาก็กำลังมีบทสนทนาเกิดขึ้นเช่นกัน
“น้องเขยนี่ใจกว้างจริงๆ เลยนะคะ คุณว่าไหม” พี่สะใภ้ใหญ่เอ่ยขึ้นขณะนอนอยู่เคียงข้างสามี “เอ...จะเป็นเจียงหลีรึเปล่านะ ที่บอกให้เขาซื้อมา”
“ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ มันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ” พี่ชายคนโตตอบกลับด้วยมุมมองที่ลึกซึ้งกว่า “ต่อให้เจียงหลีเป็นคนขอให้ซื้อจริงๆ นั่นก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าน้องเขยให้ความสำคัญกับน้องสาวของเรามากแค่ไหน เขายอมฟังคำพูดของน้อง” หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็พอจะเบาใจได้บ้างว่าน้องสาวที่ไปใช้ชีวิตอยู่ไกลถึงปักกิ่งจะมีความสุขดี
“ที่คุณพูดก็มีเหตุผล...แสดงว่าน้องเขยคงจะรักเจียงหลีของเรามากสินะคะ”
“ก็คงจะเป็นอย่างนั้น” พี่ชายคนโตครุ่นคิด ความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ได้มีเพียงแค่ความรัก แต่ยังมีความรับผิดชอบเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ปรารถนาให้น้องเขยรักน้องสาวของเขาจากใจจริง ไม่ใช่ทำดีด้วยเพียงเพราะหน้าที่ การที่อีกฝ่ายส่งของมีค่ามาให้ถึงที่นี่ ก็เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่ส่งมาถึงครอบครัว ว่าเขาจะดูแลเจียงหลีเป็นอย่างดี
แต่ถึงที่สุดแล้ว หากทั้งสองคนไม่ได้รักกันจริง การที่อีกฝ่ายยังคงดูแลน้องสาวของเขาด้วยความรับผิดชอบ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ อย่างน้อยที่สุด เจียงหลีก็จะไม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากในบ้านหลังนั้น
ณ กรุงปักกิ่ง
“ลั่วเยี่ยนชิง...คุณช่วยหันมาทางนี้หน่อยได้ไหมคะ เรามาคุยกัน”
แสงจันทร์นวลใยอาบไล้ไปทั่วบริเวณ ส่องกระทบพื้นห้องจนเกิดเป็นเงาสะท้อนระยิบระยับ เสียงหรีดหริ่งเรไรจากภายนอกขับกล่อมค่ำคืนให้เงียบสงบยิ่งขึ้น เจียงหลีนอนตะแคงอยู่บนเตียง เธอใช้นิ้วชี้สะกิดแขนของชายหนุ่มที่นอนอยู่ข้างๆ เบาๆ เพื่อชวนให้เขาหันมาเผชิญหน้ากัน จะได้สนทนากันได้ถนัดขึ้น
ลั่วเยี่ยนชิงซึ่งนอนหงายอยู่แต่เดิม ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาเรียวคมฉายแววลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะพยักหน้ารับเบาๆ “ครับ” แล้วจึงค่อยๆ พลิกกายหันมาหาเธอตามคำขอ
“ฉันเพิ่งสังเกตว่าคุณเป็นคนประเภทที่ชอบทำอะไรดีๆ โดยไม่ปริปากพูดเลยนะคะ” ดวงตาหงส์ที่สุกใสของเจียงหลีหรี่ลงจนโค้งมนดุจเสี้ยวจันทร์ พร้อมกับน้ำเสียงหวานกังวานที่เอ่ยออกมาจากริมฝีปากบาง ช่างไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งลมยามต้องลม
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ เขาเพียงจ้องมองเธอ เปิดโอกาสให้เธอได้พูดต่อไป “แต่สำหรับฉันแล้ว นิสัยแบบนี้มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกนะคะ เพราะสิ่งที่คุณทำไปเงียบๆ อาจจะไม่มีใครมองเห็น แล้วแบบนี้...คุณไม่รู้สึกน้อยใจบ้างเหรอคะ”
“ไม่ครับ” เขาตอบกลับอย่างมั่นคง ปราศจากความลังเลใดๆ
“คุณทำแบบนี้...ออกจะซื่อไปหน่อยนะคะ รู้ตัวรึเปล่า” การที่เขาส่งโทรทัศน์ไปให้ครอบครัวเธอ แถมยังสอดเงินสดไว้ในกล่องโดยไม่บอกกล่าว พอถูกถามกลับตอบว่าไม่รู้สึกอะไรเลย ช่างเป็นผู้ชายที่ซื่อตรงจนน่าเอ็นดูเสียจริง
ค่ำคืนนี้ดวงจันทร์ส่องสว่างเป็นพิเศษ เจียงหลีอาศัยแสงนวลที่สาดส่องเข้ามาในห้อง พินิจมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาอย่างเต็มตา ก่อนจะกะพริบตาแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ตั้งแต่เด็กจนโตมานี่ มีคนชมว่าคุณหน้าตาดีเยอะมากเลยใช่ไหมคะ”
“...ไม่มีครับ” ลั่วเยี่ยนชิงตอบ เขาจ้องมองใบหน้าของเธอที่อาบด้วยแสงจันทร์ ผิวขาวเนียนละเอียดของเธอสะท้อนแสงสีเงินจางๆ รอยยิ้มนั้นทั้งบริสุทธิ์และสดใส งดงามราวกับภาพวาดล้ำค่า หรือเปรียบได้กับบุปผาที่เบ่งบานอย่างงดงามที่สุดในฤดูใบไม้ผลิ
ทั้งสองสบตากันนิ่งท่ามกลางความเงียบงัน และไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมาอีก
[จบบท]