บทที่ 199: เมื่อใจเปรียบใจ
กระเป๋าสะพายใบจิ๋วสามใบคือผลงานชิ้นล่าสุดที่เจียงหลีตั้งใจทำขึ้นเพื่อลูกๆ ทั้งสาม โดยแต่ละใบมีลวดลายที่แตกต่างกันไปตามความปรารถนาของเจ้าของตัวน้อย
ลั่วหมิงหานผู้เงียบขรึมและอ่อนโยนเอ่ยปากขอเป็นลายกระต่ายน้อยสีขาว เขาบอกว่าชอบที่มันดูน่ารักและมีชีวิตชีวา
ส่วนลั่วหมิงเวยตัวแสบนั้นติดใจเพลง ‘นับเป็ด’ ที่แม่เพิ่งสอนให้ร้อง เธอจึงทั้งออดอ้อนและส่งสายตาวิงวอน จนเจียงหลีใจอ่อนยวบยอมปักรูปเป็ดน้อยสีเหลืองอ้วนกลมสองตัวลงบนกระเป๋าให้สมใจ
คนสุดท้ายคือลั่วหมิงรุ่ย พี่ชายคนโตผู้สุขุม หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจเลือกลายเสือที่ดูน่าเกรงขาม
เด็กทั้งสามต่างดีใจที่ได้กระเป๋าใบใหม่เป็นของตัวเอง แต่ด้วยนิสัยรักของ ลั่วหมิงรุ่ยจึงกังวลว่ากระเป๋าใบเก่งจะเปรอะเปื้อน เขาไม่ค่อยกล้าสะพายมันออกไปไหนบ่อยนัก ผิดกับน้องแฝดทั้งสองที่ยังเล็กเกินกว่าจะใส่ใจเรื่องนั้น พวกเขาเห่อกระเป๋าใบใหม่เสียจนอยากจะอวดให้ใครต่อใครได้เห็น
ทุกครั้งก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน สองพี่น้องจะต้องสะพายกระเป๋าเข้าที่ แล้วเดินไปหยุดตรงหน้าแม่พร้อมกับเปิดปากกระเป๋าออกกว้างเป็นเชิงบอกใบ้ เจียงหลีมองภาพนั้นด้วยความเอ็นดูระคนขบขัน เธอรู้ดีว่าเจ้าตัวเล็กต้องการอะไร เธอจึงมักจะหยิบลูกอมนมสองสามเม็ด แผ่นซานจาห่อสวยงาม หรือไม่ก็ผลไม้แห้งกับลูกเกดใส่ลงไปให้
ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ไม่มีวันปล่อยให้ลูกๆ ต้องสะพายกระเป๋าที่ว่างเปล่าออกจากบ้านไปอย่างแน่นอน
บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักในบ้านของเจียงหลี ช่างแตกต่างจากบ้านของเหวินซือหย่วนโดยสิ้นเชิง
“ที่พูดมานี่ คุณหมายความว่าคุณเจียงใช้ของกินกับเสื้อผ้าใหม่ๆ มาซื้อใจเด็กๆ ให้ยอมรับว่าเป็นแม่ว่างั้นเถอะ” เหวินซือหย่วนเอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงที่เจือความผิดหวัง ดวงตาของเขาฉายแววขุ่นมัวอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วมันไม่ใช่หรือไง” ซูม่านเชิดหน้าตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
“ไม่ใช่!” เหวินซือหย่วนหัวเราะหยันออกมา “ไม่ใช่เลยสักนิด! เรื่องที่เธอกับเยว่เยว่ก่อไว้ฉันยังไม่คิดบัญชีเลยนะ แต่นี่เธอกล้าพูดว่าไม่รู้เรื่องที่สหายเซียวเฟิ่งอาละวาดใส่ลูกๆ ทั้งสามของสหายลั่วอย่างนั้นเหรอ อย่าบอกนะว่าเธอไม่รู้ว่าคุณเจียงเขาจัดการกับเรื่องนั้นยังไง”
ซูม่านสะดุ้งเล็กน้อย เธอหลบสายตาของสามีแล้วเม้มปากแน่น ไม่ยอมเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา
“เป็นไงล่ะ พูดไม่ออกเลยสิ”
เหวินซือหย่วนรู้สึกขมขื่นในอก ทั้งที่ต่างก็เป็นการแต่งงานครั้งที่สอง แต่ทำไมภรรยาของเขาถึงเทียบไม่ได้กับภรรยาของสหายลั่วเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงรูปลักษณ์ภายนอก แค่เพียงความรักความใส่ใจที่มีให้เด็กๆ ผู้หญิงของเขาก็เทียบไม่ติดฝุ่น ไหนจะนิสัยขี้อิจฉาตาร้อน เห็นใครได้ดีกว่าเป็นไม่ได้ ต้องเก็บเอามาเป็นอารมณ์แล้วพาลลงที่ลูกในไส้ของตัวเอง
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “คุณเจียงรู้ว่าลูกๆ ของเธอโดนรังแก เธอก็พาลูกๆ ทั้งสามบุกไปถึงบ้านสหายเซียวเฟิ่งทันที ไม่ใช่แค่ทำให้แม่ลูกคู่นั้นต้องยอมกล่าวคำขอโทษ แต่ยังพูดจาฉะฉานชี้ให้เห็นถึงปัญหาในการเลี้ยงลูกของสหายเซียวเฟิ่งด้วย สรุปก็คือ คุณเจียงเขาใช้หัวใจปฏิบัติต่อเด็กๆ อย่างแท้จริง ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรแอบแฝง เด็กๆ ถึงได้ยอมเปิดใจรับเขาเป็นแม่”
“ฉันยังทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าคุณรังเกียจฉันนักก็หย่าเลยสิ” ซูม่านท้าทาย เธอรู้ดีว่าในท้องของเธอยังมีโซ่ทองคล้องใจเขาอยู่ เขาไม่มีทางหย่ากับเธอในตอนนี้แน่ เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็สะบัดหน้าเดินหนีไปทันที
“ของบางอย่างถ้าไม่รู้ก็แล้วไป แต่คนเรานี่สิ พอได้เปรียบเทียบกันแล้วมันเห็นความต่างชัดเจนจริงๆ” เหวินซือหย่วนทอดถอนใจ พลางรำพึงกับตัวเองด้วยความรู้สึกซับซ้อน
วันเวลาผันผ่านไปไวเหมือนโกหก ในอีกสองวันวันหยุดของลั่วเยี่ยนชิงก็จะสิ้นสุดลงแล้ว
วันนี้เป็นวันที่ซ่งเซวียนต้องมาเรียนซอเอ้อร์หู แต่กลับไม่มีทั้งผู้เฒ่าซ่งและแม่เฒ่าฉีเดินมาส่งเหมือนเช่นเคย อันที่จริงแล้ว สองผู้เฒ่าไม่ได้ทิ้งหลานชายไปไหนไกล พวกเขาแอบเดินตามอยู่ห่างๆ เฝ้ามองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นจนกระทั่งเขาเดินลับเข้าประตูบ้านของเจียงหลีไปอย่างปลอดภัย
ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะทั้งคู่ต้องการฝึกให้หลานชายรู้จักช่วยเหลือตัวเอง พวกเขาหวังเพียงว่าในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่นี้ จะได้เห็นซ่งเซวียนสามารถยืนหยัดและใช้ชีวิตได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
ไม่ใช่ว่าพวกเขาใจดำ ทั้งที่รู้ว่าหลานชายต้องการการดูแลเป็นพิเศษ แต่กลับเลือกที่จะเข้มงวดกับเขา นั่นเป็นเพราะบทเรียนชีวิตสอนให้รู้ว่า การพึ่งพาตนเองนั้นดีที่สุด
แม้พวกเขาจะเชื่อมั่นในตัวเจียงหลี ลูกสาวบุญธรรมคนนี้อย่างสุดหัวใจ และมั่นใจว่าในวันที่พวกเขาจากไปแล้ว ในฐานะอาบุญธรรม เธอจะไม่มีวันทอดทิ้งหลานชายของพวกเขา แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังอยากให้ซ่งเซวียนมีเกราะป้องกันที่ดีที่สุด นั่นก็คือความสามารถในการดูแลตัวเอง
[จบบท]