บทที่ 182: สหายคนนี้ ฝากไว้ก่อนเถอะ!
ลั่วเยี่ยนชิงที่เห็นบรรยากาศไม่สู้ดีจึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น “อย่าโกรธไปเลยครับ จรวดลิงทะยานฟ้าที่ว่าสวยยังดูสู้คุณไม่ได้เลยสักนิด”
คำพูดของเขาทำเอาเจียงหลีถึงกับเบิกตากว้าง เธอเม้มริมฝีปากแน่นอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจสบตาคมกริบคู่นั้นตรงๆ แล้วเปล่งเสียงถามออกไปทีละคำอย่างต้องการคำตอบที่ชัดเจน
“ที่คุณพูดมานี่คือจะปลอบใจฉัน หรือตั้งใจจะล้อฉันเล่นกันแน่คะ”
ลั่วเยี่ยนชิงนิ่งไป เขาแค่อยากจะปลอบภรรยา แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเธอก็ชักไม่แน่ใจ หรือว่าสิ่งที่เขาพูดออกไปมันจะฟังดูไม่เข้าท่า
เจียงกั๋วอันเหลือบมองน้องสาวสุดที่รักซึ่งกำลังหงุดหงิดจนแก้มป่องสลับกับน้องเขยที่ยืนทำหน้างุนงงอยู่ข้างๆ เพียงครู่เดียว เจียงกั๋วอันก็ไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะต่อไปไหว เขาปล่อยเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาอย่างชอบใจ
เสียงหัวเราะของพี่ชายยิ่งทำให้ใบหน้าของเจียงหลีร้อนผ่าว เธอหันไปสบตาสามีพร้อมกับส่งสายตาคาดโทษ “สหายคนนี้ ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
“เสี่ยวหลี คือผม...” ลั่วเยี่ยนชิงอยากจะอธิบายใจจะขาด แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีว่าเขาทำอะไรผิดไป
เจียงกั๋วอันที่เห็นท่าทีของทั้งสองก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นไปอีก “น้องเขย ที่หลีเป่าเขาหงุดหงิดก็เพราะคุณดันเอาเธอไปเปรียบกับจรวดลิงทะยานฟ้านั่นแหละ!”
“เชอะ! ร้ายพอๆ กันทั้งพี่ทั้งน้องเลย ฉันไม่คุยด้วยแล้ว!” เจียงหลีสะบัดหน้าพรืด ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปในครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อเที่ยง ปล่อยให้สองหนุ่มมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังวุ่นวายใจ เด็กๆ ทั้งสามกลับจดจ่ออยู่กับโลกของตัวเอง
รุ่ยรุ่ยกำลังคัดลายมืออย่างขะมักเขม้น ส่วนคู่แฝดก็ยังคงฝึกเขียนตัวเลขกันอย่างไม่ลดละ
ทั้งสามนั่งล้อมรอบโต๊ะอาหารตัวเล็ก ตั้งหน้าตั้งตาขีดเขียนตัวอักษรและตัวเลขแต่ละเส้นอย่างมีสมาธิ ไม่มีการวอกแวกหรือหันมาสนใจบทสนทนาของผู้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย
เมื่อเสียงหัวเราะจางลง เจียงกั๋วอันก็ทอดสายตามองหลานๆ ทั้งสามด้วยความเอ็นดูอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปเอ่ยชมกับลั่วเยี่ยนชิง “เด็กๆ เรียบร้อยกันมากเลยนะ”
“ทั้งหมดเป็นเพราะเสี่ยวหลีอบรมสั่งสอนมาอย่างดีครับ” ลั่วเยี่ยนชิงตอบกลับพร้อมกับยกความดีความชอบทั้งหมดให้ภรรยา
“ถ้าน้องหลีได้ยินแบบนี้เข้า เธอคงยิ้มแก้มปริไปอีกหลายวันแน่”
“เรื่องดูแลลูกๆ ทั้งสามคน เสี่ยวหลีทำหน้าที่ของผู้ปกครองได้ดีกว่าผมมากครับ”
คำพูดนั้นทำให้เจียงกั๋วอันรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจในตัวน้องสาว แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ แม้สามีจะยอมรับในความสามารถของเธอ แต่เจียงหลีก็ยังอายุน้อย การต้องมารับผิดชอบดูแลเด็กเล็กๆ ถึงสามคนตามลำพังคงเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเธอไม่น้อย
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเอ่ยถ่อมตนตามมารยาท “ในเมื่อน้องหลีแต่งงานกับคุณแล้ว การดูแลลูกๆ ก็เป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้ว การทุ่มเทเอาใจใส่จึงเป็นสิ่งที่เธอควรทำครับ”
ลั่วเยี่ยนชิงไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ต่อ เขากลับเปลี่ยนเรื่องพูด “พี่ยังไงก็นั่งพักไปก่อนนะครับ ผมขอตัวเข้าไปช่วยเสี่ยวหลีในครัวสักครู่”
พูดจบเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้เจียงกั๋วอันนั่งงงอยู่คนเดียว
ภายในห้องครัว ลั่วเยี่ยนชิงที่เดินตามเข้ามาก็รีบหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ดูเก้ๆ กังๆ
“เสี่ยวหลี คุณไม่ใช่จรวดลิงทะยานฟ้านะ”
คำอธิบายของเขาทำให้เจียงหลีต้องหยุดมือ นี่เขากำลังจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำไมกัน
“จรวดนั่นมันเสียงดัง แต่คุณเป็นคนเงียบๆ”
เจียงหลีอยากจะถอนหายใจออกมาดังๆ นี่เขายังไม่เลิกเอาฉันไปผูกติดกับจรวดลิงทะยานฟ้านั่นอีกหรือไง
“ผมไม่ได้หมายความว่าจะเปรียบคุณกับจรวดลิงทะยานฟ้า” ลั่วเยี่ยนชิงพยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ เพราะไม่อยากให้ภรรยาคนสวยต้องโกรธเคืองเขาอีก
เจียงหลีถึงกับพูดไม่ออก เขาจะวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้ไปถึงเมื่อไหร่กันนะ
หญิงสาวลอบถลึงตาใส่เขาตอนที่เขาเผลอ พลางนึกในใจว่าค่าความฉลาดทางอารมณ์ของผู้ชายคนนี้ติดลบไปแล้วหรือยังไงกัน
“อย่าโกรธผมเลยนะ”
ในที่สุดเจียงหลีก็ต้องยอมแพ้ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเขา “ค่ะ ฉันไม่ได้โกรธ สบายใจได้เลย”
แววตาของลั่วเยี่ยนชิงทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาทันที “แน่ใจนะครับ”
“แน่ใจยิ่งกว่าแน่อีกค่ะ ทีนี้คุณจะเลิกทรมานหูฉันด้วยคำว่า ‘จรวดลิงทะยานฟ้า’ ได้หรือยังคะ” เจียงหลีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความขบขันและเอ็นดู
คำพูดของเธอทำให้ลั่วเยี่ยนชิงตระหนักได้ว่า ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในครัว เขาก็พล่ามแต่คำว่า ‘จรวดลิงทะยานฟ้า’ ซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุด ใบหน้าของเขาพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เมื่อเห็นท่าทีเขินอายของสามี เจียงหลีก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่ต้องอายขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ฉันไม่ได้โกรธคุณจริงๆ สักหน่อย”
[จบบท]