บทที่ 152 เจียงหลี: แล้วหัวใจของเขาล่ะ
เจียงหลีสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่อีกฝ่ายมอบให้...มันเป็นความรู้สึกดีที่ส่งตรงมาถึงตัวตนของเธอ จิตวิญญาณของ ‘เจียงหลี’ ที่อยู่ในร่างนี้ ไม่ใช่ความเอ็นดูที่เกิดจากสถานะลูกสาวคนเล็กของบ้านเจียงแห่งหมู่บ้านอาวลี่
แน่นอนว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่แม่เฒ่าฉีจะดีกับเธอเพราะรูปลักษณ์ภายนอกนี้ แต่ถ้าจะให้พูดกันตามตรง หน้าตาเดิมของเธอนั้นดูดีกว่าเจ้าของร่างเดิมหรือใบหน้าที่เธอครอบครองอยู่ในตอนนี้อย่างเทียบไม่ติด ที่สำคัญ...ไม่ใช่ว่าเธอกำลังหลงตัวเองหรอกนะ แต่หากไม่มีออร่าที่แผ่ออกมาจากจิตวิญญาณของเธอแล้วล่ะก็...เจียงหลี ลูกสาวคนเล็กสุดที่รักของบ้านเจียง ก็เป็นได้เพียงแค่สาวน้อยหน้าตาสะสวยแต่ดูไร้เดียงสาก็เท่านั้น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของเจียงหลีก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาโดยไม่รู้ตัว เธออดนับถือในความเฉียบแหลมที่แม่เฒ่าฉีแสดงออกมาโดยไม่ตั้งใจไม่ได้ ที่มองทะลุเปลือกนอกอันอ่อนหวานและเป็นมิตรของเธอ จนเห็นถึงความเย็นชาและห่างเหินที่ซ่อนอยู่ภายใน...แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับมัน
ตรงกันข้าม กลับมอบความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ส่งยิ้มที่อบอุ่นมาให้ ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย แถมยังบอกอีกว่าจะคอยเป็นเกราะกำบังให้...ช่างเป็นคนที่ดีอะไรอย่างนี้!
แม่บุญธรรม...แม่เฒ่าฉี!
“แม่กำลังคิดอะไรอยู่เหรอครับ”
เสียงเล็ก ๆ ของลั่วหมิงหานที่ดังขึ้นทำให้เจียงหลีหลุดจากภวังค์
เธอเผยรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนจะตอบลูกชาย “แม่กำลังคิดว่ามื้อกลางวันของเราจะกินอะไรกันดีน่ะสิจ๊ะ”
“บะหมี่กับไข่ แล้วก็มะเขือเทศสีแดงๆ ครับ”
เจียงหลีเข้าใจในสิ่งที่ลูกชายตัวน้อยต้องการจะสื่อ เธอพยักหน้ารับ “อ๋อ ลูกอยากกินบะหมี่ไข่ใส่มะเขือเทศนี่เอง งั้นลูกต้องไปถามพี่ชายกับน้องสาวดูก่อนนะ ถ้าพวกเขาโอเค มื้อกลางวันของเราก็จะเป็นเมนูนี้”
“พี่ครับ เวยเวย”
ลั่วหมิงหานเขย่าแขนพี่ชายเบา ๆ ก่อนจะชะโงกหน้าไปหาน้องสาวที่แม่จูงมืออยู่อีกฝั่ง ดวงตากลมโตสีนิลของเด็กชายเป็นประกายวาววับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ลั่วหมิงรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
ส่วนลั่วหมิงเวยเชิดหน้าขึ้นอย่างไว้ตัว พ่นลมออกจากจมูกเบา ๆ แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเล็กน้อย...ที่จริงแล้วเธออยากกินข้าวสวยร้อน ๆ มากกว่า แต่เมื่อพี่ชายรองอุตส่าห์ขอร้อง เธอก็จะยอมลดตัวให้สักครั้งก็ได้!
บรรยากาศภายในบ้านเงียบสงัด เจียงหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังทิศทางของห้องหนังสือของลั่วเยี่ยนชิงแวบหนึ่ง ก่อนจะพาลูกทั้งสามคนกลับไปที่ห้องนอนของพวกเขาเพื่อเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน
ระหว่างที่กำลังล้างหน้าล้างมือและเช็ดแขนขาให้เด็ก ๆ เจียงหลีก็ได้รวบผมของลั่วหมิงเวยขึ้นเป็นมวยอีกครั้ง
“เด็กๆ เล่นอยู่ในห้องไปก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ทำอาหารเสร็จแล้วจะมาเรียก”
“ครับ/ค่ะ”
หลังจากกำชับลูกๆ ทั้งสามคนเรียบร้อยแล้ว เจียงหลีก็เดินออกจากห้องของพวกเขาไป พร้อมกับแง้มประตูปิดไว้เบาๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เธอยืนอยู่หน้าห้องหนังสือของลั่วเยี่ยนชิง
เธอเคาะประตูอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านใน เจียงหลีจึงลองหมุนลูกบิดดู ไม่คาดคิดว่าประตูไม่ได้ล็อก แค่ออกแรงเพียงเล็กน้อย บานประตูก็เปิดออก
“ลั่วเยี่ยนชิง…”
เสียงเรียกชื่อของเขาเพิ่งจะหลุดออกจากริมฝีปาก เจียงหลีก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อภาพที่เห็นคือร่างสูงของชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาก้มหน้าก้มตาขีดเขียนบางสิ่งบางอย่างลงบนแผ่นกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ
สีหน้าของเขาจดจ่อมากเสียจนไม่รับรู้เลยว่ามีคนเข้ามาในห้อง
เจียงหลีเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
ผู้ชายคนนี้… จะให้เธอสรรหาคำไหนมาพูดกับเขาดี
ลูกๆ ของตัวเองทะเลาะกับเด็กคนอื่น ผู้ปกครองของอีกฝ่ายก็บุกมาหาเรื่องถึงบ้าน ทั้งส่งเสียงดังโวยวายและเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล ในฐานะพ่อของเด็กๆ แทนที่จะถามไถ่ถึงสาเหตุ แทนที่จะปกป้องลูกของตัวเอง เขากลับเลือกที่จะจ่ายเงิน 20 หยวนเพื่อตัดปัญหา แล้วไล่คนพวกนั้นกลับไป
นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาไม่แม้แต่จะดูเลยว่าลูกๆ มีบาดแผลตรงไหนบ้าง ไม่คิดจะหายามาทาให้ แต่กลับเลือกที่จะทำโทษพวกเขาด้วยการให้ไปยืนสำนึกผิดอยู่มุมห้อง
จิตใจของเขาทำด้วยอะไรกันแน่
สูดหายใจเข้า...แล้วผ่อนออกมาช้าๆ...ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง เจียงหลีพยายามอย่างยิ่งที่จะกดความโกรธที่คุกรุ่นอยู่ในใจ เธอเดินเข้าไปใกล้...สายตาจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษที่เขากำลังขีดเขียน บนนั้นเต็มไปด้วยสูตรคณิตศาสตร์และตัวเลขที่เรียงกันเป็นตับ
[จบบท]