บทที่ 204: เทียบกันไม่ได้เลยสักนิด
ภาพตรงหน้าบาดลึกเข้าไปในดวงตาของซูม่าน ความขุ่นเคืองพลุ่งพล่านจนเกือบจะระเบิดออกมาเป็นอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่เด็กหญิงทั้งสามคน
ใช่แล้ว เธอเกือบจะทำแบบนั้นจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเหวินซือหย่วนยังคงยืนอยู่ที่กรอบประตูห้องนั่งเล่นไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่ และดูเหมือนว่าเขากำลังตั้งใจฟังเรื่องเล่าของเจียงหลีเช่นเดียวกัน ซูม่านจึงต้องสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ไม่เช่นนั้นเธอคงหาเหตุผลสักข้อมาตำหนิลูกเลี้ยงทั้งสามคนไปแล้ว
“มันจะอะไรกันนักกันหนา ก็แค่เรื่องลูกอ๊อดกลายเป็นกบ เรื่องแค่นี้ก็ตื่นเต้นกันไปได้ พวกไม่เคยเห็น”
เสียงพึมพำลอดออกมาจากริมฝีปากของซูม่าน เธอแค่นเสียงในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องนั่งเล่นด้วยท่าทีหงุดหงิด
“พวกไม่เคยเห็นงั้นเหรอ เหอะ”
เสียง ‘เหอะ’ ที่ดังไล่หลังมา ทำให้ซูม่านต้องชะงักฝีเท้าอย่างเสียไม่ได้ เหวินซือหย่วนเดินตามเข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้วทิ้งตัวลงนั่ง แววตาที่เขามองมายังภรรยาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
“เรื่องที่สหายเจียงเล่าให้เด็กๆ ฟังอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่มันมีส่วนช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการทางความคิด และยังสามารถปลูกฝังทักษะการสังเกตให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการเขียนของพวกเขาในวันข้างหน้า และใครจะไปรู้ ในอีกสิบกว่าปีให้หลัง ประเทศของเราอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยถือกำเนิดขึ้นมาสักคนหรือสองคนก็ได้”
“นี่คุณเป็นอะไรไปกันแน่” ซูม่านตวาดกลับด้วยความโมโหจนเหลืออด ใบหน้าของเธอแดงก่ำ “สองวันนี้คุณเอาแต่พูดจากระทบกระเทียบฉันตลอดเวลา หรือว่าคุณเริ่มมองฉันขวางหูขวางตาแล้ว”
“คุณ...นี่มันเป็นการหาเรื่องอย่างไร้เหตุผลชัดๆ!” เหวินซือหย่วนขมวดคิ้ว เขาเพียงแค่ชี้แจงตามความเป็นจริง แต่ทำไมในความคิดของเธอถึงกลายเป็นการแดกดันและแสดงความไม่พอใจไปเสียได้
“ก็ได้ ฉันยอมรับว่าฉันไม่ได้มีหน้าตาสะสวยเหมือนสหายเจียงที่คุณยกย่อง และก็ไม่ได้มีความสามารถมากมายเท่าเธอ แต่คุณต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ ว่าฉันคือภรรยาของคุณ ส่วนสหายเจียงที่คุณเฝ้าชื่นชมนักหนาน่ะ เธอเป็นภรรยาของคนอื่น...”
ยังไม่ทันที่ซูม่านจะทันได้ระบายความอัดอั้นออกมาจนหมด เหวินซือหย่วนก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงความเย็นชา
“เหลือจะเชื่อจริงๆ! ทำไมคุณถึงไม่เคยฟังแล้วคิดตามเลย พวกเราเป็นมนุษย์นะ มีสมอง มีกระบวนการคิดเป็นของตัวเอง เวลาที่เราเห็นข้อดีหรือจุดเด่นในตัวคนอื่น เราก็ควรน้อมรับและเรียนรู้ เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
แต่สิ่งที่คุณทำกลับตรงกันข้าม คุณเอาแต่ขังตัวเองไว้ในกรอบความคิดเดิมๆ รู้ไหมว่าพฤติกรรมแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร มันคือการย่ำอยู่กับที่ ปิดกั้นตัวเองไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ถ้าคุณยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป คุณยังมั่นใจอยู่อีกเหรอ ว่าจะสามารถเลี้ยงดูลูกๆ ของเราให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีได้”
คำพูดของสามีเปรียบเสมือนการดูแคลนกันซึ่งๆ หน้า
ซูม่านจ้องมองเขาเขม็ง “ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกันนะ ว่าสหายเจียงคนเก่งของคุณจบการศึกษาแค่มัธยมปลาย ซึ่งฉันเองก็จบระดับเดียวกัน ถ้าจะวัดกันที่วุฒิการศึกษาแล้วล่ะก็ ฉันกับเธอก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย”
นัยน์ตาของเหวินซือหย่วนสงบนิ่งราวกับผืนน้ำ “แล้วมันยังไงล่ะ”
“เรื่องที่เธอรู้ ฉันก็ย่อมรู้เหมือนกันนั่นแหละ เพียงแต่ฉันไม่ได้มีเวลาว่างมากพอจะมาทำเรื่องไร้สาระแบบนั้น!” ซูม่านสวนกลับอย่างฉุนเฉียว
คนอะไรจะว่างขนาดนั้น ทั้งเล่านิทานให้เด็กฟัง ทั้งสอนคนปัญญาอ่อนเล่นซอ มีเวลาขนาดนี้สู้เอาไปนอนพักผ่อนบนเตียงให้สบายใจไม่ดีกว่าหรือ
“ถึงจะจบการศึกษาในระดับเดียวกัน แต่ผมกลับมองว่าคุณยังห่างชั้นจากสหายเจียงอยู่มากโข!”
บางทีความอดทนอดกลั้นที่เหวินซือหย่วนมีต่อซูม่านอาจถูกบั่นทอนจนหมดสิ้นไปแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา น้ำเสียงของเขาจึงเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
“เขาเล่านิทานให้ลูกฟัง สอนลูกๆ ท่องบทกวี เล่นทายปริศนากับพวกเขา แถมยังเล่นซอเอ้อร์หูให้ฟังอีก ทุกอย่างที่เขาทำล้วนเป็นการเปิดโลกทัศน์และเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้เด็กๆ เป็นการกระตุ้นให้พวกเขาหัดใช้สมอง และยังเป็นการส่งเสริมความสนใจในด้านต่างๆ! แล้วคุณล่ะ มีทั้งความสามารถและความอดทนแบบที่เขาทำบ้างไหม”
“ไม่มี! ฉันไม่มีอะไรทั้งนั้น! เหวินซือหย่วน ถ้าคุณยังอยากจะใช้ชีวิตคู่กับฉันต่อไป ก็ช่วยเลิกเอ่ยชื่อสหายเจียงต่อหน้าฉันเสียที ฉันไม่อยากได้ยินชื่อนี้อีก!”
ชาติที่แล้วช่วงเวลานี้เธอกำลังลงไปทำงานในชนบท ตอนนั้นยังโลกสวย คิดว่าแค่มีความรักก็อิ่มท้องได้ การใช้ชีวิตในชนบทคงไม่มีอะไรลำบาก แต่หารู้ไม่ว่าทันทีที่ไปถึงหมู่บ้านที่ต้องไปทำงาน ความจริงอันโหดร้ายก็ถาโถมเข้าใส่จนตั้งตัวไม่ติด ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับความหิวโหยและนอนหลับไม่เต็มตา แต่ยังต้องตรากตรำทำงานหนักทุกวัน
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ความรักที่เคยเบ่งบานและความฝันที่จะสร้างอนาคตอันยิ่งใหญ่ในดินแดนชนบทอันกว้างใหญ่ไพศาลก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
การจะกลับเข้าเมืองนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากจะมีโควตาจ้างงานจากโรงงานโดยตรง
หนทางอื่นก็คือต้องป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้น เพื่อที่จะได้ขออนุญาตจากผู้ใหญ่บ้านให้กลับไปรักษาตัวในเมือง หรือไม่ก็ต้องรอรับช่วงต่องานจากพ่อแม่
สรุปได้ว่า การจะกลับเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ยากแสนสาหัส
[จบบท]