บทที่ 173: อย่ามาทำเหมือนกันนะ
“คิดจะปักหลักสร้างเรื่องกันตรงนี้ไปเรื่อยๆ หรืออย่างไร”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นดังขึ้นในจังหวะที่ผู้อำนวยการเนี่ยก้าวเท้าพ้นจากประตูใหญ่ของสถานสงเคราะห์พอดี ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปยังหวังกุ้ยหลานกับลูกชายทั้งสองด้วยแววตากดดัน ก่อนจะเอ่ยคำเตือนด้วยสีหน้าถมึงทึง
“ผมขอเตือนพวกคุณไว้ตรงนี้เป็นครั้งสุดท้าย หากยังไม่อยากถูกส่งตัวไปใช้แรงงานดัดสันดาน ก็จงกลับไปยังที่ที่พวกคุณจากมาเสีย แต่ถ้ายังดึงดันอยู่ล่ะก็ สิ่งเดียวที่รอพวกคุณอยู่ก็คือการถูกเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัวไป”
คำพูดนั้นทำให้หวังกุ้ยหลานชะงักงัน ใบหน้าของเธอพลันซีดขาวราวกับกระดาษ ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้นานสองนาน
“แม่ครับ ผมยังไม่อยากไปใช้แรงงานดัดสันดานนะ เรากลับกันเถอะ!”
“กลับบ้านเราเถอะนะแม่ เรากลับกันเถอะ!”
เสียงร้อนรนของลูกชายดังขึ้นจากซ้ายและขวา แขนคนละข้างของหวังกุ้ยหลานถูกประคองขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล ท่าทีของชายหนุ่มทั้งสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวจากไป หวังกุ้ยหลานที่เพิ่งเรียกสติกลับมาได้ก็หันไปจ้องผู้อำนวยการเนี่ยตาเขม็ง “คุณ...คุณก็แค่ขู่ฉันใช่ไหม ที่พูดมาทั้งหมดมันไม่จริงใช่ไหม”
“จะจริงหรือไม่จริง ถ้าคุณยังอยากจะพิสูจน์ด้วยการสร้างความวุ่นวายอยู่หน้าสถานสงเคราะห์ของเราต่อ ก็คงจะได้รู้คำตอบในอีกไม่ช้า” ผู้อำนวยการเนี่ยทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านใน ทิ้งให้สามแม่ลูกยืนเผชิญหน้ากับความกลัวของตนเอง
“แม่ครับ...”
น้ำเสียงอ้อนวอนของลูกชายทำให้หวังกุ้ยหลานที่กำลังมองตามแผ่นหลังของผู้อำนวยการเนี่ยอย่างเจ็บใจต้องหันกลับมา เธอทอดสายตาเข้าไปด้านในประตูอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา “กลับบ้านก่อน”
อีกด้านหนึ่ง ณ บ้านพักตระกูลซ่งในกรุงปักกิ่ง
“เห็นไหมล่ะว่าที่ฉันพูดมันไม่ผิด!”
แม่เฒ่าฉีอุทานขึ้นหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดที่ผู้เฒ่าซ่งถ่ายทอดมาจากผู้อำนวยการเนี่ยจบสิ้น แววตาของเธอฉายประกายเย็นชา “นี่ก็คงเพราะชีวิตมันลำบากจนไปต่อไม่ไหวแล้วน่ะสิ ไม่มีปัญญาหาเงินค่าสินสอดไปสู่ขอเมียให้ลูกชายที่ตัวเองเบ่งออกมา พอจนตรอกเข้าหน่อยก็เลยนึกถึงลั่วเยี่ยนชิง ลูกชายที่เคยทอดทิ้งไปเมื่อหลายสิบปีก่อนขึ้นมาได้ ช่างคิดช่างวางแผนเสียจริงนะ”
“เอาเถอะน่า ตอนนี้เราก็รู้ถึงเจตนาของเขาแล้ว ที่สำคัญคือเราจะไม่มีวันยอมให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าใกล้ลั่วเยี่ยนชิงได้เด็ดขาด เรื่องนี้ให้มันจบลงตรงนี้ดีกว่านะคุณ”
ผู้เฒ่าซ่งเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกผิดอยู่เต็มอก แค่คิดว่าตัวเองเกือบจะนำพาฝูงปลิงกระหายเลือดไปสร้างความเดือดร้อนให้ลูกเขยและลูกสาวบุญธรรม เขาก็รู้สึกละอายใจ
“ก็ได้ ครั้งนี้ฉันจะยกโทษให้ แต่จำไว้นะ ถ้ามีคราวหน้าอีกที่คุณจัดการเรื่องราวได้ไม่เด็ดขาดพอ จนเกือบจะนำปัญหามาให้หลีเป่ากับลั่วเยี่ยนชิงล่ะก็ คราวนี้ฉันจะคิดบัญชีกับคุณทั้งหมดแน่”
“ไม่กล้าแล้วครับ ผมไม่กล้าแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ต้องขอบคุณจริงๆ ที่คุณช่วยเตือนสติผมไว้ ไม่อย่างนั้นผมคงได้สร้างเรื่องปวดหัวให้กับลั่วเยี่ยนชิงไปแล้ว”
...
ลั่วเยี่ยนชิงไม่ล่วงรู้เลยว่าตนเองเพิ่งจะรอดพ้นจากการกลับไปพัวพันกับผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้าที่ทอดทิ้งเขาไปนานถึง 20 ปีเต็มได้อย่างหวุดหวิด
ในยามนี้ ชายหนุ่มกำลังทอดกายลงบนเตียงนอน แสงจันทร์นวลใยที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาอาบไล้ใบหน้าด้านข้างของเจียงหลี ภรรยาสุดที่รักของเขาที่กำลังเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเจื้อยแจ้ว
“พรุ่งนี้เช้า เราตกลงกันแล้วนะคะว่าคุณต้องไปตลาดเป็นเพื่อนฉัน”
“อืม”
“ฉันจะจูงมือรุ่ยรุ่ยเอง ส่วนคุณก็เข็นรถที่มีหานหานกับเวยเวยนั่งอยู่นะคะ”
“ได้สิ”
พอพูดถึงเรื่องรถเข็นเด็ก เจียงหลีก็อดไม่ได้ที่จะสื่อสารกับระบบในห้วงความคิด
‘ตุนตุน ออกมาหน่อย’
【พี่สาวมีอะไรให้ตุนตุนรับใช้เหรอครับ】
‘ไปที่ร้านค้าแล้วซื้อรถเข็นสำหรับเด็กแฝดมาหนึ่งคันนะ แล้วก็เอาไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของตรงลานบ้านได้เลย’
【รับทราบครับผม】
‘อ้อ แล้วในกองรางวัลของฉันพอจะมีตั๋วปันส่วนโทรทัศน์บ้างหรือเปล่า’
【มีอยู่หนึ่งใบพอดีเลยครับ พี่สาวจะใช้ตอนนี้เลยไหมครับ】
‘ยังหรอก กะว่าจะเก็บไว้ตอบแทนบุญคุณคนน่ะ’
เสียงทุ้มของลั่วเยี่ยนชิงพลันดังขึ้นข้างใบหู ทำลายภวังค์ของเธอ “ง่วงแล้วเหรอ”
เจียงหลีบอกให้ตุนตุนไปพักผ่อนได้ ก่อนจะหันไปตอบสามี “ก็ไม่เชิงค่ะ”
หลังจากคำตอบนั้น ทุกอย่างภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
เวลาผ่านไปสักพัก เจียงหลีจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นบ้าง “แล้วคุณล่ะคะ ง่วงหรือยัง”
“ก็ไม่เชิง”
เจียงหลีหลุดเสียงหึในลำคอ “นี่คุณเลียนแบบฉันเหรอคะ”
ริมฝีปากของลั่วเยี่ยนชิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “อืม”
“อะไรคืออืมคะ ห้ามเลียนแบบกันนะ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจียงหลีเช่นกัน เมื่อได้ยินน้ำเสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความแง่งอนของเธอ มุมปากของลั่วเยี่ยนชิงก็ยิ่งยกสูงขึ้นไปอีก “ได้ครับ ไม่เลียนแบบแล้ว”
“อย่างนี้สิคะ ค่อยน่ารักหน่อย”
เจียงหลีหัวเราะออกมาเบาๆ
“ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ”
เมื่อได้ฟังคำท้วงที่แสนจะจริงจังนั้น เจียงหลีก็พลิกตัวหันมาเผชิญหน้ากับเขา เธอใช้แขนข้างหนึ่งเท้าศีรษะไว้ ดวงตาหงส์จิ้งจอกที่งดงามคู่นั้นทอประกายระยิบระยับภายใต้แสงจันทร์ พลางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขา
“ฉันก็ไม่ได้บอกสักหน่อยนี่คะว่าคุณยังเป็นเด็กอยู่”
[จบบท]