บทที่ 212: เด็กช่างอ้อนมักได้รางวัล
แม่เฒ่าฉีทอดถอนใจออกมาเบาๆ ขณะที่บทสนทนาดำเนินไป “ลูกคงไม่รู้สินะ เด็กคนนั้นน่ะ ดูเผินๆ ก็รู้ว่าเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย ทั้งหน้าตาก็หมดจดสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่พวกที่จะเที่ยวไปสร้างเรื่องสร้างราวให้ใครเดือดร้อน แต่ก็น่าแปลกที่เด็กแสนดีแบบนี้ กลับไม่เป็นที่รักของคนในบ้านเลยสักนิด”
เจียงหลีเองก็อดที่จะถอนหายใจตามไม่ได้ “ถ้าจะให้พูดจริงๆ เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นความผิดของคุณฟางซู่คนเดียวนั่นแหละค่ะ”
“นั่นน่ะสิ จะมีใครเห็นต่างจากนี้อีก”
…
เวลาล่วงเลยไปกว่าครึ่งชั่วโมง เจียงหลีจึงขยับตัวลุกขึ้นเพื่อขอตัวกลับก่อน “สายมากแล้ว หนูคงต้องพาพวกรุ่ยรุ่ยกลับก่อนนะคะ”
“ได้เลยจ้ะ เดี๋ยวแม่บุญธรรมไปส่งนะ”
แม่เฒ่าฉีพยักหน้ารับ เป็นจังหวะเดียวกับที่ซ่งเซวียนและลั่วหมิงรุ่ยเดินออกมาจากในห้องพอดี ท่านจึงเอ่ยปากชวนให้ซ่งเซวียนเดินไปส่งครอบครัวของเจียงหลีที่หน้าประตูเป็นเพื่อนกัน
“แม่บุญธรรมกับเซวียนกลับเข้าบ้านเถอะค่ะ ไม่ต้องลำบากหรอก”
หญิงสาวโบกมือให้คนทั้งสอง ก่อนจะหมุนตัวเดินตามหลังเจ้าตัวน้อยทั้งสามที่เดินนำหน้ากลับบ้านไปก่อนแล้ว
“แม่ครับ ถ้าผมโตกว่านี้อีกหน่อย ผมเรียนซอเอ้อร์หูกับแม่ได้ไหมครับ”
หานหานตัวน้อยที่ถูกพี่ชายจูงมืออยู่เอ่ยถามขึ้นมาเสียงใส เขาหันกลับมามองหน้าแม่ ดวงตากลมโตสีนิลคู่นั้นฉายแววคาดหวังอย่างปิดไม่มิด ราวกับมีคำว่า ‘ผมอยากเรียน’ เขียนแปะไว้ตัวโตๆ
“ได้แน่นอนอยู่แล้ว”
รอยยิ้มของเจียงหลีเผยออกมาอย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่สวยโค้งลงจนกลายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว “ขอแค่พวกเราอยากเรียน แม่คนนี้พร้อมจะสอนให้ทุกอย่างเลย”
“เวยเวยก็อยากเรียนด้วยค่ะ”
ลั่วหมิงเวยซึ่งถูกพี่ชายจูงมืออีกข้างหนึ่งอยู่รีบยกมือที่ว่างขึ้นสูงทันทีที่ได้ยินคำตอบของแม่ พร้อมกับหันหน้ากลับมามองอย่างกระตือรือร้น
“ได้เลยจ้ะ ถ้าอย่างนั้นหานหานกับเวยเวยก็อยากเรียนซอเอ้อร์หูทั้งคู่ แล้วรุ่ยรุ่ยล่ะลูก อยากเรียนกับน้องๆ ด้วยไหม”
เจียงหลีไม่เคยละเลยความรู้สึกของลูกชายคนโต
เขาเป็นเด็กที่โตเกินวัยจริงๆ ตั้งแต่วันแรกที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของสามพี่น้อง ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะเอ่ยปากร้องขอสิ่งใด หรือปฏิเสธสิ่งไหนด้วยตัวเอง ไม่เคยแม้แต่จะเข้ามาคลอเคลียออดอ้อนเหมือนน้องๆ เพื่อเรียกร้องความรักความเอ็นดูจากเธอเป็นพิเศษ
เจียงหลีนึกถึงคำพูดที่ว่า ‘เด็กช่างอ้อนมักได้รางวัล เด็กดีมักถูกลืมเลือน’ ขึ้นมา เพราะเด็กที่ว่านอนสอนง่ายและไม่เคยสร้างปัญหาให้ใครเลยในบ้าน มักจะเป็นคนที่ถูกมองข้ามได้ง่ายที่สุดเสมอ เหมือนกับเรื่องของบ้านสกุลเฝิงที่แม่เฒ่าฉีเพิ่งเล่าให้ฟัง ทั้งที่ลูกชายคนเล็กทั้งเชื่อฟังและทำตัวดีมาตลอด แต่กลับถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเด็กที่ร้องไห้เก่งมักจะได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ มันไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลย
และสำหรับเธอแล้ว เธอไม่ได้เป็นแค่แม่ของฝาแฝด แต่ยังเป็นแม่ของลั่วหมิงรุ่ยด้วย จะปล่อยให้เขาถูกมองข้ามไปเพียงเพราะเขาเป็นเด็กดีไม่ได้เด็ดขาด
“ครับ”
เด็กชายตัวน้อยหยุดฝีเท้าลง เขาเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเจียงหลีแล้วพยักหน้ารับเบาๆ
“ดีเลย งั้นพรุ่งนี้เรามาเริ่มเรียนบทแรกกันนะ รุ่ยรุ่ยน้อยของฉัน”
เจียงหลีรู้ดีว่าลึกๆ แล้วหมิงรุ่ยเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีความคิดซับซ้อนในใจ ด้วยเหตุนี้ ตราบใดที่ลูกชายคนโตยังไม่ยอมเรียกเธอว่า ‘แม่’ อย่างเต็มใจ เธอก็จะเลี่ยงการใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ‘แม่’ กับเขาเช่นกัน เพื่อไม่ให้เขารู้สึกอึดอัดหรือต่อต้าน
เธอเชื่อว่าทุกอย่างควรปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของมัน
ขนาดน้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อนได้ หรือท่อนเหล็กอันแข็งแกร่งก็ยังสามารถฝนจนกลายเป็นเข็มเล่มบางได้ แล้วทำไมเธอจะรอให้เขาเปิดใจเรียกเธอว่า ‘แม่’ อย่างเต็มใจไม่ได้กันเล่า
“แล้วเวยเวยล่ะคะ เวยเวยล่ะคะ แม่จะสอนหนูเล่นซอเอ้อร์หูเมื่อไหร่คะ”
ลั่วหมิงเวยชักจะร้อนรนขึ้นมาบ้างแล้ว
“รอให้หนูกับพี่รองโตเท่าพี่ใหญ่ตอนนี้ก่อนนะ แล้วแม่จะสอนให้เอง” ซอเอ้อร์หูไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีขนาดแตกต่างกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ โดยทั่วไปแล้ว เด็กๆ ควรมีอายุอย่างน้อย 6 ปี ถึงจะเริ่มเรียนได้อย่างเหมาะสม
ในเมื่อตอนนี้ฝาแฝดยังอายุไม่ถึง 3 ขวบดี ต่อให้ยื่นซอให้ถึงมือ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเรียนรู้ แค่การจัดท่าทางให้ถูกต้องก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
“ได้เลยค่ะ”
ลั่วหมิงเวยยิ้มกว้างอย่างดีใจ
หานหานเองก็ยิ้มร่าไม่ต่างกัน “หานหานจะเชื่อฟังแม่ครับ”
[จบบท]