บทที่ 15: ทำเอาเจียงหลีขยะแขยงจนทนไม่ไหว
ซูชิงคิดในใจอย่างผู้มีชัย แผนการของเธอสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกอย่าง ไม่เพียงแต่ทำให้โจวเหวยหมินกับครอบครัวเจียงต้องถอนหมั้นกันอย่างราบคาบ เธอยังสามารถเอาชนะใจคนบ้านโจวจนเป็นที่ยอมรับ ทุกอย่างรอแค่ช่วงปลายปีที่ทุกคนมีเวลาว่าง ก็จะจัดงานเลี้ยงสัก 2 โต๊ะเพื่อต้อนรับเธอเข้าบ้านอย่างเป็นทางการ
แต่เธอกลับคาดไม่ถึงเลยว่าโจวเหวยหมินจะกล้าดีแอบไปนัดเจอกับเจียงหลี อดีตคู่หมั้นของเขาเมื่อเช้านี้ ที่ร้ายไปกว่านั้นคือเรื่องนี้ยังมีสวีชุนเสีย เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อของเจียงหลีเข้ามาพัวพันด้วย
เรื่องนี้ทำให้ซูชิงแทบเดือดดาล
ยังไม่ต้องพูดถึงโอกาสที่ถ่านไฟเก่าระหว่างโจวเหวยหมินกับอดีตคู่หมั้นจะปะทุขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ แค่การมีอยู่ของสวีชุนเสียก็เป็นเรื่องที่เธอไม่อาจวางใจได้แล้ว
เพราะหากเทียบเจียงหลี ลูกสาวคนเล็กของผู้ใหญ่บ้านที่ดูซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรในหัว กับสวีชุนเสียแล้ว คนหลังนับว่าเป็นผู้หญิงที่ซ่อนความคิดมากมายไว้ภายใต้ท่าทีเรียบๆ
แน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนโง่เง่าอย่างเจียงหลี ที่มองไม่ออกว่าใครดีใครร้าย จนยอมให้หมาป่าในคราบเพื่อนสนิทอย่างสวีชุนเสียคอยเลื่อยขาเก้าอี้อยู่เงียบๆ ซูชิงรู้ดีว่าสวีชุนเสียไม่ใช่คนใสซื่อ เธอมองคนทะลุปรุโปร่ง และเห็นธาตุแท้ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มเสแสร้งนั้น
ดังนั้น จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของสวีชุนเสียมาตลอด เธอจึงต้องตั้งการ์ดป้องกันตัวเองให้แน่นหนา เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายกลายเป็นตาอยู่คว้าพุงปลาไปกิน
การที่เธอเสนอตัวว่าจะไปเยี่ยมเจียงหลีที่บ้านด้วยนั้น ก็มีจุดประสงค์ซ่อนอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือต้องการประกาศให้คนบ้านเจียงได้เห็นชัดๆ ว่าเจ้าของตัวจริงของโจวเหวยหมินในตอนนี้คือเธอ และหวังว่าพวกเขาจะรู้จักควบคุมลูกสาวของตัวเองให้ดี อย่าได้คิดมายุ่งวุ่นวายทำลายความสัมพันธ์ของเธอ
ส่วนอีกอย่างคือการประกาศให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านได้รับรู้ทั่วกันว่าเธอคือว่าที่ลูกสะใภ้คนเล็กของบ้านโจว ใครที่เคยซุบซิบนินทาเธอจะได้หุบปากเงียบไปเสีย
แต่ใครจะคิดว่าโจวเหวยหมินจะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เธอรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขาก็แค่กลัวว่าเธอจะไปพูดจาทำร้ายจิตใจเจียงหลีให้บอบช้ำไปมากกว่านี้ แต่เสียใจด้วย เธอไม่ใช่ผู้หญิงหัวอ่อนที่จะยอมให้ใครมาเอาเปรียบ อะไรที่เป็นของเธอ มันก็ต้องเป็นของเธอสถานเดียว เธอมีสิทธิ์เต็มที่ในการประกาศความเป็นเจ้าของ
เพื่อเป็นการตบหน้าสวีชุนเสีย สาวบ้านนอกเจ้าเล่ห์ที่บังเอิญโผล่มาผิดที่ผิดเวลา ให้ได้รู้สำนึกและไสหัวกลับไปเสียที จะได้รู้ไว้ด้วยว่าเธอไม่ใช่เจียงหลีผู้โง่เขลา ที่มองคนไม่ออก!
เสียงแหลมใสที่เจือความยินดีของสวีชุนเสียก็ดังขึ้นมา “หลีเป่า!”
ความคิดของซูชิงหยุดชะงัก เธอเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของสวีชุนเสียไปพร้อมกับโจวเหวยหมิน แล้วก็ได้เห็นผู้ใหญ่บ้านเจียงกำลังขี่จักรยานพาลูกสาวสุดที่รักของเขามาตามถนนอีกเส้นหนึ่ง
“หลีเป่า เธอไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม ดีใจจริงๆ เลย!”
สวีชุนเสียที่แบกตะกร้าสานอยู่บนหลังรีบวิ่งเข้าไปหาทันที เดิมทีพ่อเจียงตั้งใจจะขี่ผ่านไป แต่เมื่อเห็นดังนั้นจึงจำต้องกำเบรก ก่อนจะหันไปมองลูกสาวคนสวยที่กระโดดลงจากท้ายรถอย่างคล่องแคล่ว
“พ่อกลับไปก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวหนูกลับเอง”
เจียงหลีบอกพ่อของเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน เธอมองตามแผ่นหลังของพ่อจนลับสายตา ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับสวีชุนเสียและโจวเหวยหมินที่เดินเข้ามาสมทบ
“มีธุระอะไรหรือเปล่า”
เธอถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะทอดสายตามองตรงไปที่สวีชุนเสีย ท่าทีที่เปลี่ยนไปของเจียงหลีทำให้สวีชุนเสียรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคนแปลกหน้า จนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วครู่
“หลีเป่า เธอฟื้นขึ้นมาก็ดีแล้ว แต่ฉันมีเรื่องต้องเตือนเธอจริงๆ นะ ถือว่าฉันขอร้องล่ะ เพื่ออนาคตของตัวเธอเอง อย่าไปแต่งงานกับผู้ชายแก่คนนั้นเพียงเพื่อจะไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกเขาเลย”
โจวเหวยหมินเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง ท่าทีที่แสดงออกว่าหวังดีของเขา กลับทำให้เจียงหลีรู้สึกขยะแขยงขึ้นมาจับใจ
“สหายโจวเหวยหมิน ฉันว่าฉันพูดชัดเจนไปแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า เรื่องของฉัน ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องเข้ามายุ่ง นี่คุณไม่ได้ฟังที่ฉันพูด หรือคิดว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ ถึงได้คิดว่าฉันจะต้องทำตามที่คุณบอก”
ดวงตากลมโตที่เคยสดใสของเจียงหลี ตอนนี้กลับฉายแววสงบนิ่งจนน่าใจหาย ในความรู้สึกของโจวเหวยหมิน มันคือความห่างเหินและเย็นชา ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่สิ บางทีอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าคนที่ไม่เคยรู้จักกันด้วยซ้ำ
ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้
โจวเหวยหมินสับสนและเจ็บปวดไปพร้อมกัน “หลีเป่า ฉันแค่เป็นห่วงเธอจริงๆ ต่อให้เธอจะมองว่าฉันน่ารำคาญหรือชอบยุ่งไม่เข้าเรื่อง ฉันก็ยังยืนยันที่จะเตือนเธอ อย่าประชดฉันด้วยการเอาชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองไปทิ้งขว้างแบบนี้เลย”
“ใช่ๆ หลีเป่า ฟังที่พี่เหวยหมินพูดเถอะนะ อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย!” สวีชุนเสียรีบผสมโรงทันที
[จบบท]