บทที่ 226: ถ้อยคำจากใจ
"เพื่อนๆ ไม่เชื่อที่เวยเวยเล่าเลยค่ะ ว่าตอนวันหยุดแม่จะเล่านิทานให้หนูกับพี่ใหญ่พี่รองฟังทุกวัน แถมยังสอนพวกเราวาดรูป สอนทำของเล่นจากกระดาษ สอนร้องเพลง แล้วยังเล่นซอเอ้อร์หูให้ฟังอีกด้วย
พวกเธอ...พวกเธอนิสัยไม่ดีเลยจริงๆ ค่ะ ยังไปเรียกพี่ชายของตัวเองให้มาทำร้ายหนูกับพี่รอง แล้วก็เพื่อนคนอื่นๆ ที่ช่วยพวกเราพูดอีกด้วย"
ความสามารถในการสื่อสารของเด็กแฝดสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่อยู่ในห้องทำงาน ไม่เว้นแม้แต่ตัวผู้อำนวยการเอง เด็กน้อยที่อายุยังไม่เต็ม 3 ขวบดี กลับสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างลื่นไหล มีตรรกะ และชัดเจนแจ่มแจ้งจนผู้ใหญ่ยังต้องทึ่ง
"เด็กดีของแม่ แม่เชื่อทุกคำที่ลูกพูดค่ะ แม่เชื่อว่าพวกหนูไม่มีทางไปหาเรื่องใครก่อนแน่นอน"
เจียงหลีเอื้อมมือไปลูบศีรษะของฝาแฝดอย่างแผ่วเบา ก่อนจะขยับไปลูบหัวของรุ่ยรุ่ยผู้เป็นพี่ชายคนโต พร้อมกับเอ่ยชม "รุ่ยรุ่ยกล้าหาญมากที่ลุกขึ้นปกป้องน้องๆ ตอนที่ถูกคนอื่นแกล้ง ยอดเยี่ยมที่สุดเลยลูก"
จากนั้นสายตาของเธอก็ทอดไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่ยืนเกาะกลุ่มกันแน่น กลุ่มวีรบุรุษตัวน้อยที่ช่วยลูกๆ ของเธอต่อสู้ ดวงตาหงส์คู่งามฉายแววชื่นชมระคนเอ็นดู "พวกหนูทุกคนเป็นเด็กดีจริงๆ คุณน้าต้องขอบคุณพวกหนูมากนะจ๊ะที่ช่วยปกป้องหานหานกับเวยเวย แล้วก็รุ่ยรุ่ยไม่ให้ถูกรังแก พวกหนูเก่งกันมากเลย แต่คุณน้ามีเรื่องอยากจะขออย่างหนึ่ง ต่อไปนี้อย่าทำแบบนี้อีกได้ไหมจ๊ะ รู้หรือเปล่าว่าทำไม"
ดวงตากลมโตใสแป๋วของเหล่าผู้พิทักษ์ตัวน้อย รวมถึงเพื่อนร่วมชั้นของรุ่ยรุ่ยอีกสองสามคน ต่างจับจ้องมาที่เจียงหลีเป็นตาเดียว เมื่อได้ยินคำถาม พวกเขาก็พร้อมใจกันส่ายศีรษะเล็กๆ เป็นการปฏิเสธ
เจียงหลีจึงย่อตัวลงเล็กน้อย เพื่อให้เด็กๆ ไม่ต้องเงยหน้าจนเมื่อยคอ ดวงตาหงส์ที่สดใสของเธอหรี่ลงจนโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว เธอยิ้มละมุนก่อนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เพราะการใช้กำลังตัดสินปัญหาไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลยจ้ะ อีกอย่างพวกหนูยังตัวเล็กกันอยู่เลย เวลาสู้กัน มือเล็กๆ เท้าเล็กๆ ของพวกหนูอาจจะเผลอออกแรงมากเกินไปโดยไม่ตั้งใจ หากทำให้ตัวเองต้องเจ็บตัว หรือทำให้เพื่อนคนอื่นบาดเจ็บ คนที่บ้านของพวกหนูทุกคนก็จะพลอยไม่สบายใจไปด้วย ที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวพวกหนูเองนั่นแหละที่จะต้องเจ็บปวด"
เด็กหญิงซ่งเสี่ยวหร่านแย้งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเล็กๆ อันเป็นเอกลักษณ์ "แต่ว่าพวกหลี่ถิงถิงเขาแกล้งเวยเวยกับหานหานก่อนนะคะ"
"ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะจ๊ะ ถ้าอยู่ที่โรงเรียนก็ให้รีบไปบอกคุณครูให้ท่านช่วยจัดการ แต่ถ้าอยู่ที่บ้านก็ต้องบอกผู้ใหญ่ที่บ้านให้ท่านช่วยตัดสิน..."
แม้จะไม่มีใครบาดเจ็บ แต่สภาพของเด็กๆ กว่าสิบคนที่ออกโรงปกป้องลูกๆ ของเธอนั้นดูไม่จืดเลยสักคน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนฝุ่นดินไปหมด มองแล้วก็น่าเอ็นดูระคนน่าสงสาร
ณ เวลานี้ เจียงหลีรู้สึกตื้นตันใจกับมิตรภาพอันบริสุทธิ์ของเด็กๆ อย่างแท้จริง ดวงตาหงส์ที่งดงามของเธอทอประกายแห่งความอ่อนโยน น้ำเสียงที่เจือรอยยิ้มนั้นทั้งแจ่มใสและนุ่มนวลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เธอค่อยๆ ใช้คำพูดปลอบประโลมจิตใจของเด็กๆ อย่างช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ในวันนี้สร้างบาดแผลในใจ จนทำให้พวกเขาต้องเก็บไปฝันร้ายในยามค่ำคืน
รอยยิ้มของเธอดูอบอุ่นและเป็นมิตรอย่างน่าประหลาด คำขอบคุณที่เอ่ยออกมาล้วนมาจากใจจริง วาจาที่ใช้ปลอบโยนก็ไพเราะราวกับเสียงน้ำในลำธารใสที่ไหลรินอยู่กลางหุบเขา ชวนให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย เพียงไม่นาน เหล่าผู้กล้าตัวน้อยก็เริ่มแย้มยิ้มออกมาได้อีกครั้ง เสียงเรียก "คุณน้าคนสวย" และ "คุณน้านางฟ้า" ก็ดังขึ้นไม่ขาดปาก
หลังจากจัดการเรื่องของเด็กๆ กลุ่มนี้เรียบร้อยแล้ว เจียงหลีจึงหันไปเผชิญหน้ากับหลี่ถิงถิง หวังถงถง พร้อมด้วยพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องของเด็กหญิงทั้งสอง เธอยังคงรักษารอยยิ้มที่อ่อนโยนไว้บนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเด็กหญิงทั้งสองว่า "บอกคุณน้าได้ไหมจ๊ะ ว่าทำไมพวกหนูถึงได้ทะเลาะกับลั่วหมิงเวย"
เด็กหญิงทั้งสองเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น นิ่งเงียบไม่ยอมตอบ
คุณน้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเธอช่างงดงามเหลือเกิน สวยราวกับนางฟ้าแบบนี้ ต่อให้เป็นแม่เลี้ยงจริงๆ ก็คงไม่ใช่ผู้หญิงใจร้ายแบบที่แม่ของถิงถิงเคยพูดกรอกหูหรอกมั้ง
หลี่ถิงถิงกัดริมฝีปากของตัวเองแน่น หัวใจดวงน้อยกำลังสับสนว้าวุ่น ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อคำพูดของแม่ หรือจะเชื่อสายตาและความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ดี
[จบบท]