บทที่ 137: คำขอนั้น...เขาหรือจะตัดสินใจได้
“...อีกอย่างนะคะ สุขภาพที่ดีคือต้นทุนที่สำคัญที่สุด ถ้าวันหนึ่งเราสูญเสียต้นทุนนี้ไป ต่อให้คุณมีภารกิจยิ่งใหญ่แค่ไหนรออยู่ข้างหน้า ทุกสิ่งก็จะกลายเป็นเพียงความเสียดายที่ไม่อาจย้อนคืน”
“อืม”
ลั่วเยี่ยนชิงรับคำในลำคอ แสดงออกว่าเขาเข้าใจและเห็นพ้องกับความคิดของเธอ
“ในเมื่อคุณเข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อแล้ว ต่อไปนี้เวลาทำงานก็อย่าลืมหาเวลาพักผ่อน อย่าปล่อยให้ท้องว่างจนเลยเวลาอาหาร และเมื่อไหร่ที่สถาบันวิจัยมีวันหยุด ก็ช่วยกลับมาหาลูกๆ บ้างนะคะ”
เจียงหลีเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง เธอรอคอยคำตอบรับจากเขาอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่ลั่วเยี่ยนชิงจะให้คำมั่นได้เพียงว่า
“ผมจะพยายาม”
“ก็ได้ค่ะ ฉันจะจำคำพูดของคุณเอาไว้” เจียงหลีใช้มือป้องปากขณะหาวออกมาอย่างคนอดนอนไม่ไหว เปลือกตาที่หนักอึ้งเกินกว่าจะฝืนลืมต่อไปได้ค่อยๆ ปิดลงช้าๆ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาลงทุกขณะ “ฉันไม่ไหวแล้วค่ะ ขอตัวนอนก่อนนะคะ ฝันดีค่ะ...ลั่วเยี่ยนชิง”
สิ้นเสียงหวานของภรรยา ริมฝีปากของลั่วเยี่ยนชิงก็เผยอขึ้นเล็กน้อยเพื่อตอบกลับ
“...ฝันดีครับ” แต่ภายในใจกลับเกิดคำถามขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เธอคงไม่ชอบนิสัยใจคอของเขาสินะ บางทีเธออาจจะมองว่าเขาเป็นผู้ชายที่เย็นชา เฉยเมย และเข้าถึงยากเกินไป
แต่คำถามนั้นก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ ในความเงียบงันของรัตติกาล ไม่นานนัก ลั่วเยี่ยนชิงก็หลับตาลง ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราตามเธอไป
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ หัวหน้าสถาบันซ่งเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการหยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้าน ทำให้เขามีโอกาสได้สังเกตพฤติกรรมของซ่งเซวียนหลานชายคนโตอย่างใกล้ชิด และในที่สุดเขาก็ค้นพบเรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เด็กชายก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน ปลายทางที่มุ่งไปมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น นั่นคือบ้านสกุลลั่ว
ผู้เฒ่าซ่งเฝ้ามองอยู่หลายครั้งหลายคราจนแน่ใจว่า หลานชายของเขาไม่ได้เพียงแค่มีความสุขที่ได้เล่นสนุกกับสามพี่น้องรุ่ยรุ่ยเท่านั้น แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเด็กชายได้มากกว่า คือการได้นั่งฟังเจียงหลีเล่านิทาน การได้ฟังเสียงซอเอ้อร์หูที่เธอบรรเลง หรือแม้กระทั่งการนั่งมองเธอนั่งสอนเด็กๆ ทำงานฝีมือ
แม้ซ่งเซวียนจะยังคงอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองและไม่ยอมเอ่ยคำพูดใดๆ แต่ดวงตาของเด็กชายกลับจับจ้องอยู่ที่เจียงหลีไม่วางตา
การค้นพบนี้ทำให้ผู้เฒ่าซ่งตัดสินใจได้ในที่สุด เขาจะไม่มีวันขังหลานชายไว้ที่บ้านเพื่อตัดโอกาสในการพัฒนาของเด็กชายเป็นอันขาด และในขณะเดียวกัน เขาก็ได้ตัดสินใจเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เขาจำเป็นต้องไปพูดคุยกับลั่วเยี่ยนชิงให้รู้เรื่อง เกี่ยวกับความตั้งใจของเขาและภรรยาที่อยากจะขอรับเจียงหลีมาเป็นลูกสาวบุญธรรม
ด้วยเหตุนี้ ในวันรุ่งขึ้นผู้เฒ่าซ่งจึงพาซ่งเซวียนมาที่บ้านสกุลลั่วอีกครั้ง ทันทีที่มาถึง ซ่งเซวียนก็เห็นเจียงหลีกำลังเล่านิทานให้เด็กๆ ทั้งสามฟังอยู่พอดี เด็กชายจึงเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบและว่าง่าย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พนักพิงตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆ มือสองข้างวางประสานกันอย่างเรียบร้อยบนตัก สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าของเจียงหลี พร้อมกับตั้งใจฟังเรื่องเล่าอย่างใจจดใจจ่อ
“ไปที่ห้องหนังสือของนายหน่อยสิ ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
ผู้เฒ่าซ่งตบไหล่ของลั่วเยี่ยนชิงเบาๆ เป็นเชิงเรียก ก่อนจะเดินนำเข้าไปในบ้าน
ประตูห้องหนังสือถูกแง้มทิ้งไว้ เมื่อทั้งสองเข้าไปนั่งประจำที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ลั่วเยี่ยนชิงจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้สูงวัยกว่า รอคอยให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา “คืออย่างนี้นะ...ฉันกับป้าฉีของนาย เราสองคนอยากจะขอรับหนูเจียง ภรรยาของนาย มาเป็นลูกสาวบุญธรรม ไม่ทราบว่านายจะเห็นว่าอย่างไรบ้าง”
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งไป เขาทำได้เพียงคิดในใจ...นี่มันเป็นเรื่องที่เขาจะสามารถตัดสินใจแทนเธอได้ด้วยอย่างนั้นหรือ
เมื่อเห็นว่าลั่วเยี่ยนชิงยังคงเงียบงัน ผู้เฒ่าซ่งจึงกล่าวเสริมเพื่ออธิบายเหตุผล “เรื่องราวในครอบครัวของฉัน นายก็น่าจะพอรู้ดีอยู่แล้ว หลายปีที่ผ่านมานี้ ความจริงแล้วในใจของป้าฉีของนายยังคงแบกรับความทุกข์เอาไว้เสมอมา แม้ว่าคนภายนอกจะมองว่าเธอสามารถก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตมาได้แล้ว และกลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง แต่ในฐานะสามี ฉันรู้ดีที่สุดว่า...เธอยังไม่เคยปล่อยวางเรื่องวันนั้นได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
เธอแค่พยายามเข้มแข็ง เพราะเธอรู้ดีว่าตัวเองจะอ่อนแอลงไม่ได้เด็ดขาด เธอยังมีหน้าที่ต้องเลี้ยงดูเซวียนเซวียนให้เติบใหญ่...แต่เมื่อไม่นานมานี้เอง ฉันได้เห็นรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขอย่างแท้จริงของเธออีกครั้ง และความสุขนั้นก็มาจากภรรยาของนายนั่นแหละ เธอบอกว่ารู้สึกถูกชะตากับหนูเจียงมากเป็นพิเศษ แค่มองหน้าก็รู้สึกเหมือนได้มองลูกสาวของตัวเอง
เธอจึงมาปรึกษากับฉัน ว่าอยากจะรับหนูเจียงมาเป็นลูกสาวบุญธรรม ฉันรู้ดีว่าเรื่องนี้อาจจะดูกะทันหันไปสักหน่อยสำหรับเธอ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากจะขอให้นายช่วยนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวกับเธอที ว่าเธอจะมีความคิดเห็นอย่างไร”
ลั่วเยี่ยนชิงปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม “ผมนำเรื่องนี้ไปบอกเธอได้ครับ แต่...ผมคิดว่ามันจะดีกว่ามาก ถ้าท่านหรือป้าฉีเป็นคนไปพูดกับเธอด้วยตัวเอง” การทำเช่นนั้นย่อมแสดงถึงความจริงใจได้ดีที่สุด หากต้องผ่านเขาเป็นตัวกลาง เธอก็อาจจะปฏิเสธได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เธอมีทั้งพ่อและแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวของเธอก็อบอุ่นและมีญาติพี่น้องมากมาย เธอจึงไม่น่าจะมีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมีครอบครัวบุญธรรมเพิ่มขึ้นมา
ขณะที่บทสนทนาของทั้งสองกำลังจะดำเนินต่อไป เสียงบรรเลงซอเอ้อร์หูที่ไพเราะจับใจก็ดังแว่วมาจากห้องนั่งเล่น
ผู้เฒ่าซ่งชะงักไปชั่วครู่ เขาเลือกที่จะเก็บคำพูดที่กำลังจะเอ่ยต่อไปไว้ในใจ แล้วหันไปตั้งใจฟังเสียงดนตรีนั้นพร้อมกับลั่วเยี่ยนชิง
“หนูเจียงนี่ฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ บทเพลงที่เธอเล่นนั้นไพเราะน่าฟังทุกเพลงเลยนะ”
[จบบท]