บทที่ 214: สหายเจียงคนนี้ช่างกล้าหาญชาญชัยเสียจริง!
“สหายเจียง นี่คุณยังไม่รู้อะไรสินะคะ” น้ำเสียงของซูม่านดังขึ้นมาขัดจังหวะโดยที่เจียงหลียังไม่ทันได้ปริปากตอบอะไร “ไม่นานมานี้เอง สหายลู่เขาพูดกับฉันว่าคุณน่ะเป็นพวกนางจิ้งจอก”
เจียงหลีไม่ได้มีความคิดที่จะหยุดฝีเท้า แต่ดูเหมือนว่าซูม่านจะจงใจขยับกายมาขวางทางเดินของเธอเอาไว้แบบเนียนๆ
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เจียงหลีกลับไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมา สีหน้าของเธอยังคงเรียบเฉย มิหนำซ้ำยังเผยรอยยิ้มบางเบาออกมาด้วยซ้ำ เธอปรายตามองซูม่านสลับกับลู่ผิง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่คนต้นเรื่องอีกครั้ง พร้อมกับยกมุมปากขึ้นอย่างงดงาม
“อย่างนั้นหรือคะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็แสดงว่าใบหน้าของฉันคงจะงดงามโดดเด่นมาก ถึงขนาดทำให้สหายลู่ต้องเอ่ยปากชมเชยด้วยคำเปรียบเปรยว่าเป็นนางจิ้งจอกได้เลยทีเดียว!”
ฝ่ามือบางลูบไล้พวงแก้มขาวเนียนละเอียดของตัวเองอย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยฉายแววขบขันขณะที่เธอหันไปสบตากับลู่ผิงตรงๆ
“ขอบคุณมากเลยนะคะสหายลู่ จริงๆ ฉันก็พอจะรู้ตัวอยู่บ้างว่าหน้าตาสวย แต่การที่ได้รับคำชมจากคุณว่าเป็นถึงนางจิ้งจอกแบบนี้ ฉันก็คงต้องกล่าวขอบคุณจากใจจริงๆ ค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้ลู่ผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยายามเก็บซ่อนความกระอักกระอ่วนและความไม่เป็นธรรมชาติเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มแห้งๆ “โอ๊ย นางจิ้งจอกที่ไหนจะมาสวยสู้สหายเจียงได้กันคะ คุณน่ะเปรียบเสมือนนางฟ้าที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์เสียมากกว่า!”
“คำยกย่องนี้ฉันคงมิอาจรับไว้ค่ะ แต่ก็ต้องขอขอบคุณสำหรับคำชมจากสหายลู่อีกครั้งนะคะ”
เจียงหลีเอ่ยพลางพยักหน้าให้ลู่ผิงเป็นเชิงบอกลา ก่อนจะหันกลับมาทางซูม่าน “ไม่ทราบว่าสหายซูยังมีเรื่องอื่นใดจะพูดกับฉันอีกหรือเปล่าคะ”
ความตั้งใจของซูม่านที่ต้องการลากเธอลงไปในสนามรบครั้งนี้ หรืออาจจะอยากเห็นเธอเปิดศึกกับสหายลู่ ช่างน่าขำสิ้นดี คิดว่าเธอว่างมากหรืออย่างไรกัน
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะไม่ได้มีธุระปะปังอะไร แต่เธอก็ไม่ได้มีงานอดิเรกชอบเป็นตัวตลกให้ใครมอง
“นี่คุณ…คุณไม่รู้สึกโกรธบ้างเลยเหรอคะ สหายลู่เปรียบคุณเป็นนางจิ้งจอกเชียวนะ คุณไม่โกรธเลยสักนิดจริงๆ เหรอ”
ซูม่านจ้องมองเจียงหลีด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ถูกคนกล่าวหาลับหลังว่าเป็นนางจิ้งจอก แต่กลับไม่มีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ เลยสักนิด แถมยังส่งยิ้มขอบคุณอีกฝ่ายที่ชมเชยอีกต่างหาก นี่สมองเธอผิดปกติไปแล้วหรืออย่างไร
เจียงหลียังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า “แล้วนางจิ้งจอกมันทำไมเหรอคะ นางจิ้งจอกไปสร้างความเดือดร้อนอะไรให้สหายซูหรือเปล่า อีกอย่างเท่าที่ฉันเข้าใจ คำว่านางจิ้งจอกก็เป็นคำเปรียบเปรยถึงความสวยงามมิใช่หรือ การที่สหายลู่ให้เกียรติเรียกฉันเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเธอยอมรับในความงามของฉัน แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องโกรธด้วยล่ะคะ”
“นางจิ้งจอกเป็นคำด่าต่างหาก สหายเจียง อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องหน่อยเลย” ซูม่านตอกกลับ
“เป็นคำด่าหรือคะ” เจียงหลีหรี่ตาคู่สวยลงเล็กน้อย ริมฝีปากยังคงโค้งเป็นรอยยิ้ม “หมายความว่าสหายซูกำลังบอกว่า สหายลู่ด่าฉันอยู่ใช่ไหมคะ”
“ถ้าไม่ได้ด่าคุณแล้วจะให้ด่าฉันหรือไงล่ะ” ซูม่านเบ้ปากกลอกตามองบน “ในความเข้าใจของฉัน สหายลู่กำลังว่าคุณเป็นผู้หญิงไม่ดี ใช้รูปโฉมของตัวเองคอยล่อลวงผู้ชายให้ลุ่มหลงต่างหาก”
คราวนี้เป็นลู่ผิงที่ทนไม่ไหว “เสี่ยวซู นี่เธอตั้งใจจะมาหาเรื่องฉันโดยเฉพาะเลยใช่ไหม!”
ซูม่านเลิกคิ้วอย่างท้าทาย “นี่พี่เพิ่งจะรู้ตัวเหรอ ฉันก็นึกว่าพี่จะรู้ตัวตั้งแต่ตอนที่ฉันชี้นิ้วด่าหน้าพี่แล้วเสียอีก!”
“พอได้แล้วค่ะ เชิญพวกคุณสองคนถกเถียงกันต่อตามอัธยาศัยเถอะ ฉันไม่ขออยู่ร่วมวงสนทนาด้วยแล้ว”
เจียงหลีส่งสัญญาณเรียกเด็กน้อยทั้งสามให้กลับเข้าบ้าน ทว่าเดินไปได้เพียงสองก้าว เจียงหลีก็พลันหยุดชะงัก เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้หญิงสองคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิม “ต่อให้ฉันเป็นนางจิ้งจอกอย่างที่ว่าจริงๆ ก็เป็นนางจิ้งจอกที่ใช้เสน่ห์เฉพาะกับศาสตราจารย์ลั่ว สามีของฉันแค่คนเดียวเท่านั้นแหละค่ะ เพราะในสายตาของฉันแล้ว ศาสตราจารย์ลั่วเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและหน้าตา อีกทั้งยังมีบุคลิกที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะมองมุมไหนฉันก็ชอบ มองเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกเบื่อ ฉันไม่มีเวลาว่างพอที่จะไปชายตามองดอกไม้ใบหญ้าข้างทางหรอกค่ะ”
สิ้นคำพูดนั้น เจียงหลีก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทรวดทรงองค์เอวที่อ่อนช้อยเย้ายวนนั้นเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล มุ่งตรงไปยังประตูบ้านของตัวเอง โดยไม่คิดจะหันกลับไปมองสีหน้าของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังแม้แต่น้อย
“นี่…สหายเจียงคนนี้พูดจาเปิดเผยเกินไปหน่อยไหม!”
“นั่นสิ นั่นสิ เธอพูดเรื่องแบบนั้นในที่สาธารณะได้ยังไงกัน ต่อให้…ต่อให้ศาสตราจารย์ลั่วเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ความสัมพันธ์จะดีเลิศแค่ไหน ก็ไม่น่าจะเอาเรื่องส่วนตัวมาพูดโจ่งแจ้งแบบนี้เลยนะ”
“แต่ฉันว่าสหายเจียงพูดถูกทุกอย่างเลยนะ ตัวเธอก็สวยอย่างกับอะไรดี ศาสตราจารย์ลั่วเองก็หล่อเหลาและมีความสามารถเพียบพร้อมจริงๆ นั่นแหละ”
[จบบท]