บทที่ 229: เสียงเพลงจากแอคคอร์เดียน
“ได้เลยครับ” เสียงเล็กใสของหมิงหานขานรับอย่างน่าเอ็นดู
ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง พี่ชายอย่างหมิงรุ่ยก็วางดินสอลงหลังจากเขียนตัวอักษรชุดสุดท้ายเสร็จสิ้น รอบกายของเด็กชายตัวน้อยถูกห้อมล้อมไว้ด้วยร่างของท่านผู้อำนวยการและคุณครูอีกหลายท่านที่ยืนมองดูผลงานของเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ลายเส้นเป็นระเบียบงดงามมาก ลั่วหมิงรุ่ย...ฝีมือการเขียนหนังสือของเธอดีจริงๆ”
น้ำเสียงของท่านผู้อำนวยการเต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างไม่ปิดบัง เขามองตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้ากระดาษด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะส่งสมุดเล่มนั้นให้คุณครูประจำชั้นที่ยืนอยู่ข้างๆ “คุณครูชุย ลองดูผลงานของลูกศิษย์คุณสิ”
คุณครูชุยรับสมุดมาเปิดดู ดวงตาของเธอเปล่งประกายแห่งความยินดีพร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนใบหน้า “ฝีมือพัฒนาขึ้นจากช่วงก่อนปิดเทอมฤดูร้อนเยอะเลยนะคะ ตัวอักษรของลั่วหมิงรุ่ยคราวนี้สวยขึ้นมากจริงๆ ค่ะ”
คำชื่นชมนั้นทำให้คุณครูท่านอื่นๆ อดไม่ได้ที่จะขยับเข้ามาดูบ้าง ไม่นานนักกลุ่มผู้ปกครองที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เริ่มเกิดความสนใจ พากันขยับเข้ามาเพื่อขอดูสมุดเล่มนั้นต่อๆ กันไป
เสียงกระซิบกระซาบแสดงความทึ่งและความประทับใจในฝีมือของเด็กชายตัวน้อยดังขึ้นไม่ขาดปาก
เจียงหลีมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่แล้วสายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นวัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานตัวหนึ่งในห้อง...แอคคอร์เดียน
สำหรับเธอในยุคปัจจุบันนี้ เครื่องดนตรีชิ้นนี้เปรียบเสมือนของเก่าเก็บที่หาชมได้ยาก ความทรงจำในชาติภพก่อนผุดพรายขึ้นมาในห้วงคำนึง เธอเคยเห็นมันในห้องสะสมของรักของคุณปู่ แถมยังเคยรบเร้าให้ท่านสอนวิธีเล่นให้ด้วยซ้ำ
เสียงทุ้มนุ่มของคุณปู่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ ท่านเคยเล่าว่าแอคคอร์เดียนตัวนั้นคือของขวัญจากญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรักท่านหนึ่งในตระกูล ซึ่งท่านได้รับมาตั้งแต่สมัยยังเป็นชายหนุ่ม
แต่โชคร้ายที่หลังจากมอบของขวัญชิ้นนั้นได้ไม่นาน ญาติผู้ใหญ่ท่านนั้นก็มาจากไปอย่างกะทันหันด้วยอุบัติเหตุ ด้วยเหตุนี้ ในทุกๆ ปีเมื่อถึงวันครบรอบการจากไปของท่าน คุณปู่จะนำแอคคอร์เดียนตัวเก่งออกมาจากห้องเก็บของ บรรจงบรรเลงบทเพลงเพื่อเป็นการรำลึกถึงความทรงจำอันมีค่าที่มีต่อผู้ให้
เจียงหลีสลัดภาพในอดีตออกจากความคิด เธอขยับเข้าไปกระซิบกระซาบกับท่านผู้อำนวยการสองสามประโยค อีกฝ่ายมองเธอด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอนุญาตเป็นสัญญาณ เจียงหลีจึงเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวที่วางแอคคอร์เดียนตัวนั้นอยู่
เธอยกมันขึ้นมาอย่างแผ่วเบา สวมสายคล้องพาดบ่า จัดวางตำแหน่งของมันไว้แนบชิดกับช่วงอกอย่างคล่องแคล่ว ปลายนิ้วเรียวงามไล้ไปบนแป้นคีย์บอร์ดและปุ่มกดต่างๆ เพื่อทำความคุ้นเคยอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลองกดไล่โน้ตสองสามตัวเพื่อทดสอบเสียง เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้ว เธอจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับลูกๆ ทั้งสามคนที่กำลังมองมาด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
ณ เวลานั้น ทุกสายตาในห้องทำงาน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็จับจ้องมาที่การกระทำของเธอเป็นจุดเดียว
ทว่าเจียงหลีกลับมีท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้รู้สึกประหม่ากับสายตาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เธอส่งสัญญาณให้ลูกๆ ด้วยการพยักหน้าเบาๆ เมื่อเห็นเด็กทั้งสามคนเข้าใจและขยับมายืนเรียงแถวโดยเว้นระยะห่างกันพอดีหนึ่งช่วงแขน รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นในดวงตาหงส์ที่งดงามของเธอ
ท่วงทำนองนำที่สดใสและมีชีวิตชีวาดังขึ้นเป็นลำดับแรก ไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงเล็กๆ อันน่ารักของเด็กๆ ทั้งสามก็ประสานเสียงร้องเพลงคลอไปกับเสียงดนตรี พร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าทางประกอบอย่างสนุกสนาน
ถึงแม้เสียงร้องของพี่ใหญ่อย่างหมิงรุ่ยจะไม่ได้ดังเท่ากับน้องๆ แต่ทุกท่วงท่าการเคลื่อนไหวของมือเล็กๆ นั้นกลับทำได้อย่างแม่นยำและสวยงาม
“...ผู้คนผ่านมาแล้วผ่านไปนับร้อยพัน เสียงนกขมิ้นร้องเพลงบรรเลงกังวาน มองสะพานน้อยข้ามลำธารไหลไปบ้านใครกัน ฟังเสียงพิณบรรเลงแผ่วหวานแว่วมา เหล่านกนางแอ่นบินว่อนเวียนวนบนท้องฟ้า ภาพวาดเมืองเล็กๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวไปอีกครา...”
บทเพลงนี้คือความทรงจำที่ติดตัวเจียงหลีมาจากโลกก่อน วันหนึ่งในขณะที่กำลังว่างจากการทำงาน เธอบังเอิญเลื่อนโทรศัพท์ไปเจอกับคลิปวิดีโอหนึ่งเข้า เป็นคลิปการแสดงของเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังเต้นประกอบท่าทางไปกับบทเพลงที่แสนไพเราะและติดหู ใช่แล้ว...มันคือเพลงเดียวกับที่เธอกำลังบรรเลงอยู่นี่เอง
หากความจำของเธอไม่เลือนลางไปเสียก่อน เธอมั่นใจว่าตัวเองใช้เวลาดูคลิปนั้นซ้ำไปซ้ำมาอยู่ราวๆ สองถึงสามนาที ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยกับคนที่มีตารางงานรัดตัวอย่างเธอในตอนนั้น
ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะข้ามภพข้ามชาติมาแล้ว แต่ภาพและเสียงจากวิดีโอนั้นก็ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ
และแล้วในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนที่ผ่านมา หลังจากสอนเพลงเด็กยอดนิยมให้ลูกๆ ไปแล้วสองสามเพลง เธอก็นึกสนุกขึ้นมาและตัดสินใจลองสอนเพลงพร้อมท่าเต้นจากความทรงจำนั้นให้แก่เด็กๆ ด้วย
ด้วยเนื้อร้องและท่วงทำนองที่ร่าเริงสดใส ประกอบกับท่าเต้นที่ไม่ซับซ้อน ทำให้เด็กๆ ทั้งสามคนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น เพียงแค่เธอเริ่มบรรเลงทำนองเพลงขึ้นมารอบเดียว เด็กๆ คนอื่นๆ ในห้องที่ได้เห็นการแสดงของสามพี่น้อง ก็พากันร้องคลอและขยับมือเล็กๆ ของตัวเองทำท่าทางตามอย่างกระตือรือร้น
ภาพที่เกิดขึ้นสร้างรอยยิ้มให้กับเหล่าผู้ใหญ่ในห้อง ท่านผู้อำนวยการและคณะคุณครูต่างมองดูเหล่าลูกศิษย์ตัวน้อยที่กำลังร้องเล่นเต้นรำกันอย่างมีความสุขด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเอ็นดู
บรรดาผู้ปกครองเองก็มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า สายตาของแต่ละคนจับจ้องไปยังลูกหลานของตนด้วยความรักใคร่และภาคภูมิใจ
เจียงหลีบรรเลงเพลงวนซ้ำเป็นครั้งที่สามก่อนจะจบลง เธอค่อยๆ ประคองแอคคอร์เดียนลงจากบ่าและวางกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอย่างนุ่มนวล
ในจังหวะนั้นเอง สหายหญิงสองคนก็เดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มผู้ปกครองและตรงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ หนึ่งในนั้นเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเกรงใจอย่างเห็นได้ชัด
“สหาย...สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือคุณแม่ของนักเรียนหญิงลั่วหมิงเวยใช่ไหมคะ?!”
[จบบท]